วันที่ จันทร์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หมู่บ้านเด็ก เมืองกาญจน์...อิ่มบุญ อุ่นหัวใจ


20455_karn02.jpg

วันหนึ่ง...วันนั้น

พี่ๆ ทีมเว็บมีโครงการนำข้าวของและเงินไปบริจาคที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จังหวัดกาญจนบุรี เป็นโครงการดีๆ ของคนในโลกไซเบอร์ครับ ใจจริง ผมก็ไม่ถนัดทางพวกบริจาคอะไรซักเท่าไหร่ แต่การได้นั่งรถกินลมออกไปต่างจังหวัด บอกลาหน้าจอคอมพิวเตอร์สี่เหลี่ยม ไปสู่อ้อมกอดแห่งธรรมชาติ…ก็ไม่เลวนะครับ ดังนั้น แม้พี่ๆ จะไม่ได้ออกปากชวน ผมก็ตกลงปลงใจด้วยตัวเอง ว่าจะต้องขอไปแจมกิจกรรมนี้ด้วย แน่นอน

พี่หมูครับ พี่หมู เขากลายเป็นคนขับรถตู้จำเป็น พาเราออกจากกรุงเทพฯ ไปเมืองกาญจน์ เราเตรียมข้าวของบริจาคไปไม่น้อย เรี่ยไรเงินได้จำนวนหนึ่งด้วย ของทั้งหมดถูกรวมไว้ที่ท้ายรถ พวกเราทั้งหมด มีพี่โต้ง พี่แอน พี่หมู พี่แนน พี่แตน พี่เพ็ญ พี่เอ แล้วก็ผม มุ่งหน้าออกจากกทม.ไปเมืองกาญจน์กันแต่เช้าตรู่ (จะว่าเห่อก็ได้ เพราะพอพี่โต้งเปิดประตูรถ ผมก็กระโดดขึ้นเป็นรายแรกเลย)ข้าวปลาไม่ต้องห่วง เราแวะฝากท้องกันที่ร้านอาหารฟาสท์ฟู้ดระหว่างทาง ผมตัวไม่โต ก็เลยกินไม่จุ (ประหยัดครับ ยุคนี้ยุคประหยัด) พี่หมูเป็นสารถีฝีมือดีใช้ได้ นึกว่าจะชำนาญแต่ดูแลเว็บไซต์ ผมว่าจะปรบมือให้แล้ว คิดไปคิดมา อย่าดีกว่า เดี๋ยวจะเจ็บตัว…
 

สองข้างทางค่อยๆ แปรสภาพจากตึกสูงๆ เป็นต้นไม้เขียวๆ รู้สึกดีอย่างประหลาดครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ หรือตึกที่เหมือนกล่องมานาน มาเจออะไรกว้างๆ อย่างนี้ ก็ต้องลิงโลดกันบ้าง เป็นธรรมดา นานๆ เปิดหูเปิดตา เรียกว่า "กำไรชีวิต" ก็คงไม่ผิดหรอกครับ

ราวๆ สองชั่วโมง เราก็ไปถึงโรงเรียนหมู่บ้านเด็ก จังหวัดกาญจนบุรี ที่นี่ เป็นส่วนหนึ่งของโครง การดีๆ จากมูลนิธิเด็ก รับเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ยากจน โดยไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ค่าใช้จ่ายทั้งหมด มาจากการบริจาคของผู้มีจิตศรัทธา ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ มีเด็กๆ อยู่ราว 150 คน อายุตั้งแต่ 2 ปี ไปจนถึง 20 ปีเลยครับ

ภายในรั้วโรงเรียนที่กว้างพอสมควร เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้รู้สึกร่มรื่น (แม้อากาศจะร้อนไปสักนิด) เท่าที่ทราบ โรงเรียนตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ เรื่องอากาศไม่ต้องพูดครับ บริสุทธิ์สะอาดที่สุด ก็เหมือนเด็กๆ ที่นั่นแหละครับ ที่ใสสะอาด และถ้าจะมีความหม่นหมองอยู่ในตัวพวกเขาบ้าง ก็คงเป็นเพราะสาเหตุการมาจากครอบครัวที่แตกแยก จิตใจน้อยๆ ก็ย่อมมีความเหว่ว้าอยู่ลึกๆ…อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เจ้าหน้าที่ที่นี่ดีครับ เขาต้อนรับขับสู้พวกเราเป็นอย่างดี หาน้ำหาท่ามาให้เราดื่มคลายร้อน ผมแอบจิบแก้วของพี่แนนไปอึกใหญ่ ชื่นใจครับ เด็กๆ มาล้อมหน้าล้อมหลังเรากันเป็นการใหญ่ หลายคนเริ่มค้นข้าวของ คงอยากรู้ว่าเราเอาอะไรไปให้เขาบ้าง และด้วยความขาดความอบอุ่นจากครอบครัว ไม่ถึงสิบนาทีที่พวกเราไปถึง พี่ๆ แต่ละคน ก็มีน้องๆ จับมือ แล้วก็รุมล้อมอยู่เต็มไปหมด

เรามอบเงินให้อาจารย์เก็บไว้เป็นค่าอาหารกลางวันแก่เด็กๆ อาจไม่ใช่เงินก้อนโต แต่ความสุขใจที่เราได้นั้น ก้อนเบ้อเริ่มเลยครับ…ผมรู้สึกเช่นนั้น และคิดว่าพี่ๆ คนอื่นๆ ก็คงไม่แตกต่างจากผม

ช่วงบ่ายๆ หลังจากเลี้ยงไอศครีมเด็กๆ กันถ้วนหน้า (ผมก็แอบเลียไอศครีมของพี่แอนไปสองแผล่บ) เด็กๆ ก็พาเราไปดูแปลงผักสวนครัวที่พวกเขาปลูกไว้ พี่ๆ ไปกันหมด ผมขี้เกียจไปครับ เลยโต๋เต๋ไปอ่านบอร์ดหน้าโรงเรียน เป็นบอร์ดแสดงผลงานศิลปะของเด็กๆ ทึ่งเลยครับ หลายๆ ภาพที่ผมเห็น มีแววว่าคนวาดจะเป็นจิตรกรเอกในอนาคตได้ไม่ยาก (พี่แตนก็ว่าอย่างนั้น) แต่ที่ผมสะดุดสุดๆ ก็คือหัวข้อบนบอร์ดที่เขียนได้โดนใจผมมาก เขาเขียนว่า "ไม่ได้ติดรูปนี้ เพื่อยกย่องคนวาด แต่ติดรูปนี้ไว้เพื่อให้เข้าใจคนวาด" เด็ดมากครับ ผมเห็นพี่เพ็ญเรียกพี่แตนไปดูแล้วชมยกใหญ่ว่าเฉียบคม...ประทับใจ

20455_karn03.jpg



กลับจากดูแปลงเกษตรฝีมือเด็กๆ ก็เริ่มมีการจับกลุ่มพูดคุยกันระหว่างพวกเราและเด็กๆ พี่แอนคนงามมีน้องๆ วัยกระเตาะมาเล่นด้วยหลายคน พี่โต้งกับพี่หมูก็ใช่ย่อย เห็นบอกว่าน้องๆ ผู้หญิงหลายคนก็มีแววว่าโตขึ้นแล้วจะสวย (ไม่ทิ้งลายจริงๆ) พี่เอ กับพี่แนน ไม่ต้องพูดถึง ขวัญใจชาวโรงเรียนหมู่บ้านเด็กเหมือนกัน

ผมมองไปมองมา เลยตัดสินใจไปร่วมวงกับพี่เพ็ญและพี่แตน ฟังไปฟังมา ก็เลยรู้ว่าเด็กผู้ชายที่พี่สองคนกำลังคุยด้วยชื่อเท่ บนใบหน้าที่สดใส กลับมีแววตาหม่นเศร้า น้องเท่เล่าชีวิตตัวเองหน้าตาเฉยเหมือนกับว่าเรื่องราวที่น่าหดหู่ของเขา เคยถูกถ่ายทอดมาหลายครั้ง กับหลายๆ คนที่มาเยี่ยมเยียนแล้ว

เด็กน้อยวัยสิบขวบเล่าว่า พ่อของเขาเป็นปอดบวมตายตั้งแต่เขายังเด็ก แม่เสียใจมาก ไม่นานก็ตัดสินใจผูกคอตายไปอีกคน เด็กชายเท่ลูกกำพร้าก็เลยต้องไปอยู่กับยายที่ซอยวัดจันทน์ในกรุงเทพฯ อยู่ได้ไม่นาน ยายซึ่งแก่มาก ก็ไม่สามารถเลี้ยงดูหลานได้ โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก สถานที่ที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆ โดยไม่เรียกเก็บเงินแม้แต่บาทเดียว…จึงคือคำตอบ… เท่อยู่ที่นี่มา 3 ปีแล้ว 

เมื่อถามถึงความใฝ่ฝัน แววตาของเท่เป็นประกาย "เท่จะเป็นตะหารน้ำ" นั่นคือคำตอบ "ถ้าเท่เป็นตะหารน้ำได้ ก็จะรับยายไปอยู่ด้วย ยายก็ดีใจที่มีหลานเป็นตะหาร แต่ตอนนี้เท่ไม่ได้เจอยายมาตั้งนานแล้ว"

ฟังแล้วผมอึ้งมาก คำพูดของเด็กกำพร้าสิบขวบสอนอะไรบางอย่าง ถ้ามีชีวิต ก็ต้องมีความฝัน ต้องมีความหวัง ยิ่งในวัยเด็ก วัยแห่งความคิดฝันและจินตนาการ ถ้ามีอะไรมาตัดขาดสิ่งนี้ไปจากเขา นั่นน่ากลัวที่สุด ถึงแม้ชีวิตจะไม่สวยงาม ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่เท่ก็ยังยิ้มสดใส เมื่อพร่ำบอกเราถึง "ตะหารน้ำ" และ "ยาย" …

ผมกลับมามองตัวเอง ตอนนี้ผมมีความฝันหรือความหวังอะไรสำหรับชีวิตของตัวเองบ้างไหม ผมมีความคิดที่ว่าจะได้เป็น ได้เจอสิ่งดีๆ อยู่บ้างหรือเปล่า ผมตอบตัวเอง ว่าก็ยังพอมี ก็มีชีวิต มันก็ต้องมีความหวังสิ

ผมคิดต่อ เท่หวังว่า วันที่เขาสำเร็จ เขาจะมียายอยู่เคียงข้าง เป็นหนึ่งเดียวที่เป็น "ครอบครัว" ในความรู้สึกของเขา ผมโชคดีกว่าเขาตั้งแยะ ผมมีสมาชิกในครอบครัวตั้งหลายคน เมื่อเช้าผมเพิ่งทะเลาะกับน้อง และเพิ่งถูกแม่บ่น แต่คนเหล่านี้ไม่ใช่หรือ ที่ผมอยากให้เขาอยู่เคียงข้าง ถ้าผมทำสิ่งดีๆ และได้รับสิ่งดีๆ ที่เป็นความสำเร็จของชีวิต…กลับไปวันนี้ ต้องทำดีกับทุกๆ คนให้มากขึ้นแล้วหละ พวกเรากับครอบครัวนี่ก็แปลกครับ จริงๆ ทั้งรักทั้งห่วงกัน แต่ไม่ค่อยแสดงออก เหมือนไม่ค่อยเห็นคุณค่ากันเองซักเท่าไหร่


มัวคิดเพลิน ผมเกือบไม่ได้ยินเสียงสตาร์ทรถตู้ พี่หมูก็ไม่ยอมบอกว่ารถจะออกแล้ว ก่อนพี่โต้งจะปิดประตู ผมก็กระโดดขึ้นทัน เกือบไปแล้วไหมล่ะ เรื่องโดนประตูหนีบนี่ผมกลัวสุดชีวิตเลยครับ หนูกลัวแมว คางคกกลัวงู แต่ถ้าคุณลองไปถามเพื่อนๆ ผม รับรองได้ ว่าต้องตอบเป็นเสียงเดียวกัน พวกเรากลัวประตูหนีบครับ เพราะทั้งเจ็บ ทั้งศพไม่สวย…บรื๋อ… ถ้าคุณไม่เกิดเป็นจิ้งจกแบบผม ก็ไม่เข้าใจหรอกครับ!



ป.ล. เขียนเป็นเรื่องเล่า คล้ายๆ เรื่องสั้น แต่ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องจริงจ้า (ยกเว้นจิ้งจก)

โดย จันทร์เพ็ญ_จันทนา

 

กลับไปที่ www.oknation.net