วันที่ เสาร์ มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลังวันพิพากษา ความยุติธรรม กับบทเรียนที่ไม่ยอมเรียน


วันประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของการเมืองไทย ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ผ่านไป ที่สุดแล้วศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ชี้พิพากษาว่า ยึดทรัพย์ทักษิณหรือทรัพย์ของตระกูลชินวัตร ๔๖,๓๗๓,๔๕๔.๗๐ ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน

มีคนสงสัยว่า ศาลยึดทรัพย์บางส่วนของคุณทักษิณมาจากไหน ก็ต้องอธิบายโดยรวมว่า ในจำนวนเงิน ๗.๖ หมื่นล้านบาท ศาลได้พิพากษาให้หักราคาหุ้นชินคอร์ปฯ ที่มีอยู่เดิมกลับคืนแก่คุณทักษิณและครอบครัว ซึ่งเป็นส่วนที่มีมาก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ จำนวน ๓๐,๒๔๗ ล้านบาท

นอกนั้นศาลก็ยึดทรัพย์ที่ได้จากมูลค่าหุ้นชินคอร์ปฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่วันที่คุณทักษิณเป็นนายกฯ พร้อมกับเงินปันผลและดอกเบี้ย ๔๖,๓๗๓ ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการที่คุณทักษิณ ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มชินคอร์ปฯ พูดง่ายๆ ก็คือ ทรัพย์สินคุณทักษิณที่งอกเงยจากการโกง

หลักใหญ่ใจความของคดีนี้ก็คือ กฎหมายไทยโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ห้ามนายกรัฐมนตรี “ถือหุ้นสัมปทานรัฐ” ซึ่งมีการบัญญัติไว้ตั้งแต่ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ แล้ว (แต่ที่เขียนเพิ่มในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ คือเรื่องของการห้ามถือครองหุ้นสื่อเท่านั้น)
 
เฉกเช่นกิจการมือถือเอไอเอส และดาวเทียมไทยคม ซึ่งก็เป็นของตระกูลชินวัตรก่อนจะขายให้เทมาเส็กของสิงคโปร์ ก็คือกิจการที่มาจากสัมปทานของรัฐ

ศาลมีคำวินิจฉัยเป็นเอกฉันท์ในประเด็น “ซุกหุ้น” ว่าทักษิณซุกหุ้นสัมปทานรัฐ ซึ่งคุณทักษิณได้ต่อสู้คดีในประเด็นนี้แล้ว และไม่สามารถแก้ต่างให้ตัวเองได้ ซึ่งมติเอกฉันท์ ๙ ต่อ ๐ ชี้ให้เห็นว่าคุณทักษิณ เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง แต่ซุกไว้ในชื่อลูกและเครือญาติ ในระหว่างเป็นนายกรัฐมนตรี ๒ สมัย

ซุกหุ้นอย่างเดียวยังพอว่า แต่ยังใช้อำนาจนายกรัฐมนตรี “สั่งการ” กำหนดนโยบายบริษัท หากไม่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อนแล้วจะเรียกว่าอะไร...

ดังนั้นผลประโยชน์ใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการถือหุ้นดังกล่าวระหว่างเป็นนายกฯ ไม่ว่าจะเป็นมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นหรือเงินปันผล จึงเป็นผลประโยชน์ที่ได้รับโดยมิชอบทั้งสิ้น และย่อมถือเป็นความร่ำรวยผิดปกติ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่สามารถถือหุ้นสัมปทานรัฐได้

แม้ว่าหุ้นสัมปทานรัฐที่ถืออยู่จะมีราคาเพิ่มขึ้นเหมือนหรือแตกต่างกับหุ้นอื่นๆ ในตลาดหลักทรัพย์มากน้อยเท่าใด และแม้ว่ากิจการจะมีกำไรมากกว่าหรือเท่ากับกิจการอื่นๆ หรือไม่ แต่นายกฯ ก็ไม่มีสิทธิรับผลประโยชน์จากสัมปทานรัฐแม้แต่สตางค์เดียว

ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น มีการทุจริตเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้กิจการที่ตัวเองถือหุ้นหรือไม่นั้น ก็ถือเป็นส่วนประกอบที่นำมาซึ่งเหตุที่ทำให้คุณทักษิณร่ำรวยผิดปกติ เพราะต่อให้ไม่โกงเลยแม้แต่บาทเดียว แต่เพียงการเป็นนายกฯ แล้วถือหุ้นสัมปทานรัฐ ก็ไม่มีสิทธิรับผลประโยชน์ใดๆ แล้ว

โดยเฉพาะ ๕ ข้อกล่าวหาที่นำไปสู่การยึดทรัพย์ทักษิณ ส่วนใหญ่ศาลมีมติเสียงข้างมาก นอกจากมติเอกฉันท์ที่ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคดี หลายท่านที่ฟังคำพิพากษายาวนานกว่า ๗-๘ ชั่วโมงอาจจะเข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ขออนุญาตสรุปเพื่อให้คุณผู้อ่านได้เห็นภาพชัดๆ ดังนี้

• การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต โดยผู้ประกอบการรายเดิม มีสิทธินำค่าสัมปทานไปหักจากภาษีของตนได้ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กิจการของผู้ถูกกล่าวหาและพวกพ้อง ศาลเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ตราพระราชกำหนด ๒ ฉบับ และมีมติ ครม. กีดกันผู้ประกอบการรายใหม่ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ทำให้รัฐเสียหาย ๖ หมื่นล้านบาท

• แก้ไขสัญญามือถือระบบพรีเพด จากจ่ายส่วนแบ่งรายได้ แก่บริษัท ทศท. ในอัตรา ๒๕% ตามอัตราก้าวหน้าจนวันสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน เป็น ๒๐% ทำให้เครือชินคอร์ปได้รับประโยชน์ ศาลเห็นว่ามิได้เป็นไปโดยชอบ เป็นการเอื้อประโยชน์แก่เครือชินคอร์ปฯ ทำให้เอไอเอสได้รับผลประโยชน์

• แก้ไขสัญญา เอื้อประโยชน์ ชิน คอร์ปอเรชั่น ทำให้บริษัทเอไอเอสได้ประโยชน์จากการใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) ศาลเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนเกี่ยวข้องเอื้อประโยชน์ชินคอร์ป แต่ผลประโยชน์ดังกล่าวไม่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ได้รับประโยชน์คือ บริษัท เทมาเส็ก

• ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมโดยมิชอบ เอื้อประโยชน์บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ ศาลเห็นว่าโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ การแก้ไขสัญญาลดสัดส่วนการถือหุ้นบริษัท ชินแซทฯ การไม่ต้องทำสัญญาสัมปทานใหม่โครงการดาวเทียมไอพี สตาร์ เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป

• อนุมัติให้พม่ากู้เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท จากเอ็กซิมแบงก์ เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชินแซทฯ ศาลเห็นว่าการอนุมัติเงินกู้ให้พม่า ขณะที่ทักษิณ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท ชินคอร์ปฯ เอื้อประโยชน์ให้บริษัท ชินคอร์ป ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัท ชินแซทฯ

ทั้ง ๕ ประเด็น ศาลก็ได้ชำแหละแบบชนิดที่ว่าละเอียดยิบ แต่สิ่งที่ยังคาใจให้กับใครหลายคนที่เฝ้าติดตามคดี ในเมื่อเห็นภาพความเสียหายจากการเอื้อประโยชน์และกอบโกยของทักษิณ แต่ทำไมศาลถึงยึดทรัพย์เฉพาะราคาหุ้นชินคอร์ปฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น

ศาลมีมติ ๘ ต่อ ๑ เห็นว่า ทักษิณมีส่วนร่วมก่อตั้งชินคอร์ปกับพจมาน โดยถือหุ้นร่วมกันเป็นสัดส่วนสูงมาตั้งแต่ต้น การถือหุ้นแสดงให้เห็นถึงเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันตลอดมา แต่การจะยึดเงินทั้งหมด ๗.๖ หมื่นล้านบาท ย่อมไม่เป็นธรรมกับทักษิณ

พูดง่ายๆ ว่าการคืนเงิน ๓๐,๒๔๗ ล้านบาทแก่คุณทักษิณ ก็ย่อมชี้ให้เห็นว่า ศาลให้ความเป็นธรรมกับคุณทักษิณมากพอแล้ว

แต่ในทางกลับกัน ทักษิณยังไม่ยอมรับในคำตัดสินของศาล ใช้วิดีโอลิงก์พูดจาหมิ่นศาลด้วยถ้อยคำหยาบคายอย่างมีอารมณ์ พร้อมกับแต่งชุดดำประชดประชัน ราวกับตัวเองไม่ใช่ผู้ใหญ่ เป็นเพียงเด็กไร้เดียงสาที่ชอบร้องไห้ขี้มูกโป่ง และใช้มวลชนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือกดดันคำตัดสินของศาลอยู่ดี

ผมก็ยังแปลกใจกับท่าทีของทักษิณ มาตั้งแต่คดีที่ดินรัชดาแล้ว ทักษิณพยายามคิดว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ศาลสั่งจำคุก ๒ ปี ตามพ.ร.บ.ปปช. มาตรา ๑๐๐ แต่หารู้ไม่ว่า ภริยารอดทุกข้อหา แถมไม่ถูกริบที่ดินและเงิน ก็ยังนับว่าเป็นธรรมอย่างยิ่งแล้ว

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่ ‘ทักษิณ’ เคลื่อนไหว เป็นไปเพราะความโลภและความริษยาทั้งนั้น

ถึงอย่างไรก็ตาม ผลจากคดียึดทรัพย์ทำให้คุณทักษิณไม่มีโอกาสกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกตลอดไป เพราะรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๒ (๗) ระบุว่า บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็คือ “เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ำรวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ”

แต่การทำความจริงให้ปรากฏ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ความถูกต้องชอบธรรมเดินหน้าต่อไปได้ ยังมีอีกหลายคดีที่ถือเป็น “ชนักปักหลัง”  ทักษิณ ไม่มีวันจบสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในศาล อย่างเช่น คดีปล่อยเงินกู้ให้พม่า ๔,๐๐๐ ล้านบาท คดีเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง ประเด็นการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม หรือจะเป็นคดีหวยบนดิน ที่มีการตัดสินแล้ว แต่ในส่วนของทักษิณ อยู่ระหว่างรออ่านคำพิพากษา

คดีที่อยู่ใน ป.ป.ช. มีทั้งคดีซุกหุ้นภาค ๒ ปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ขณะนี้ ป.ป.ช.ตั้งอนุกรรมการไต่สวน หรือจะเป็นโครงการจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารและเครื่องซีทีเอ็กซ์ และคดีร่วมกันอนุมัติสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยให้นายพานทองแท้ ลูกชาย โดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์

และคดีใหม่ที่เกิดขึ้นหลังคำพิพากษา ได้แก่ แก้ไขสัญญาข้อตกลงลดส่วนแบ่งรายได้ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายล่วงหน้า (Prepaid) การแก้ไขสัญญาข้อตกลงปรับเกณฑ์การตัดส่วนแบ่งรายได้ให้บริษัท ทีโอที เอื้อประโยชน์แก่ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส และให้บริษัท ทีโอที เช่าและลงทุนระบบคลื่นความถี่ดาวเทียม ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ ซึ่งทั้งสามคดีก็ต้องรอผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษ

นอกเหนือจากเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่ยังคงต้องเดินหน้าแล้ว เรื่องของความขัดแย้งของคนในชาติ ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่า ถึงอย่างไรการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะเกิดขึ้นวันที่ ๑๔ มีนาคมนี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี แต่พวกเขาพยายามเลี่ยงที่จะใช้ประเด็นคดียึดทรัพย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่ดีไม่งามในสายตาคนชายขอบนอกมวลชนเสื้อแดงมาชูประเด็น หันมาโจมตีบุคคลฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณแบบย้ำคิด-ย้ำทำแทน

ผลจากคดียึดทรัพย์คุณทักษิณ พอเอาเข้าจริงสังคมไทยก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น เพราะคำตัดสินของศาลมันก็ไม่ได้ทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนให้เปลี่ยนแปลงในทางสังคมเยอะ และที่สำคัญความขัดแย้งของคนในสังคมที่ถึงยังไงก็ยังไม่จบ โดยเฉพาะการยึดทรัพย์เพียงครึ่งๆ กลางๆ ไม่ได้ยึดทั้งหมด ขั้วขัดแย้งขั้วหนึ่งก็งงว่าทำไมไม่ยึดทั้งหมด อีกขั้วหนึ่งซึ่งเป็นคู่กรณีกับศาลก็งงว่า พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ยึดทั้งหมดนี่หว่า...

ที่สำคัญ คนที่รักใคร่ชอบเงินทักษิณเขาก็ฟังเหมือนกับเรื่องของเขา ด้วยความคิดของเขาก็เข้าใจได้ว่า สิ่งที่ศาลตัดสินมันไม่จริง แล้วก็ร้องห่มร้องไห้ ทั้งๆ ที่พอเอาเข้าจริง ชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งก็ไม่ได้ใส่ใจที่จะฟังคำพิพากษา หรือฟังหูซ้ายทีทะลุหูขวาที พอฟังทักษิณวิดีโอลิงก์ยียวน ก็คิดไปว่าไม่เป็นธรรมซะแล้ว

บางคนก็พูดว่า “ฮู้ว่าเพิ่นโกง เพิ่นบ่ดี แต่เฮ็ดจั่งได๋ได้ มันหลงฮักหลงมัก จนเหมิดใจแล้ว…”

หากแต่การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่คนในสังคมกำลังวิตก ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดธนาคารกรุงเทพ ๕ จุด หลังการพิพากษาคดีผ่านไปแค่หนึ่งวัน หรือการที่มวลชนเสื้อแดงที่มีความคับแค้นใจ ออกมาเคลื่อนไหวแบบเกินเหตุ และเลยเถิดไปในลักษณะใช้ความรุนแรงแบบอนารยะ ราวกับบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป

ทั้งการปาสิ่งปฏิกูล การขึ้นบัญชีดำบุคคลที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านคุณทักษิณ หรือแม้กระทั่งการใช้มวลชนคนเสื้อแดงกดดันบุคคลสำคัญ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี นักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาล คิดหรือว่าจะเป็นผลดีให้ผู้ทำการ

บทสรุปจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังคดียึดทรัพย์ กระบวนการยุติธรรมยังคงต้องรอทำความจริงให้ปรากฏเช่นเดิม

ขณะเดียวกันความขัดแย้งในสังคมที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลง ไม่ว่าผลของคดีจะออกมาในรูปใด เรายังคงเห็นภาพความรุนแรงจากกลุ่มคนเสื้อแดงต่อไป และส่อเค้าว่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าสังคมไทยจะออกมาตื่นตัวกับเรื่องความรุนแรงทางการเมือง หรือสยบยอมเป็นเบี้ยล่าง

คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศนี้จะเป็นผู้กำหนด

ตีพิมพ์ครั้งแรก หนังสือพิมพ์โคราชรายวัน คนอีสาน
ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๑๙๑๐ วันศุกร์ที่ ๕ - วันจันทร์ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๕๓
http://www.koratdaily.com/1/3708.html

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net