วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เอาครกมาล่อ..ต้นกล้วย..แต่งงานที่ชัยนาท...


เอาครกมาล่อ..ต้นกล้วย..แต่งงานที่ชัยนาท...

๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

                ด้วยฤกษ์งามยามดีต่างก็จัดพิธีวิวากันตามวันเวลาที่กำหนด เมื่อ ๑๔ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็มีมากมายหลายงาน อย่างที่ท่าน “นายสิบหมื่น” ไปอวยพร   

                วันนี้พวกเราชาวคณะอะไรก็ร่วมกันเดินทางมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง จากกรุงเทพสู่ชัยนาท อำเภอมโนรมย์ เมื่อมีการเดินทางก็ต้องมีการนัดหมาย เรื่องราวการนัดหมายนี่แหละ มันไม่เคยตรงเวลากันเสียเลย

                วางแผนกันอย่างดิบดีว่าจะรวมตัวกันที่บริษัท อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมก็ต้องตื่นแต่ตีสี่ ภาษาทั่วไปเขาเรียก “แหกขี้ตา” ตื่นกันแต่เช้า เพื่อขับรถรับผู้โดยสารรายทาง แล้วเอารถไปจอดที่บริษัทฯ ก่อนจะนั่งรถตู้ไปกันต่อ นัดว่าล้อจะหมุนเวลา ๖ โมงเช้า เกือบจะ ๗ โมงแล้วยังอยู่แถว ๆ โลตัสอยุธยาอยู่เลย เพราะมีสมาชิกบางท่านทำลายสถิติในการ “สายสมรสายเสมอ”

                พอรถออกตัวมาเรื่อย ๆ ก็แวะข้างทางเพื่อหาอาหารเช้า แต่พอดีน้องตั้มซื้อ ข้าวเหนียวหมูทอดแสนอร่อยมาให้ ได้อิ่มท้องกันถั่วรถ ในเวลานี้ ทุกคนไม่สนใจแล้วว่าจะไปถึงกี่โมงอะไรยังไง ไม่ทันจะได้แห่ขันหมากหรือไม่...ไปเรื่อย ๆ

                แต่เราก็ไปถึงบ้านงานในเวลาประมาณ ๘.๑๕ น. รีบร้อนกันทะลุทะลวงฝูงชนเพื่อไปหาเจ้าบ่าวเจ้าสาว เห็นพระกำลังฉันภัตาหารอยู่ แอบ ๆ ผ่าน ๆ ไป เขารดน้ำสังข์กัน อีกคนก็กินน้ำใต้ศอก เอ้ย ไม่ใช่ครับ พวกที่อาวุโสก็รู้หน้าที่ดี รีบรุดไปรดน้ำกันถ้วนหน้า แต่บางกลุ่มก็มุ่งไปเข้าแถวเข้าห้องน้ำกัน เห็นบ่นว่าถูกแซงคิวด้วย

                หลังจากนั้นเราก็ถอยออกมาตั้งหลักอยู่หน้าบ้านงาน ถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ แขกที่มาก่อนหน้านี้เขากำลังรับประทานอาหารกัน สักพักได้ยินเสียงดนตรีเริ่มบรรเลง หันไปทางต้นเสียงก็คือบ้านข้าง ๆ กันนั่นเองที่เขาตั้งกองขันหมากห่างออกไปราว ๕๐ เมตร ดนตรีสำหรับแห่ขันหมากนี่ช่างเสียงดังเร้าใจเสียจริง ๆ จังหวะก็เร่งกระชับเหมือนอะไรดิ้น ๆ คนร้องก็เก่ง ร้องยังกะรถด่วนวิ่งผ่านสถานี เราเดินไปสมทบราว ๆ ๙ โมงเช้าแล้ว ดนตรีก็บรรเลงปลุกระดม เอ้ย ปลุกอารมณ์ให้กลุ่มผู้มาร่วมงานกระโดดโลดเต้นกันในกลุ่มนั้น ผมเดินกลับมาที่บ้านงาน เจ้าบ่าวยังอยู่ พระกำลังให้พร ทางโน้นก็โหมกระหน่ำกันเข้าไป เอ้อดีเหมือนกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่

                สักพัก เจ้าบ่าวรีบรุดมายังขบวนขันหมาก ซึ่งก็มีแตกต่างกันไป มีคนที่คอยถืออยู่แล้ว จัดทีมมาเป็นที่เรียบร้อย สาว ๆ กลุ่มของเราจะไปแย่งหน้าที่เขาก็ไม่ได้ ดนตรีแห่ขันหมากแบบเคลื่อนที่ด้วยรถเข็นนี่ช่างบรรเลงได้สะใจจริง ๆ ดูนักร้องแล้วไม่รู้หายใจทางไหน ขนาดว่าเพลงเร็ว ๆ ที่เขาร้องกันอยู่แล้ว ยังเร็วกว่านั้นอีกหลายเท่า เก่งจริง ๆ สาวแก่แม่หม้ายพากันเต้นหน้าขบวนขันหมาก แล้วค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามา เจ้าบ่าวเป็นคนทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย งานนี้ไม่มีเจ้าบ่าวปลอม

                ผมเดินล่วงหน้ามาเจอกับกลุ่มที่เขาดักประตูเงินประตูทอง แต่ประตูแรกนี่เรียก “ประตูครก” ก็ว่าได้ เพิ่งเคยเห็นเป็นแห่งแรกของโลก สองคนช่วยกันจับไม้ซ้ายขวา คนกลางถือครกหนึ่งอัน เอ๊ะ..เขาจะทำอะไรกัน ระหว่างที่รอขบวนมา นางครก (คนถือครก เรียกให้เทียมกับ “นางไห”) ก็ร่อนครกไปร่อนครกมา ดูแล้วอดยิ้มไม่ได้ งานแต่งที่นี่เล่นครกกันหรือนี่..

                สักพักหัวขบวนขันหมากก็มาถึง มีคนแบกต้นกล้วยต้นอ้อยนำหน้ามา ..โอ้พระเจ้าช่วย..คนถือต้นกล้วยที่ด้านโคนต้น ทำเป็นกลมมน แล้วเอาไว้เล่นกับครก อ๋อ...นี่เขาเตรียมกันมาอย่างนี้ ต้นกล้วยก็โยกโคนไปมา ครกก็วิ่งตามหา... แหม...ช่างคิดจริง ๆ คนไทยสมัยโบราณ เป็นการละเล่นที่สนุกสนาน กว่าจะผ่านไปได้ ต้นกล้วยต้นนั้น คอหัก โคนเหี่ยวไปเลย แต่เขามีต้นกล้วยจริงสำรองไว้สำหรับขบวนขันหมากต่างหาก เล่นกันไปขำกันไป

                แต่เจ้าบ่าวงานนี้เครียดหนัก เนื่องจากประตูมีหลายชั้นเหลือเกิน ซองที่เตรียมมามันก็ไม่พอ ต้องเสียเวลาหาเพิ่มกันยกใหญ่ อากาศก็ร้อน เจ้าบ่าวก็ใจคอไม่ค่อยดี กลัวจะไม่ได้เห็นหน้าเจ้าสาวหรืออย่างไรไม่ทราบ เหงื่อไหลไคลย้อย แม่เจ้าบ่าวก็ระดมหาซอง เอาเงินใส่ให้ครบ เสร็จแล้วก็ผ่านไปได้ด้วยดี เอาขันหมากทั้งหมดเข้าบ้านไป

                ยังมีหาบเงินหาบทองที่ป้า ๆ แกหาบมาเล่นกัน อืม...บ้านนี้เล่นกันได้ทุกอย่างเลย ขบวนขันหมากมีของเยอะแยะมากมาย แต่มีถาดขนมอยู่สองอันที่โรยงาเป็นชื่อของเจ้าบ่าวและเจ้าสาวอย่างเก๋ไก๋ วางเรียงไปจนถึงประตู อันว่างานแต่งงานย่อมมีคนเยอะทั้งคนดีคนเมา มีคนเผลอถอยมาเหยียบถาดขนมเข้าเต็มเท้าเลย อุ้ย ...ใครจะรับประทานละครับ ทีมงานของที่นั่นรีบกลบเลื่อนริ้วรอยดังกล่าวอย่างรวดเร็วและเรียบร้อย

                ในบ้านยังมีพิธีต่ออีกคือ ผูกข้อมือ โหพิธีการยาวเหมือนกันนะครับ ตั้งแต่ทำบุญรดน้ำสังข์ แห่ขันหมาก ผูกข้อมือ กลุ่มของเราเริ่มหิวแล้ว เดินเข้าโรงครัวกันทั้งเซ็ท เรียบอาวุธกันหมดแล้วก็เดินมาที่รถ เพื่อเข้าที่พักกัน

                ตกเย็นมีงานเลี้ยงฉลองงานแต่งงานที่ริมน้ำเจ้าพระยา ทำเลดี แต่เราได้โต๊ะริมถนน แทนที่จะได้ริมน้ำ ไม่เป็นไร เจ้าภาพอาจจะดูไม่ทั่วถึง อีกอย่าง ป้ายที่วางก็เป็นภาษาอังกฤษด้วย งานเลี้ยงมีแขกมากันเยอะแยะมากมาย เราก็ฉลองกันไปตามเรื่อง พอใกล้จะถึงพิธีการ เจ้าบ่าวมากระซิบ ขอเพิ่มดีกรีหน่อย โห...ท่านซัดไปหลายแก้วเหมือนกัน กลัวจะไม่มึนหรืออย่างไร ให้ไปเท่าไหร่ก็หมด ตอนขึ้นเวทีก็เป็นไปตามพิธีการที่กำหนด แต่เวทีสูงไปหน่อย ผู้ที่ทำหน้าที่ไปกล่าวอวยพรบางท่านถึงกับคลานขึ้นไปเลยทีเดียว ถ้าผมเป็นพิธีกร คงจะต้องบอกว่า “ขอกราบเรียนคลาน” กันละครับ แหม..ใครจะไปพูดอย่างนั้นได้ เจ้าสาวเป็นลูกคนดังในท้องถิ่น ส่วนฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่น้อยหน้า มากันหนึ่งรถบัส สนุกสนานกันไปครับ ดนตรีก็บรรเลง หางเครื่องก็ดิ้นสุดฤทธิ์ ทีมงานด้านล่างก็เต้นกันต่อ

                แต่เราก็ต้องขอตัวกลับมาสะสางบัญชีกันต่อที่รีสอร์ท

                ในหนึ่งชีวิตของเรา จะมีการแต่งงานที่ดีที่สุดเพียงครั้งเดียว แต่เราอาจได้ไปร่วมงานแต่งงานของคนอื่น ๆ นับไม่ถ้วน ในการดำเนินตามวิถีชีวิตของแต่ละชุมชน มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง ขนบธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง นี่คือเอกลักษณ์ของแต่ละสังคม ที่ปลีกย่อยออกไป ต่างก็เป็นสิ่งที่ดีงามอันควรดำรงไว้เช่นนี้สืบต่อไปให้ยาวนาน

                น่าแปลกว่า ชาวบ้านแต่ละชุมชน แต่ละสังคม ต่างอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข และมีสิ่งที่ถือปฏิบัติต่อกันมาโดยไม่มีอะไรขัดแย้ง แต่มองสังคมใหญ่ของประเทศ กลับไม่ได้ใช้หลักของความพึงพอใจในหน่วยย่อย ๆ เหล่านี้ไปบริหารบ้านเมือง กลับใช้บรรทัดฐานของจุดยืนเพียงหนึ่งเดียว หรือเพียงไม่กี่ความคิดเห็น หรือรู้สึกนึกคิดเอาเอง มาครอบงำให้กับสังคมโดยรวม แล้วเปลี่ยนสังคมเหล่านั้นให้เป็นไปตามแนวทางที่รัฐกำหนด โดยที่ไม่เคยสอบถามว่า ความปรารถนาดีที่รัฐมีให้นั้น มันเป็นสิ่งที่ชุมชนต้องการจริงหรือไม่ มีประโยชน์ต่อชุมชนมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะกลายเป็นปมขัดแย้งและความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลไปโดยปริยาย และบางโครงการก็สูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ บ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้มานานแสนงาน การบริหารบ้านเมืองแบบอยากจะใช้งบประมาณให้หมดไป เหลือไว้ก็ดีนะ เอาไว้ใช้ปนี้ประเทศ

                งานแต่งงานเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน การพัฒนาประเทศโดยนักวิชาการหรือนักบริหารของรัฐนั้น อาจจะเป็นความปรารถนาดีที่ประสงค์ร้ายสำหรับชุมชน ในบางกรณี ความสุขของคนที่มาช่วยงานแต่งงาน ไม่ใช่ความทุกข์ของรัฐบาลที่กังวลว่าจะหว่านเม็ดเงินในงบประมาณให้หมดไปได้อย่างไรในแต่ละปี

                ลำพัง “ครก” กับ “สากต้นกล้วย” ในงานแต่งงานแบบนี้ วิถีชีวิตของชาวบ้านก็มีความสุขและมีร้อยยิ้มร่วมกันไปได้หลายวันแล้ว

                งานหน้าใครจะแต่งอีกไม่ทราบ....

เรื่องราวเกี่ยวกับงานแต่งงานที่เคยนำเสนอไปแล้วมีดังต่อไปนี้ครับ

โดย มัชฌิมาปกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net