วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงพ่อฟู อติภทโท วัดบางสมัคร ตอน ลูกศิษย์องค์สุดท้ายของหลวงพ่อดิ่ง แห่งวัดบางวัว (๑)


มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งพลเรือเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้ทรงกล่าวอบรมทหารเกณฑ์ใหม่ หลังจากที่ทรงอบรมเสร็จ พระองค์ได้ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่พระองค์ได้ทรงทำขึ้นเองแก่บรรดาทหารเกณฑ์ใหม่เหล่านั้น 

ทันทีที่น้ำพระพุทธมนต์ได้สัมผัสร่าง ทหารเกณฑ์ใหม่บางคนมีอาการของขึ้น ลุกขึ้นเต้นเหมือนลิงและวิ่งออกไปจากแถวทหาร พระองค์ได้ทรงรับสั่งให้ทหารช่วยกันจับทหารเกณฑ์ใหม่เหล่านั้นและนำตัวมาให้ทรงทอดพระเนตร พร้อมกับทรงตรัสถามว่ามีวัตถุมงคลอะไรติดตัวและเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ท่านใด 

ทหารเกณฑ์ใหม่เหล่านั้นกราบทูลว่า เป็นศิษย์ของ “ท่านพระครูพิบูลย์คณารักษ์” (หลวงพ่อดิ่ง) เจ้าอาวาสวัดบางวัว จังหวัดฉะเชิงเทรา และมีเครื่องรางเป็นรูปลิงที่แกะจากรากไม้ติดตัว หลังจากที่พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรเครื่องรางดังกล่าวแล้ว ทรงตรัสขึ้นว่า

“อาจารย์องค์นี้เก่ง”

 

ท่านพระครูพิบูลย์คณารักษ์ หรือที่เราคุ้นชื่อกันว่า “หลวงพ่อดิ่ง คงคสุวรณโณ” ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ยุคเก่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังครับ โดยเฉพาะเหรียญรูปเหมือนของท่าน ได้รับการจัดเข้าอยู่ในชุด “เบญจภาคีเหรียญ” ของวงการพระในเมืองไทย แต่ถ้าเป็นเครื่องรางของขลังแล้ว คงต้องยกนิ้วให้กับเครื่องรางรูป “ลิง” ที่มีประสบการณ์และราคาที่สูงชนเพดานตลาดเครื่องรางของเมืองไทยอีกเช่นกัน 

ผมและเพื่อนๆร่วมอุดมคติต่างก็เกิดไม่ทันหลวงพ่อดิ่งหรอกครับ แต่จะว่าไปแล้วมันคงเป็นแรงขับเคลื่อนภายในของคนที่ชอบในเรื่องแบบนี้ ประมาณว่าไม่เคยเจอหลวงพ่อแค่ได้กราบลูกศิษย์ของท่านก็พอใจแล้ว ยิ่งถ้าได้ทราบต่ออีกว่าลูกศิษย์องค์นี้เคยได้รับวิชาจากท่านมาบ้างก็เป็นอันว่าได้ใจพวกเราเข้าไปใหญ่ครับ 

ถึงแม้ว่าระยะทางและเวลาจะเป็นข้อจำกัด แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อความศรัทธาและความสนใจของพวกเราเลยครับ โดยเฉพาะในยามที่พวกเรามีความตั้งใจ 

วัดบางวัว ตั้งอยู่ตำบลบางวัว อำเภอบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และถ้าเราอยากทดสอบฝีเท้าโดยวิ่งข้ามถนนหลายเลนไปอีกฝั่ง จะเป็นเขตของตำบลบางสมัคร อำเภอบางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา 

ในตำบลบางสมัครนี้แหละครับที่มี “วัดบางสมัคร” ซึ่งเจ้าอาวาสวัดนี้คือ”พระมงคลสุทธิคุณ” หรือ “หลวงพ่อฟู อติภทโท” ลูกศิษย์องค์สุดท้ายของหลวงพ่อดิ่งครับ

 

หลวงพ่อฟู ท่านมีนามเดิมว่า “ฟู” นามสกุล “ดวงดารา” เกิดเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย ปีจอ ณ บ้านบางสมัคร โยมบิดา มารดา ชื่อ “นายนุ่ม-นางเปี่ยม ดวงดารา” 

ด้วยความที่มีจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ดังนั้นเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุสงฆ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๕ ณ. วัดบางสมัคร

โดยมี “พระครูพิบูลย์คณารักษ์” (หลวงพ่อดิ่ง) วัดบางวัวเป็นพระอุปัชฌาย์ “พระครูธรรมกิจนุรักษ์” (หลวงพ่อชื้อ) วัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ “พระครูเมธีธรรมโฆสิต” (หลวงพ่อจอม) อดีตเจ้าอาวาสวัดบางสมัคร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ โดยหลวงพ่อฟูท่านได้รับฉายาว่า “อติภทโท” ครับ 

หลวงพ่อฟู ท่านเป็นพระใจดีครับ ถึงรูปร่างของท่านจะค่อนข้างเล็กแต่ความเมตตาของท่านยิ่งใหญ่มากครับ เพราะระหว่างที่พวกเรานั่งสนทนากับท่าน พบว่าการจราจรในกุฏิของท่านค่อนข้างหนาแน่นครับ บางคนก็มาติดต่อเรื่องบวช บางคนก็มาขอความช่วยเหลือ บางคนก็มาขอฤกษ์ ฯลฯ

ซึ่งพวกเราไม่เห็นหลวงพ่อปฏิเสธคำขอเลยครับ มีแต่จะครองปัญหาและแนะนำวิธีแก้ไขหรือไม่ก็สงเคราะห์กันไปตามความเหมาะสมครับ

 

“เขามาให้ช่วย เราก็ต้องช่วย เอาเท่าที่ทำได้ วัดกับบ้านต้องช่วยเหลือกัน” 

ครับในโลกทุกวันนี้ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและไร้น้ำใจ แต่ทว่าโลกในมุมที่กลับกันก็เป็นที่รู้กันทั่วบางสมัครว่า ถ้าใครเดือดร้อนและต้องการที่พึงทางใจ ไม่ว่าจะเรื่องใด ลองได้มาปรึกษากับหลวงพ่อสูงวัยท่านนี้รับประกันได้ว่าไม่มีผิดหวัง

 

“คนเราตายไปเอาอะไรไปได้บ้าง แม้แต่เงินที่อมอยู่ในปากก็ยังเอาไปไม่ได้ ความดีต่างหากที่มีคุณค่า ต่อให้เราตายไปคนก็จะพูดถึงความดีงามที่เราทำ” 

หลวงพ่อฟูเล่าให้พวกเราฟังว่า สมัยตอนบวชใหม่ๆ ท่านไม่ได้สนใจเรื่องคาถาอาคมหรอกครับ เพราะท่านมุ่งมั่นแต่ในเรื่องของการเรียนนักธรรมและบาลี แต่เพราะบริบทของสภาพแวดล้อมในยุคสมัยนั้นที่ศูนย์รวมของจิตใจชาวบ้านต่างอยู่ที่วัด เริ่มตั้งแต่เกิดจนตาย ทำให้ท่านหันมาศึกษาในเรื่องของศาสตร์ลึกลับแนวนี้บ้าง 

“หลวงพ่อฟู ท่านเป็นพระที่เก่งและใจดี” 

พี่ชายคนหนึ่งที่มาขอบวชกระซิบบอกผม.... 

“แล้วเคยมีคนแขวนพระของหลวงพ่อโดนยิงไม่เข้าบ้างไหม” 

ผมกระซิบถามบ้าง... 

“ไม่มีครับ มีแต่คนแขวนลิงของท่านแล้วโดนมีดพร้าฟันที่หัวแต่ไม่เข้า” 

ได้ฟังแล้วไม่รู้จะยิ้มดีหรือเปล่า รู้แต่ว่าไม่พลาดครับ พวกเรามาถูกที่ ถูกวัดทีเดียว....เพราะเท่าที่เราทราบมาเบื้องต้น หลวงพ่อฟูจัดว่าเป็นพระมีวิชาและครูบาอาจารย์เยอะพอสมควร บางองค์เก่งทางเป็นพระหมอรักษาโรค บางองค์เป็นพระที่เด่นในเรื่องเมตตา บางองค์ก็เชี่ยวชาญในด้านคงกระพัน ฯลฯ 

 

จะว่าไปแล้วส่วนมากครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อฟูจะเป็นพระเกจิอาจารย์ภาคตะวันออก เช่นหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว หลวงพ่อจอม อดีตเจ้าอาวาสวัดบางสมัคร หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส จันทบุรี หลวงพ่อเริ่ม ปรโม วัดจุกกะเฌอ ฯลฯ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงระดับประเทศ แต่มีอยู่องค์หนึ่งครับ น่าสนใจ ท่านชื่อว่า

"หลวงปู่บุญมา วัดอุทยานนที จังหวัดชลบุรี 

วัดนี้อยู่ในตัวเมืองชลครับ

หลวงปู่บุญมาท่านเป็นพระที่ดำรงวัตรปฏิบัติอย่างสมถะ รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ชื่อเสียงของหลวงปู่อาจจะไม่ดังคับแผ่นดิน แต่ถ้าเป็นเด็กเมืองชลยุคหลัง ๒๕๐๐  แถวบ้านโขดละก็ ผ่านมือหลวงปู่มาเกือบทั้งนั้น ที่ว่าผ่านเพราะส่วนมากเด็กที่เกิดใหม่พ่อแม่มักจะให้หลวงปู่ท่านโกนผมไฟ ผูกข้อมือครับ ว่ากันว่าเด็กคนไหนที่หลวงปู่ผูกข้อมือให้ มักจะเลี้ยงง่าย ร่างกายแข็งแรงครับ 

หลวงพ่อฟูท่านเล่าว่าโดยปกติแล้วหลายๆคน มักจะคิดว่าหลวงปู่บุญมาท่านจะเก่งแต่ด้านการทำยาสมุนไพร ยาหอม ฯลฯ แต่ในความเป็นจริงแล้วหลวงปู่บุญมาท่านเป็นพระที่ขลังเอาการครับ เพราะหลวงพ่อฟูท่านเคยให้หลวงปู่บุญมาเสกพระให้ชุดหนึ่ง ปรากฏว่ามีคนที่ได้รับพระชุดนี้ไปจากท่านและไปโดนลอบยิงมาสามรอบ แต่ก็ไม่ได้รับอันตรายเป็นแค่ออกอาการ จุกๆคันๆ ซึ่งกับหลวงปู่บุญมา วัดอุทยานนที องค์นี้ หลวงพ่อฟูท่านได้สืบวิชามาค่อนข้างเยอะครับ

 

“เวลาที่ไปหาครูบาอาจารย์ เช่นหลวงพ่อเริ่ม ตอนที่ท่านสอนหรือแนะนำอะไรก็จะจำและจดเอาไว้ หลวงพ่อเริ่มท่านบอกว่ามีอะไรก็นึกถึงครูบาอาจารย์ด้วย เพราะเรื่องนี้สำคัญมาก” 

โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อว่าคนเราไม่มีใครเกิดมาแล้วจะฉลาดหรือเก่งเลยทีเดียว ซึ่งในเรื่องนี้จะต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ แต่ถ้าเป็นเรื่องของพรสวรรค์ ผมเชื่อว่าทุกคนเกิดมาล้วนมีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่กำเนิด เพียงแต่ว่าเราจะค้นพบพรสวรรค์ของเรากันตอนไหนเท่านั้นเอง 

หลวงพ่อเล่าว่าโดยส่วนมากแล้วเวลาที่ท่านเข้าไปขอเรียนวิชาอาคม  อาจารย์ของท่านมักจะสอนเป็นเชิงแนะนำและให้ท่านกลับไปฝึกปฏิบัติเอาเอง

ซึ่งท่านว่าวิชาอาคมต่างๆ ก็มีอยู่ในบทสวดมนต์เกือบจะทั้งนั้น สำคัญคือการไม่ลืมครูบาอาจารย์และต้องหมั่นฝึกปฏิบัติสมาธิกรรมฐานควบคู่ไปด้วย เพราะการฝึกกรรมฐานจะทำให้วิชาอาคมเหล่านี้มีพลังมากขึ้นเป็นเท่าทวี 

เชื่อกันว่าไสยศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องลึกลับ ซึ่งหลวงพ่อฟูเองท่านก็เชื่อเช่นนั้น เพียงแต่ท่านบอกว่าในส่วนของความลึกลับนั้นมันก็มีบางแง่บางมุมที่เราพอจะศึกษาได้หากเราเปิดใจรับมัน และถ้าเราได้ศึกษามันอย่างจริงจัง เราก็จะพบว่าของบางอย่างมันก็เหมาะสมเฉพาะคนจริงๆ ไม่ใช่ว่าทุกคนที่เรียนมาเหมือนกันแล้วจะทำได้เหมือนกันหมด เช่น 

ครั้งหนึ่งท่านกับเพื่อนของท่านได้ไปขอวิชากับหลวงพ่อดิ่ง โดยในวันนั้นหลวงพ่อดิ่งท่านได้สอน"คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์" ท่านว่ามันก็เป็นเรื่องแปลก เพราะว่าโดยสากลแล้ว คาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์เป็นวิชาที่ใช้คุ้มครองตัว ป้องกันอันตรายจากบรรดาคมอาวุธ แต่เพื่อนของท่านกลับนำคาถานี้ไปใช้รักษาโรค ทำน้ำมนต์ ไล่ผีสาง ได้เด็ดขาดนัก 

ความพิศดารของคาถาพระเจ้าสิบหกพระองค์ ทำให้ท่านต้องกลับมาคิดถึงความเป็นเหตุเป็นผลว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบสุดท้ายที่ถูกเฉลยจากหลวงพ่อดิ่งคือ คำว่า “จิต”  ท่านว่าหลังจากวันนั้นและตลอดระยะเวลาที่ยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้ ในการปลุกเสกวัตถุมงคลทุกครั้งท่านจึงไม่มีความลังเลใจเลยที่จะใช้ “จิต” เป็นตัวนำ 

คำว่า “จิต” นี่สำคัญนะครับ เพราะเป็นคำเดียวที่สามารถตอบโจทย์ในวิชาไสยศาสตร์ได้ทั้งหมด สามารถที่จะใช้ทำลาย สร้างสรรค์ และเปลี่ยนแปลงเรื่องราวต่างๆในเชิงนี้

จะว่าไปแล้ว “จิต” เป็นหนึ่งคำที่กินความหมายลึกซึ้งครับ เพราะไม่ว่าใครก็ตามหากคิดจะศึกษาไสยศาสตร์ให้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องมี เหมือนกระบี่ในใจแหละครับ เมื่อถูกนำออกมาใช้ก็สามารถจี้ถูกจุดของฝ่ายตรงข้ามได้ภายในหนึ่งเพลงดาบ

 

ใครบางคนเคยบอกว่า “ความศรัทธาและความงมงาย” เป็นดั่งเชือกเส้นเดียวกันเพียงแต่ความหมายนั้นแตกต่างกันสุดขั้วโลก ดังนั้นคนเราจึงควรระวังครับ เพราะหากพลาดพลั้งไปความศรัทธาก็สามารถจะเปลี่ยนเป็นความงมงายได้อย่างง่ายๆ

คนเรามีความเชื่อความศรัทธาเป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะการศรัทธาในสิ่งที่ถูกต้องมันก็จะช่วยชักนำเราไปในสิ่งที่ดีๆ ได้ครับ ดังเช่นเรื่องนี้ 

หลวงพ่อเล่าว่าสมัยก่อนตอนที่ท่านบวชใหม่ หลวงพ่อพร้อมด้วยเพื่อนของท่านได้ไปกราบหลวงพ่อดิ่ง ก่อนกลับหลวงพ่อดิ่งท่านได้สอนคาถาให้บทหนึ่งใช้ท่องภาวนา สำหรับเพื่อนที่ไปด้วยมีพิเศษหน่อยคือได้ล็อคเก็ตอันเล็กๆ เป็นรูปหลวงพ่อดิ่ง ซึ่งเพื่อนของท่านได้พกไว้ในกล่องใส่บุหรี่ 

ตกดึกของคืนหนึ่งอากาศค่อนข้างร้อน เพื่อนของท่านได้ออกมานั่งรับลมตรงบันไดบ้าน และถูกลอบยิง แต่ก็แปลกที่ลูกปืนไม่สามารถทำอะไรได้ หลังจากที่หายตกตะลึงเพื่อนของท่านจึงวิ่งไล่กวดคนร้ายแต่ไม่ทัน เพราะในคืนนั้นบังเอิญว่านุ่งแค่ผ้าขาวม้าตัวเดียวเลยวิ่งไม่ค่อยถนัด 

“มันเล่าว่ายิงไม่เข้าอย่านึกว่าไม่เจ็บ มันเหมือนเอาสากมากระทุ้งสีข้าง” 

หลวงพ่อทวนคำพูดของเพื่อนท่านด้วยรอยยิ้ม ก่อนเล่าให้พวกเราฟังต่อว่าในวันนั้นเพื่อนของท่านไม่มีอะไรติดตัว ล็อคเก็ตรูปหลวงพ่อดิ่งก็เก็บอยู่บนหัวนอนภายในบ้าน คาถาที่ให้ก็ไม่ได้ท่อง ที่รอดมาได้ก็เพราะในใจเพื่อนของท่านนึกถึงหลวงพ่อดิ่งตลอด

 

“หลวงพ่อดิ่ง ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก ไม่มีของแค่นึกถึงท่านก็สามารถคุ้มครองได้แล้ว” 

ครับ “ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน” เป็นสัจธรรมที่แท้จริงซึ่งผมเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะมานั่งพิสูจน์ในเรื่องนี้  เพราะสถานการณ์หรือบริบทแต่ละอย่างพร้อมที่จะพลิกผันได้ตลอดเวลา

เรื่องราวบางอย่างฟังแล้วอาจจะเป็นที่ขบขันสำหรับคนอื่น แต่ถ้าถามว่าหากตัวเราต้องพบกับสถานการณ์แบบเพื่อนของหลวงพ่อฟูประสบเราจะขำออกไหม หรือว่าบางทีเราอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้น

“นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้เถอะครับ ไม่ผิดกฏหมาย” 

เรื่องของหลวงพ่อฟู ยังคงมีอีกเยอะครับ โดยเฉพาะในส่วนของความศักดิ์สิทธิ์ในองค์หลวงพ่อดิ่งและวัตถุมงคลของหลวงพ่อฟู เอาไว้ต่อตอนหน้าดีกว่า....สวัสดีครับ

 

ขอขอบคุณ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำและคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net