วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! คนอย่าง...ทักษิณ คือ จุดอ่อน ...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ หรือยัง?


เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! คนอย่าง...ทักษิณ คือ จุดอ่อน
...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ หรือยัง?


ถ้า ความรักละความสามัคคี คือ สิ่งที่คนไทยทุกคนปรารถนา เราทุกคนก็ต้องมีส่วนร่วมทำให้มันเกิดขึ้นพร้อมกัน ๆ

และทุกคนที่ว่านั้น ก็หนีไม่พ้น มวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ณ วันนี้ มวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบ กลับถูกกล่าวถึง หลังจากวันวาน รับบทบาทผู้สังเกตการณ์ซึงมีหน้าเฝ้าดูความเคลื่อนไหว(อย่างเดียว) ทั้งมิได้แสดงออกด้วยท่าทีใด ๆ (อย่างเป็นทางการ) ว่า ไม่ต้องการ “ความรุนแรง”

นั่นจึงทำให้มวลชนกลุ่มนี้ ถูกดูแคลนจากมวลชนกลุ่มที่ลงไปขลุกตัวอยู่ใน “สนามแห่งความขัดแย้ง” ว่า นิ่งเฉย เพิกเฉย ละเลย ไม่แยแส ต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น

ต่างกับปัจจุบัน หลังจาก มวลชนกลุ่มนี้ได้เรียนรู้ร่วมกันแล้วว่า การสร้างความรักและความสามัคคีเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

หากมองในมุมกลับ หน้าที่เช่นว่านั้น ก็คือ การมีส่วนร่วมในการยุติความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท อันเป็นที่มาแห่ง “ความรุนแรง” นั่นเอง

กล่าวอย่างสั้นที่สุด หน้าที่หลักของมวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบและไม่ต้องการ “ความรุนแรง” ก็คือ มีส่วนร่วม

พยายามละมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทเสีย

ทว่า ไม่เห็นมูลเหตุดังกล่าว ก็ต้องมีส่วนร่วม
พยายามมิให้มูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ลุกลามต่อไปในที่นั้น

นี่แหละ คือ ทางออกที่ดีที่สุด ในการแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า ไม่ต้องการ “ความรุนแรง”

และขณะที่มวลชนกลุ่มที่นิ่งเป็นพลังเงียบมิได้ลงไปขลุกตัวอยู่ใน “สนามแห่งความขัดแย้ง” ขณะนั้นเรียกได้ว่า กำลังสร้างความรักและความสามัคคีให้เกิดขึ้นโดยปริยาย

กล่าวถึงความรักและความสามัคคี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า

ดูก่อนอานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มี

กายกรรม
วจีกรรม
มโนกรรม

ประกอบด้วยเมตตา

ปรากฏในเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 1-3

ดูก่อนอานนท์ ! ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุมี

ลาภใด ๆ
เกิดโดยธรรม
ได้โดยธรรม

ที่สุดแม้เพียงอาหารติดบาตร

เป็นผู้ไม่แย่งกันเอาลาภ เห็นปานนั้นไว้บริโภคแต่เฉพาะผู้เดียว

ย่อมเป็นผู้บริโภคเฉลี่ยทั่วไป

กับเพื่อนร่วมพระพฤติพรหมจรรย์ผู้มีศีล

นี้เป็น ธรรมประการที่ 4

ดูก่อนอานนท์ ! ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุถึง

ความเป็นผู้เสมอกันโดยศีลในศีลทั้งหลาย
ที่ไม่ขาด
ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง
ไม่พร้อย
เป็นไท
อันวิญญูชนสรรเสริญ
อันตัณหาและทิฏฐิไม่แตะต้อง

เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิเห็นปานนั้น

กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 5

ดูก่อนอานนท์ ! ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุ

ถึงความเป็นผู้เสมอกันโดยทิฏฐิ  ในทิฏฐิที่เป็นของพระอริยะ
อันนำออก
ชักนำ

ผู้กระทำตามเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบเห็นปานนั้น

กับเพื่อนร่วมประพฤติพรหมจรรย์อยู่ทั้งในที่แจ้ง ทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 6

ดูก่อนอานนท์ ! นี้แล

ธรรม 6 อย่าง
เป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ก่อความรัก ก่อความเคารพ
เป็นไปเพื่อ...
สงเคราะห์กัน
ไม่วิวาทกัน
ความพร้อมเพรียงกัน
เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ดูก่อนอานนท์ !

ถ้าพวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง 6 อย่างนี้ ประพฤติอยู่

พวกเธอจะยังเห็นทางว่ากล่าว พวกเราได้น้อยก็ตาม มากก็ตาม ซึ่งจะอดกลั้นไว้ไม่ได้ละหรือ

พระอานนท์กราบทูลว่า

“ข้อนี้หามิได้เลย  พระพุทธเจ้าข้า”

ดูก่อนอานนท์ ! เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงสมาทานสาราณียธรรมทั้ง 6 อย่างนี้ ประพฤติเถิด

ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อ…
ประโยชน์
ความสุขแก่พวกเธอตลอดกาลนาน

สอดคล้องกับอีก “พุทธวจนะ” หนึ่งที่พระองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเป็นเครื่องอยู่ผาสุก ห้าอย่างเหล่านี้

ห้าอย่าง อย่างไรเล่า ?

ห้าอย่างคือ

การคิด
การพูด
การทำ ซึ่งประกอบด้วยเมตตา

ที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปตั้งไว้เฉพาะแล้ว

ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 1-3

ศีลเหล่าใดซึ่งเป็นศีล
ไม่ขาด
ไม่ทะลุ
ไม่ด่าง
ไม่พร้อย
เป็นไท
ผู้รู้สรรเสริญ
ไม่ถูกแตะต้องด้วยตัณหาทิฏฐิ และ
เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิ

เธอเป็นอยู่อย่างผู้มีศีลเสมอกัน ด้วยศีลทั้งหลายเช่นนั้น

ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 4

ความเห็นอันใดซึ่งเป็นความเห็นอันประเสริฐ
เป็นความเห็นที่ผลักดันไปในทางที่ถูก

ย่อมนำไปเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามความเห็นนั้น

เธอเป็นอยู่อย่างผู้มีความเห็นเสมอกัน ด้วยความเห็นเช่นนั้น

ในเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันทั้งหลาย ทั้งในที่แจ้งทั้งในที่ลับ

นี้เป็น ธรรมประการที่ 5

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมเป็นเครื่องอยู่ผาสุก ห้าอย่าง เหล่านี้แล

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ธรรมทั้ง 2 ประการข้างต้นนี่แหละ เป็นธรรมที่สงเคราะห์ให้ ความรักและความสามัคคี เกิดมีขึ้นได้ในสังคม

...และนับจากวันนี้เป็นต้นไป 

เมื่อ การถือเอาอย่างขัดแย้งกันมีอยู่
การวิวาทกันก็ย่อมมี
การพิฆาตกันก็ย่อมมี

เมื่อ การพิฆาตกันมีอยู่
การเบียดเบียนกันก็ต้องมี

วงจรอุบาทว์ นี้เป็นความจริงที่เกิดขึ้นได้ตาม กฎอิทัปปัจยตา

“เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี...
...เพราะความเกิดขึ้นแห่ง
สิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น”

ซึ่งนั่นหมายความว่า “ความรุนแรง” มิใช่จะเกิดขึ้นได้ยากอีกต่อไป ทั้งนี้ เพราะความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทกำลังใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว

และก่อนจะถึงจุดสูงสุดนั้น เราจะมีส่วนร่วมในการยุติมิให้สถานการณ์สร้าง “ความรุนแรง” ได้อย่างไร และหากมีการยั่วยุและปลุกปั่นให้สถานการณ์กลายเป็น “สงครามกลางเมือง” และมีผู้เสียชีวิตจาก “การใช้อาวุธประหัตประหาร” ระหว่างกันขึ้น (ไม่ว่าจากฝ่ายใด) และเรากำลังจะกลายเป็นหนึ่งในนั้นด้วย !

โปรดสะดุดแล้วหยุดคิดสักครู่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!..............................คุณ จะทำอย่างไร ?

ก่อนที่จะใช้กฎ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ห้ำหั่นกับคนไทยด้วยกันเอง

สติและสัมปชัญญะ คือ สิ่งที่ต้องเรียกกลับมาให้เร็วที่สุด

ปรากฏดัง “พุทธวจนะ” ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแก่ผัดคุนะว่า

ผัดคุนะ !

ถ้ามีใคร
กล่าวติเตียนเธอต่อหน้า
ประหารเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ หรือด้วยศาตรา

ผัดคุนะ ! ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงละฉันทะ (ความพอใจ) และวิตก (ความตรึก) ชนิดที่เป็นวิสัยแห่งชาวบ้านเสีย

ผัดคุนะ ! ในกรณีเช่นนั้น เธอพึงทำความสำเหนียกอย่างนี้ว่า

“จิตของเราจักไม่วิปริต
เราจักไม่เปล่งวาจาหยาบ และ
เราจักยังคงเป็นผู้
...
มีความเอ็นดูเกื้อกูล
มีเมตตาจิต ไม่มีโทษอยู่ในภายใน
” ดังนี้ 

ผัดคุนะ ! เธอพึงสำเหนียกอย่างนี้

สอดคล้องกับอีก “พุทธวจนะ” ที่พระองค์ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หากจะมีพวกโจรผู้มีความประพฤติต่ำช้า เอาเลื่อยที่มีที่จับทั้งสองข้าง

เลื่อยอวัยวะใหญ่น้อยของพวกเธอ แม้ในเหตุนั้นภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดมีใจคิดร้ายต่อโจรเหล่านั้น

ภิกษุหรือภิกษุณีรูปนั้น ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสั่งสอนของเรา เพราะเหตุที่อดกลั้นไม่ได้นั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! แม้ในข้อนั้น เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

“จิตของเราจักไม่แปรปรวน
เราจักไม่เปล่งวาจาที่ลามก
เราจักอนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยสิ่งที่เป็นประโยชน์
เราจักมีเมตตาจิต ไม่มีโทสะในภายใน
เราจักแผ่เมตตาจิตไปถึงบุคคลนั้น และ
เราจักแผ่เมตตาอันไพบูลย์ใหญ่ยิ่ง

หาประมาณมิได้
ไม่มีเวร
ไม่มีพยาบาท
ไปตลอดโลกทุกทิศทุกทาง ซึ่งเป็นอารมณ์ของจิตนั้น”
ดังนี้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอพึงศึกษาด้วยอาการดังที่กล่าวมานี้แล

กล่าวอย่างสั้นที่สุด แม้ว่า ความตายจะหยุดยืนจดจ่ออยู่ตรงหน้า สิ่งที่เราต้องทำ ณ ขณะนั้น กลับไม่ใช่การใช้กฎ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ห้ำหั่นกัน

หากแต่ต้องใช้ความเพียรข่มใจมิให้กายและวาจาเป็นอย่างเดียวกับคนที่หยิบยื่นความตายให้…!!!

มองอย่างผิวเผินแล้ว เราอาจ “ตายเปล่า” แต่ความจริง นี่คือ การตายอย่างมีสติและสัมปชัญญะ ซึ่งอาจเป็นการตายที่ดีและมีคุณค่ากว่าการตายของ “ใครบางคน ?” ที่เป็นคนสร้างมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทครั้งนี้

...และไม่ว่าสถานการณ์ นับแต่นี้จะเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่คนไทยทุกคนจะต้องก้าวผ่านไปให้ได้ก็คือ การสร้างความรักและความสามัคคีที่จะต้องมีต่อไปและไม่มีวันหยุด

เราจะย่ำเดิน เดิน และเดินไปด้วยกันบนแนวทาง พระตถาคต ผ่าน “พุทธวจนะ” ผ่านคำพูดที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระองค์(โดยตรง)

เท่าที่กล่าวมาทั้งหมด ความรักและความสามัคคี สร้างขึ้นได้ด้วยธรรม 2 ประการ ข้างต้น หากแต่จะเกิดมีขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้ในสถานการณ์ ณ ขณะนี้ ก็ด้วย “เงื่อนไขสุดท้าย” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง

นั่นก็คือ การกำจัด “ใครบางคน ?” ออกจาก “สนามแห่งความขัดแย้ง” ปรากฏตาม “พุทธวจนะ”

“เพราะอยู่รวมกัน จึงรู้จักกันได้ว่า คนนี้
มีความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยามีความตระหนี่และโอ้อวด

ในท่ามกลางชน เขาเป็นคนมีวาจาหวาน ปานสมณะที่ดีพูด

แต่ในที่ลับคน ย่อม
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน โป้ปด

เขาทำกันทุกอย่าง

ทุกคนพึง...
ร่วมมือกัน
กำจัดเขาออกไปเสีย
ช่วยกันทึ้งถอนบุคคลที่เป็นดุจต้นข้าวผีนั้นทิ้ง

พึงช่วยกัน...
ขับคนกลวงเป็นโพรงไปให้พ้น
คัดเอาคนที่มิใช่สมณะ แต่ยังอวดอ้างตนว่าเป็นสมณะออกทิ้งเสีย

ดุจชาวนาโรยข้าวเปลือกกลางลมเพื่อตัดเอาข้าวลีบออกทิ้งเสีย ฉะนั้น

อนึ่ง คนเรา เมื่อมีการอยู่รวมกันกับคนที่สะอาดหรือคนที่ไม่สะอาดก็ตาม ต้องมีสติกำกับอยู่ด้วยเสมอ

แต่นั้นพึงสามัคคีต่อกัน มีปัญญาทำที่สุดทุกข์แห่งตนเถิด”

และ “ใครบางคน ?” ที่เราต้องกำจัดก็คือ ใครก็ตามที่...
มีความปรารถนาลามก
มักโกรธ
มักลบหลู่คุณท่าน
หัวดื้อ
ตีตนเสมอท่าน
มีความริษยา
มีความตระหนี่
โอ้อวด
ทำสิ่งที่คนชั่วซึ่งมีความเห็นต่ำทราม
ไม่เอื้อเฟื้อระเบียบ
พูดจาปลิ้นปล้อน และ
โป้ปด

ซึ่งใครคนนั้นก็คือ นช... คนไทยผู้สร้างมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท ขึ้น

และมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท นั้นก็สอดรับกับ ลักษณะที่ปรากฏอยู่ในคนคนนั้น ณ ขณะนี้ ด้วย

นั่นทำให้ ความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาท เป็น
“จุดอ่อน”


ที่ไม่สามารถทำให้ประเทศเดินต่อไป
 และ
ที่คนไทยจะต้องกำจัด

เมื่อใด ทุกคนร่วมมือกันกำจัด “คนคนนี้” ออกไปจากสังคมไทยได้

เมื่อใด "คนคนนี้" ไม่สามารถเข้ามามีส่วนในการสร้างมูลเหตุแห่งความเกลียดชังและการทะเลาะวิวาทอีก

เมื่อนั้น “เพลงชาติ” ท่อนต่อไป...

...ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี
เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

ก็ไม่ยากที่จะร้องให้จบไป พร้อม ๆ กับความรักและความสามัคคีที่เราจะได้กลับคืนมา!
ไชโย ไชโย ไชโย !

รวบรวมและเรียบเรียง

หลังม่านสีฟ้า

บลู เลอสง่า
ร่าง ขึ้น 6-7 ค่ำ เดือน 4
เสร็จ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 4

ปล.วิธีการอ่านให้ได้ผลและต่อเนื่อง
ท่อนที่ 1 เผย
! 6 มูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาท แผ่ ! วงจรอุบาทว์ “ความรุนแรง”
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/19/entry-1 เพลงชาติ...

ท่อนที่ 2 เกือบ 2600 ปี พระพุทธเจ้า ชี้ ! ทักษิณ คือ จุดอ่อน...พ.ศ.2553 ถึงเวลากำจัด ทักษิณ
http://www.oknation.net/blog/poetguide/2010/02/21/entry-1

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net