วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รถไฟชิงกังเซนก็ไม่ตื่นเต้นเท่าโนรี(แบมบูเทรน)




 “ไปกับเพื่อนชาวญี่ปุ่น”

สถานีรถไฟเมืองพระตะบองในอดีต เคยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางบกในช่วงที่ถนน
หนทางรถยนต์ยังไม่พัฒนา
หน้าสถานีรถไฟมีตึกที่เป็นอดีตธนาคารชาติ ซึ่งเป็นแหล่งซื้อขาย
พลอยด้วย แต่ปัจจุบันไม่มีกิจการนี้แล้วสถานีรถไฟใน
ปัจจุบันยังมีโกดังเก่าๆ ห้องจำหน่าย
ตั๋วโบกี้รถไฟขนสินค้าผุพัง ซากล้อรถไฟ พอหลงเหลือให้ได้เห็นร่องรอย
ของความคึกคัก
ของเขตชุมชนในอดีต สถานีรถไฟเคยเป็นที่ขนถ่ายสินค้าจากชาวบ้านในชนบทเข้าสู่
ตัวเมืองด้วย
ปัจจุบันก็ใช้อยู่แต่น้อยกว่าทางรถยนต์มาก เมื่อถนนทางรถยนต์ดีขึ้น
การคมนาคมทางรถไฟจึงค่อยๆเสื่อมความนิยมลง..





 “ด้านหน้าสถานีรถไฟเมืองพระตะบอง”




  “อาคารขายตั๋วปัจจุบัน”



  “โกดังเก่า แสดงถึงความรุ่งเรืองในอดีต”




“โบกี้รถไฟที่ถูกทิ้งร้างไว้”




  “อาคารจอดรถไฟร้าง”



“เศษเหล็กล้อรถไฟที่ทิ้งไว้มีให้เห็นอยู่ข้าง ๆ อาคาร”

เส้นทางรถไฟสายนี้ต่อมาจากอรัญประเทศของไทยสู่ปอยเปต มาถึงศรีโสภณ มาถึงพระตะบอง
ต่อไปจนถึงพนมเปญรางรถไฟเก่ามากๆ ไม่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมเลย นานๆครั้งถึงมีรถไฟ
เก่าๆวิ่งพอให้ได้ยินเสียงสักครั้งหนึ่ง บางหมู่บ้านแถวศรีโสภณใช้เป็นเส้นทางในการติดตั้ง
ไฟแบล็คไลท์สำหรับไต้จิงเร็ด(จิ้งหรีด) ยาวไปตามทางรถไฟ เก็บจิ้งหรีดได้เป็นกระสอบๆ
ส่งเข้าไปขายไทยอีกต่างหาก...


ที่พระตะบองชาวบ้านใช้ประโยชน์จากรางรถไฟโดยการสร้างรถไม้ไผ่ ใส่ล้อเหล็กที่วิ่งบนรางได้
ใส่เครื่องยนต์ปั่นหมุนเพลาล้อในการขับเคลื่อน รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรดูได้ในรูปครับผม
ใช้เป็นรถขนส่งผู้โดยสาร ขนส่งสินค้าและพาท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวนิยมนั่งไปชมบรรยากาศท้องทุ่ง
ทิวทัศน์นอกตัวเมือง ฝรั่งเรียกพาหนะชนิดที่ว่านี้ว่า bamboo train ส่วนพี่น้องบองปะโอนขแมร์เขา
เรียกว่า “โนรี”  ลองไปนั่งโนรีกับผมไหมครับ...




 “ไปกับพี่สาวชาวไทย”



“ ไปนั่งโนรีกับเพื่อนๆชาวเยอรมัน”

ครั้งแรกฟังแต่ชื่อก็รู้สึกประหลาดใจพอสมควร พอมีโอกาสจึงชวนสหายรู้ใจไปขี่ “โนรี”ด้วยกันพวกเราพากันจ้างคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้พาไป บอกว่าจะไปขี่โนรี กิจการนี้เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับพวกเขา เขาจึงพาเรามายังสถานีย่อยโนรีแห่งหนึ่ง ออกจากตัวเมืองไปประมาณ 7-8 กิโลเมตร ก็อยู่ข้างทางรถไฟนั่นแหละครับ เห็นโนรีจอดอยู่หลายคัน มีคนคอยจัดคิวการออกของโนรีซ่ะด้วย เห็นรูปร่างของโนรีแล้วได้แต่คิดว่าไปรอดไหมหนอพวกเรา เป็นตาย่านแท้น้อ...แต่ต้องทำใจ สวมวิญญาณนักผจญภัย เพราะได้มาแล้ว เข็มขัดก็ไม่มี หมวกกันน็อคก็ไม่มี จะวิ่งเร็วขนาดไหนน้อ แล้วถ้ารถไฟวิ่งสวนมาทำไงเนี่ยะ จินตนาการไม่ออก เอาหว่ะหลวงพ่อที่แขวนบนคอคงดูแลลูกๆอยู่หรอกมั้ง อ้าวพร้อมแล้วไปเล้ย...

เป็นธุรกิจที่น่ารักอีกธุรกิจหนึ่งของชาวบ้าน มีการบริหารจัดการกันของกลุ่มชาวบ้าน ผู้ประกอบการโนรีดีพอสมควร ตัวอย่างเช่น เส้นทางที่วิ่งมีเส้นทางเดียวแต่โนรีสามารถวิ่งไปกลับสวนทางกันได้ โดยวิธีการถ้อยทีถ้อยอาศัย เขาจะตกลงกันว่าเมื่อโนรีมาเจอกันทั้งสองคันต้องหยุด แล้วเป็นที่รู้กันว่าคันไหนผู้โดยสารต้องลงคนขับอีกคันต้องมาช่วยยกโนรีคันที่ผู้โดยสารลง ลงจากรางรถไฟ ให้อีกคันเลื่อนผ่านไปข้างหน้า แล้วกลับมายกอีกคันขึ้น เสร็จสรรพก็เดินทางผ่านไปได้ทั้งสองคัน มันสนุกตอนที่ผู้โดยสารทั้งสองคันได้ทักทายหยอกล้อกันนี่แหละบางทีก็แซวกันไปกันมา ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กันดี เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ แต่ก็พอมีปัญหาให้ได้เห็นบ้างเช่นอาจมีการลัดคิวกัน หรือตกลงกันไม่ดีระหว่างคนขับโนรี แต่ด้วยต้องทำมาหากินด้วยกัน ก็เลยต้องยอมๆกันไปได้




 “สภาพเส้นทางรถไฟปัจจุบัน”



  “โนรีเตรียมส่งสินค้าเข้าเมือง (ฟืนเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้กันทั่วไปตามปกติ)”

ขยมได้ข่าวมาว่ารัฐบาลขแมร์อาจจะมีโครงการสร้างทางรถไฟใหม่ร่วมทุนกับประเทศเกาหลีหรือญี่ปุ่น
ยังไม่แน่ใจ เพื่อให้รถไฟสมัยใหม่วิ่งบนเส้นทางนี้ ถ้าเป็นจริงดังกล่าวกิจการนี้ของชาวบ้าน
ก็คงจะหายไป ชาวบ้านอาจจะได้งานใหม่ มาเป็นกรรมกรก่อสร้างทางรถไฟแทนผู้ประกอบการขับโนรี
ก็ได้ ใครจะรู้ แต่ก็ยังดีกว่าลักลอบเข้ามาหางานทำโดยผิดกฎหมายในเมืองไทยอยู่มั้ง
ขยมเคยไปนั่งรถไฟชิงกังเซนที่ประเทศญี่ปุ่นเหมือนกัน สะดวก สบาย รวดเร็ว ตื่นเต้น
แต่ไม่ค่อยเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะเหมือนไปกับโนรีครั้งนี้เลย  ที่นั่นใส่สูทผูกไทค์ไปใครไปมัน
แต่ที่นี่นั่งขัดสมาธิตากแดดหน้าดำได้ยินแต่เสียง ตึ๊กกะตักๆๆๆ เต้นไปพร้อมกับเสียงหัวใจเลย
กลับไปนั่งดูใหม่ก็ได้คร้าบ...



โดย อเร็งญา

 

กลับไปที่ www.oknation.net