วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทักษิณ ชินวัตร ..คน 8 มาตรฐาน



                               พตท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ปี 2000 เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นแนสแดกซ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาพังทลายรุนแรง ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น เงินไหลออกจากสกุลเงินดอลลาร์ ไปถือสกุลเงินอื่นและสินทรัพย์สกุลเงินอื่นแทน เงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อมันไหลออก มันจึงส่งผลให้ค่าเงิน ตลาดหุ้น และทุนสำรองของประเทศต่างๆ สูงขึ้นทั่วหน้า เพราะค่าเงินเหรียญเสียหาย ต้องใช้เงินดอลลาร์มากขึ้นในการซื้อสินค้าและบริการในปริมาณเท่าเดิม จึงทำให้เห็นว่าราคาหุ้นนอกอเมริกา ค่าเงินนอกอเมริกา และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายสูงขึ้น
      
เรื่องทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลโดย World Fund ซึ่งแน่นอน มีการสวมรอยปั่นให้ขึ้นสูงสุด และตกต่ำสุด

ไม่ว่าราคาต่างๆ จะขึ้นสูงสุด-และตกต่ำสุด ก็ล้วนเป็นประโยชน์ต่อ World Fund ทั้งสิ้น โดยผ่านตลาดอนุพันธ์
      
เศรษฐกิจโดยรวมของโลกจึงดีขึ้นเป็นเวลา 7 ปี คือระหว่างปี 2001-2007 แล้วก็พังทลายลงในปี 2008
      
ประเทศไทย ก่อนหน้านั้นก็ย่ำแย่จากการพังทลายของ SET Index ในปี 2537 ต้องลอยค่าเงินบาทและเข้าโครงการไอเอ็มเอฟในปี 2540 ทั้งสถาบันการเงิน ภาคการผลิตจริง และเกษตรกรล้มลงทั่วประเทศ
      
ผู้คนต่างหวังกับการมาของรัฐบาลทักษิณ ผู้เขียนแม้ไม่ศรัทธาในทักษิณ ก็หวัง และไม่ได้ว่าอะไร ได้แต่รอคอย (ช่วงเลือกตั้งเคยวิจารณ์ว่าประเทศไทยไม่มีตัวเลือก)  

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พลตรีจำลอง ศรีเมือง และกลุ่มญาติธรรมแห่งชุมชนอโศก ศ.นพ.เสม พริ้งพวงแก้ว ราษฎรอาวุโส ต่างก็หวังกับการมาของรัฐบาลทักษิณ หมอเสม ถึงกับตั้งฉายาให้เป็นกำลังใจว่า “อัศวินควายดำ” ผู้คนทั้ง 3 กลุ่มนี้ ต่างล่ารายชื่อมาสนับสนุนให้ทักษิณหลุดพ้นคดีซุกหุ้น ทักษิณได้รับชัยชนะในคดีซุกหุ้น

ผู้เขียนเชื่อว่าพ่อหลวง และอำมาตย์ที่คนทั่วไปทราบว่าทักษิณหมายถึงใครก็หวังกับการมาของทักษิณเช่นเดียวกัน ช่วยเถิด ช่วยให้ไทยดีขึ้น
      
ภายหลังคนทั้ง 3 กลุ่ม ผิดหวังกับการบริหารประเทศของทักษิณ ทักษิณไม่ได้ทำอะไรเพื่อประเทศชาติ การบริหารประเทศเป็นเพียงงานอดิเรก งานหลักคือการใช้อำนาจหน้าที่หาแต่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

ผู้คนทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าวข้างต้น เปลี่ยนจากหวังทักษิณ มาหมดหวังทักษิณ แม้อุบาสกอุบาสิกาแห่งวัดป่าบ้านตาด และชุมชนอโศก ก็ไม่เอาด้วย

ทักษิณไม่ยี่หระ กับมวลชนทั้ง 3 กลุ่มข้างต้น เอาวัดธรรมกาย มาแทน และ ใช้รายการนายกฯ พบประชาชนทุกเช้าวันเสาร์ ปลุกระดม สร้างมวลชนของตนเองขึ้นมาใหม่ได้
      
คนสามกลุ่มแรกหวังและเชื่อทักษิณ ด้วยสติ
คนกลุ่มหลังหลงใหลวาจา และวิธีการทางตลาดของทักษิณ

อย่างที่นำเสนอไว้ในช่วงต้น
      
รัฐบาลทักษิณ บริหารประเทศระหว่างปี 2544-2549 (2001-2006) ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของโลก รวมทั้งของไทยได้รับผลดีจากการพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ไม่ได้เกิดจากฝีมือทักษิณ แต่ทักษิณเพียงสวมรอยว่าเป็นฝีมือตน
      
ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศสูงขึ้น ตลาดหุ้นสูงขึ้น ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น ทักษิณสวมรอย บอกว่า เพราะความเชื่อมั่นในรัฐบาลของตน
      
ราคาสินค้าเกษตร ไม่ว่า ข้าว ข้าวโพด น้ำตาล มันสำปะหลัง ยางพารา ฯลฯ ต่างสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทักษิณให้ข่าวตีพิมพ์ยกย่อง ให้เขาเป็นผู้นำอาเซียน เนื่องจากทำให้ราคายางโลกสูงขึ้น ที่จริงราคายางโลกสูงขึ้นตามกลไกตลาด หาใช่ราคายางโลกสูงขึ้นเพราะทักษิณมาเป็นผู้นำของประเทศไทยแต่อย่างใด
      
ทักษิณได้ประโยชน์จากเงินทุนไหลเข้า แทนที่จะทยอยใช้หนี้ไอเอ็มเอฟให้หมดตามกำหนดเวลา เพราะจะได้ผลดีจากเงินบาทแข็งค่า จะทำให้ใช้เงินบาทในการชำระหนี้น้อยลง แต่ทักษิณเลือกที่จะใช้หนี้ไอเอ็มเอฟให้หมดก่อนกำหนดเป็นเวลา 2 ปี เพื่อนำมาเป็นข่าวดีประกอบการหาประโยชน์ส่วนตน
      
มีปัจจัยซ่อนเร้น คือการเอามาเป็นข่าวดี ลากตลาดหุ้นไปขายทำกำไร หนี้ไอเอ็มเอฟถูกล้างหมดในกลางปี 2546 แล้วมีการลากตลาดหุ้นถูกลากขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะหุ้นตัวใหญ่ที่มีอยู่แล้วในตลาด และหุ้นรัฐวิสาหกิจที่เพิ่งเข้าตลาด ยกตัวอย่างเช่น PTT ราคาจอง 35 บาท ลากไปขายต้นปี 2547 ที่ราคา 190 บาท ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า
      
เชื่อว่าปี 2546 - ต้นปี 2547 ทักษิณและพวกพ้องได้ประโยชน์จากตลาดหุ้นมาก นอมินีต่างชาติ คือช่องทางให้คนไทยขนเงินผ่านตลาดหุ้นออกนอกประเทศได้ง่าย เสียงร่ำลือว่าทักษิณมีเงินกว่า 4 แสนล้านบาทจึงไม่ไกลไปจากข้อเท็จจริง เงินส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ และเป็นไปได้ว่าทักษิณขาดทุนในตลาดล่วงหน้าที่ต่างประเทศในปี 2551 (2008) ไม่น้อยเช่นกัน
      
ตลาดหุ้นยุคทักษิณช่วง 3 ปีแรก ขึ้นเร็วและแรงมากกว่าประเทศใดๆ ในโลก แต่หลังจาก 3 ปีแรก ตลาดหุ้นทักษิณไม่เคยมีจุดสูงสุดใหม่อีกเลย ผิดกับประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก ที่มีจุดสูงสุดใหม่ตลอดเวลา ทักษิณได้ประโยชน์ส่วนตนจากเหตุการณ์การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดในกลางปี 2546
      
ทักษิณไม่ได้รับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง เขาจะไม่สนใจเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น ทักษิณถูกต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจจากพนักงานรัฐวิสาหกิจ ทักษิณขึ้นเงินเดือนให้ 50 เปอร์เซ็นต์ และให้พนักงานกู้เงินมาจองซื้อหุ้นได้

ปตท.ที่มีธุรกิจด้านพลังงาน เมื่อเข้าตลาดหุ้นแล้ว ก็มาขูดรีดประชาชนทั่วประเทศ ผ่านค่าการกลั่นและราคาขายหน้าปั๊ม ส่งผลให้ค่าขนส่ง ค่าเดินทาง ค่าไฟฟ้า ค่าความเป็นอยู่สูงขึ้น เงินเฟ้อเป็นเรื่องที่ต้องระวัง เมื่อมันสูงขึ้นแล้ว ยากที่จะทำให้มันลดลงได้ ยกตัวอย่างเช่น ค่ารถเมล์เพิ่มขึ้นจาก 3.50 มาเป็น 7-8 บาท เป็นต้น เอา อสมท.เข้าตลาดหุ้น อสมท.ก็ขึ้นค่าโฆษณา ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นไปอีก ชาวบ้านยุคทักษิณ ไม่ได้มีความสุขแต่อย่างใด เดือดร้อนด้วยค่าปัจจัยสี่ที่สูงขึ้น ความสุขของชาวบ้านเป็นเพียงวาจาโฆษณาชวนเชื่อของทักษิณเท่านั้น
      
ทักษิณใช้วาจาได้คล่องแคล่ว และชอบการใช้ปากเป็นพิเศษ หวย จะบนดินหรือใต้ดิน ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง จะเห็นว่ามีการนำหวยบนดินมาเสนอทางบวกได้ เช่น จะทำให้ไม่มีหวยใต้ดิน จะช่วยนำเด็กฉลาดด้อยโอกาสไปศึกษาต่างประเทศ จะอ้างอย่างไรก็เบี่ยงเบน เนื่องจากเป็นอบายมุข

เรื่องที่นำเสนอมาข้างต้น คือมาตรฐานของ นช.ทักษิณ

ประเทศไทยเสื่อมลงตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา แต่กลับได้คนที่มีมาตราฐานเบี่ยงเบนมาเป็นผู้นำประเทศ ยิ่งทำให้ประเทศทรุดหนักลงกว่าเดิม ประเทศเสื่อมลง ไม่ได้เจริญขึ้นตามวาจาตนเองกล่าวอ้าง การพร่ำบอกเป็นเพียงมิจฉาวาจา หมายความว่าทำสมองและมือไม่ดี แต่ใช้ปากบอกว่าทำดีมาก ทำให้เจริญมาก ทำเก่งมาก การทำดี ต้องให้คนอื่นบอก ไม่ใช่ตนเองมาเป็นคนบอก ซึ่งจะไม่ต่างอะไรกับการยกหางตัวเอง

ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์ 100 เปอร์เซนต์ นอกจากพระพุทธเจ้า

ตอนหลังทักษิณโทษอำมาตย์ และกล่าวจาบจ้วงถึงพ่อหลวง เพื่อเบี่ยงเบนความล้มเหลวและความผิดพลาดของตน จากการบริหารประเทศและมีคดีความจำนวนมาก ว่าเป็นเพราะอำมาตย์และเหนืออำมาตย์ไม่มีความเป็นธรรมมาแทรกแทรงและกลั่นแกล้งตน เป็นความเห็นแก่ตัวและชั่วช้าอย่างหาที่ติไม่ได้ 

ทักษิณไม่ใช่คน 2 มาตรฐาน อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ แต่เป็นถึง 8 มาตราฐาน

เป็นความโชคร้ายของประเทศไทย คนหนีคุกอย่างทักษิณไม่ได้มีเพียง มิจฉาวาจา อย่างเดียว แต่มีความความเบี่ยงเบนครบทั้ง 8 มรรค คนเช่นนี้อยู่ที่ไหนผ่านไปทางใด ที่นั่นก็เสื่อมก็ล่มจมทุกที่

1) มาตราฐานแห่งมิจฉาทิฏฐิ เบี่ยงเบนทางปัญญา หมายถึงเห็นผิดไปจากความเป็นจริง เป็นปกติ

2) มาตราฐานแห่งมิจฉาสังกัปปะ เบี่ยงเบนทางสมอง คิดพิจารณาแต่ในทางอกุศล เป็นปกติ

3) มาตราฐานแห่งมิจฉาวาจา เบี่ยงเบนทางวาจา ใช้วาจาไปในทางชั่วร้าย เป็นปกติ

4) มาตราฐานแห่งมิจฉากัมมันตะ เบี่บงเบนทางความประพฤติ หรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง เป็นปกติ

5) มาตราฐานแห่งมิจฉาอาชีวะ เบี่ยงเบนการทำมาหากิน เช่นหากินกับอบายมุข ปล้นชาติ โกงชาติ ขายชาติ เป็นปกติ

6) มาตราฐานแห่งมิจฉาวายามะ เบี่ยงเบนทางอุตสาหะพยายาม พากเพียรในทางอกุศลกรรม เป็นปกติ

7) มาตราฐานแห่งมิจฉาสติ คือ เบี่ยงเบนพลั้งเผลอทางจิต จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความไม่รู้ตัว เป็นปกติ

8) มาตราฐานแห่งมิจฉาสมาธิ เบี่ยงเบนทางตั้งมั่นจิต จิตฟุ้งซ่าน ไม่สงบไม่สงัด จากกิเลศนิวรณ์ เป็นปกติ

วิถีแห่งมรรค เมื่อทำไม่ถูกต้องข้อหนึ่งข้อใด ก็จะทำให้ผิดหมดทุกข้อ

...................................................................................................
ปรับปรุงจาก "นช.ทักษิณ คน 8 มาตราฐาน"  http://bit.ly/6w1t3B

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท

http://twitter.com/indexthai

..

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net