วันที่ จันทร์ มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อีกตำนานหนึ่งของวงการพระ...อ.อ้า สุพรรณ กรรมการตัดสินพระชุดเบญจภาคี ...อาจารย์ของ ป๋อง สุพรรณ แชมป์แฟนพันธุ์แท้แห่งปี


อีกตำนานหนึ่งของวงการพระ
อ.อ้า สุพรรณ กรรมตัดสินพระชุดเบญจภาคี

อาจารย์ของ ป๋อง สุพรรณ แชมป์แฟนพันธุ์แท้แห่งปี
-------------------------------

อนุศักดิ์ นารถกุลพัฒน์ (อ้า สุพรรณ)

------------------------


 ในแวดวงพระเครื่องทุกวันนี้ ผู้ที่มีความสามารถในการพิจารณา พระชุดเบญจภาคี ได้อย่างถ่องแท้แม่นยำและถูกต้อง มีน้อยมาก แทบจะนับจำนวนคนได้ และ ๑ ในนั้นก็คือ อาจารย์อ้า สุพรรณ อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย, กรรมการตัดสินพระชุดเบญจภาคี ผู้มีประสบการณ์ในวงการพระมานานกว่า ๔๐ ปี
 อนุศักดิ์ นารถกุลพัฒน์ คือชื่อจริงของ อ.อ้า สุพรรณ เป็นชาวสุพรรณบุรีโดยกำเนิด พอเรียนจบชั้น ม.๓ แล้วก็ออกมาช่วยทางบ้านทำงานส่งเส้นก๋วยเตี๋ยวทั่วตลาดสุพรรณ เพราะที่บ้านเป็นโรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยวเป็นอาชีพหลัก
 ขณะเดียวกัน ก็เริ่มสนใจเรื่องพระเครื่องตั้งแต่สมัยนั้น เพราะที่ตลาดเมืองสุพรรณ มีผู้ใหญ่เขาเล่นพระกันแล้ว โดยชุมนุมกันที่บ้านลุงมณี มีครูมนัส โอภากุล ลุงโรย โกฮง ซึ่งเป็นเซียนพระรุ่นเก่าของเมืองสุพรรณ มาร่วมวงสนทนาแลกเปลี่ยนซื้อขายพระกันเป็นประจำ
 ตรงนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นการเล่นพระของ อ.อ้า สุพรรณ (สมัยก่อนนิยมเรียกกันว่า "เล่นพระ" หมายถึงการซื้อขายแลกเปลี่ยนพระ รวมทั้งการสะสมพระ)
 ช่วงนั้นทำงานไปด้วย เล่นพระไปด้วย โดยใช้เวลาว่างจากงาน เรื่องนี้ทำให้คุณย่าไม่ค่อยจะยินดีนัก เพราะกลัวว่าจะเสียงาน ไม่มีคนส่งก๋วยเตี๋ยว จึงคอยตามตัวอยู่เสมอ แต่ อ.อ้า ก็มักจะแอบไปบ้านลุงมณีเสมอ เพราะใจรักชอบทางนี้แล้วอย่างจริงจัง
 จากการที่ได้ไปรู้จักกับเซียนพระผู้ใหญ่หลายท่าน ทำให้ อ.อ้า ได้มีโอกาสพบเห็นพระแท้องค์จริงอยู่เสมอ และได้เรียนรู้พิมพ์ทรงองค์พระต่างๆ ว่ามีจุดสำคัญตรงไหนบ้าง มีเนื้อหามวลสารเป็นอย่างไร ผู้ใหญ่ท่านมักจะไม่สอนกันตรงๆ แต่จะให้ดูเอาเอง จำเอาเอง มากกว่า
 โดยที่สุพรรณบุรีเป็นเมืองเก่า มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ทำให้มีกรุพระมากมาย ชาวสุพรรณส่วนใหญ่จึงมีความสนใจเรื่องพระเครื่องมาตั้งแต่เกิด เมื่อมีการขุดพบพระที่ไหน ก็จะพากันไปซื้อถึงปากกรุ แล้วเอามาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันต่อ ในหมู่ผู้สนใจพระด้วยกัน
 อ.อ้า สุพรรณ เล่าว่า "สมัยก่อน พระส่วนใหญ่เป็นพระแท้ โดยเฉพาะพระเมืองสุพรรณ ที่เป็นพระหลักก็มี พระผงสุพรรณ พระมเหศวร องค์ละ ๔๐๐-๕๐๐ บาท สวยๆ องค์ละ ๑,๐๐๐ บาท พระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง ก็ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น ช่วงที่พระวัดลาวทองแตกกรุ ซื้อกันที่บ้านคนขุดพระ  องค์ละ ๕๐ บาท เอามาขายต่อองค์ละ ๑๐๐ บาท สมัยนั้นผมเริ่มซื้อขายพระกันอย่างจริงจัง บางครั้งถึงกับขี่จักรยานออกไปหาซื้อพระตามบ้านนอก ไปตามบ้านต่างๆ ที่รู้ว่าเขามีพระ ขอซื้อเขา ใน ราคาไม่แพงนัก ส่วนใหญ่เป็นพระเมืองสุพรรณ โดยเฉพาะพระขุนแผน กรุวัดบ้านกร่าง พระชุดกิมตึ๋ง กรุวัดพระรูป พระกรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ฯลฯ บางวันเอาเงินไป ๗๐๐ บาท ก็ได้พระกลับมามากมาย ก็เอามาขายต่อ ได้กำไรหลายร้อยบาท ก็ดีใจแล้ว เพราะเงินมีค่ามาก ก๋วยเตี๋ยวสมัยนั้น ชามละบาทเดียวเท่านั้น"
 อ.อ้า ยังเล่าต่อด้วยว่า "วงการพระที่สุพรรณ สมัยนั้น นอกจากพระท้องถิ่นแล้ว ก็มีการเล่นพระสมเด็จ วัดระฆัง และพระเมืองอื่นๆ อีกด้วย โดยมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งชื่อ คุณแสวง มากสอน เป็นคนสุพรรณ ทำงานอยู่ที่โรงไฟฟ้าวัดเลียบ เชิงสะพานพุทธ ฝั่งพระนคร (กรุงเทพฯ) เป็นคนที่สนใจพระมาก่อน พอถึงวันหยุดก็จะกลับสุพรรณ เอาพระสมเด็จและพระอื่นๆ ไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำ ทำให้ตลาดพระเมืองสุพรรณ มีพระเมืองอื่นๆ ให้ได้เล่นหากันด้วย นอกจากนี้ก็มี คุณสุธีร์ ณ เวียงจันทน์ เป็นช่างตัดผม แต่ดูพระเก่ง ได้ติดต่อซื้อขายพระกับเซียนในกรุงเทพฯ เป็นประจำ ก็เอาพระนอกเมืองสุพรรณไปเผยแพร่ รวมทั้งคุณทนงทิพย์ ม่วงทอง ผู้ควบคุมเครื่องยนต์เรือเมล์แดง  ที่เดินระหว่างเมืองสุพรรณ-กรุงเทพฯ มักจะเอาพระเมืองสุพรรณ ไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกับเซียนพระที่วัดมหาธาตุ แล้วเอาพระกรุเมืองอื่นๆ ไปขายต่อที่สุพรรณอยู่เสมอๆ ทำให้ตลาดพระที่สุพรรณ มีพระกรุพระเก่าอย่างหลากหลาย"
 สำหรับ พระเกจิอาจารย์ เมืองสุพรรณ ก็มีมากมาย จึงมีการซื้อขายพระของเกจิอาจารย์ต่างๆ อย่างกว้างขวางเช่นกัน โดยเฉพาะพระเกจิอาจารย์ยุคเก่า อาทิ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ฯลฯ
 ต่อมา เมื่ออายุได้ประมาณ ๓๐ ปีเศษ อ.อ้า เริ่มเข้ากรุงเทพฯ สนามพระสมัยนั้นคือที่ วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ไปนั่งดูเขาซื้อขายพระกันทุกวัน องค์ไหนชอบก็ซื้อเอาไว้ เพื่อไว้ศึกษา สมัยนั้นเซียนพระดังๆ อย่าง เชียร ธีระศานต์ ลุงจวง ลุงเครื่อง พี่ลิหนวด พี่ลิใหญ่ ฯลฯ จะไปชุมนุมกันที่สนามพระวัดมหาธาตุเป็นประจำ
 ที่สนามพระแห่งนี้ อ.อ้า สามารถหาซื้อพระต่างๆ ได้เสมอ รวมทั้งพระเมืองสุพรรณ แล้วเอากลับไปขายที่สุพรรณ ทำให้ช่วงนั้นมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ เลี้ยงครอบครัวได้อย่างน่าพอใจ
 "ผมเริ่มสนใจพระชุดเบญจภาคี เพราะในพระชุดนี้มี พระผงสุพรรณ ของเมืองสุพรรณ รวมอยู่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่า พระผงสุพรรณ ผมได้ดูพระแท้องค์จริงมาเยอะมาก จึงจดจำจุดสำคัญต่างๆ ได้หมด ก็เลยหันไปศึกษาพระองค์อื่นๆ ในชุดนี้บ้าง เริ่มจากพระสมเด็จเกศไชโย เพราะที่สุพรรณมีพระพิมพ์นี้มาก เนื่องจากสุพรรณอยู่ไม่ไกลจาก จ.อ่างทอง มากนัก พอรู้เรื่องพระสมเด็จเกศไชโยได้ดีแล้ว ก็หันไปศึกษาพระสมเด็จ วัดระฆัง และพระสมเด็จ บางขุนพรหม ต่อ ก็เรียนรู้ได้ไม่ยาก เพราะพระสมเด็จ ๓ สำนักนี้ สร้างโดยสมเด็จฯ โต เหมือนกัน จึงมีพื้นฐานไม่ต่างกัน บางครั้งเมื่อจะขอดูพระของผู้ใหญ่ ท่านจะวางบนมือของท่าน แล้วให้เราส่องดูเอาเอง ห้ามจับต้ององค์พระ พร้อมกับบอกว่าให้จดจำพิมพ์ทรงองค์พระว่าเป็นแบบไหน กว่าจะจดได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร    สำหรับ พระซุ้มกอ พระรอด พระนางพญา เป็นพระเนื้อดินเผา ก็ได้อาศัยเนื้อพระของพระผงสุพรรณ เป็นพื้นฐานการศึกษาพระเนื้อดินเผา เริ่มจากพิมพ์ทรง ผิวพระ คราบกรุ และเนื้อมวลสาร เป็นหลักในการพิจารณาความเก่าของเนื้อพระ หากจำได้ว่า ความเก่าของพระผงสุพรรณ เป็นอย่างไร ความเก่าของพระกรุอื่นก็ย่อมไปเป็นแนวทางเดียวกัน แม้ว่าเนื้อพระจะไม่เหมือนกันก็ตาม ขอให้ตั้งใจศึกษาจริงๆ จะรู้สึกว่า ไม่ยากเลย สำหรับการศึกษาหาความรู้ในองค์พระต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ สำคัญที่สุดคือ หากมีใจรักจริง ก็สามารถจดจำได้ง่ายขึ้น" อ.อ้า กล่าวแนะนำ
 เมื่อมีความรู้ความชำนาญ ในเรื่องพระชุดเบญจภาคี และพระยอดนิยมอื่นๆ ทำให้วงการพระต่างยอมรับว่า อ.อ้า เป็นผู้ชำนาญในการพิจารณาพระชุดเบญจภาคี และพระหลักยอดนิยมต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ อ.อ้า จึงได้รับเกียรติให้เป็น กรรมการตัดสินพระชุดเบญจภาคี ของ สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย รวมทั้งได้รับเกียรติให้เป็น อุปนายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย อีกด้วย
 คำแนะนำสำหรับผู้ที่เพิ่งหันมาสนใจสะสมพระเครื่อง อ.อ้า บอกว่า ต้องเริ่มจากตัวเองก่อนว่า  รักชอบพระประเภทไหน พระเนื้อดิน ชิน ผง เหรียญ รูปหล่อ พระกริ่ง พระปิดตา ฯลฯ ก็ให้เริ่มจากพระประเภทนั้นก่อน ศึกษาหาจุดสำคัญขององค์พระ พิมพ์ทรง เนื้อมวลสาร ความเก่าใหม่ ฯลฯ จนสามารถจดจำได้หมดแล้ว จึงค่อยไปศึกษาพระประเภทอื่นต่อไป อย่าศึกษาปะปนกัน เพราะจะสับสน และเข้าใจยาก
 สิ่งสำคัญ คือ จะต้องหาพระแท้องค์จริง จากผู้ที่เชื่อถือได้ว่าเป็นผู้รู้จริง และเป็นผู้เล่นพระแท้เท่านั้น มาเป็น พระองค์ครู ในการศึกษาหาข้อมูลต่างๆ จากองค์พระ
 ทุกวันนี้ ใครเล่นพระแท้ ใครเล่นพระเก๊ ใครเป็นผู้รู้จริง ใครเป็นผู้รู้ไม่จริง คนในวงการพระเขารู้กันหมด ปิดบังกันไม่ได้ น้องใหม่ที่เพิ่งหันมาเล่นพระ ก็สามารถรู้ได้เช่นกัน หากเข้ามาคลุกคลีกับคนในวงการพระอย่างสม่ำเสมอ 
 ปัจจุบัน อ.อ้า ได้เปิดร้านพระ อ้า สุพรรณ ขึ้นที่ชมรมพระเครื่องมณเฑียรพลาซา บริเวณโรงแรมมณเฑียรพลา ถนนสุรวงศ์ บางรัก กทม. ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น สนามพระไฮโซ ของเมืองไทย โดยมีบ้านพักอยู่ที่เมืองสุพรรณ ทุกวัน อ.อ้า จะขับรถไปกลับสุพรรณ-กรุงเทพฯ เป็นประจำ เป็นกิจวัตรที่ทำมานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว
 และเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา อ.อ้า ได้เปิดร้าน อ้า สุพรรณ ขึ้นใหม่อีกแห่งหนึ่งที่ ชมรมพระเครื่องมรดกไทย ชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน ท่ามกลางเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการพระที่ได้ส่งกระเช้าดอกไม้แสดงความยินดีปรีดา และให้กำลังใจอย่างอบอุ่น
 อ.อ้า กล่าวในตอนท้ายว่า "การทำธุรกิจซื้อขายพระเครื่องของผม ถือหลักความซื่อสัตย์สุจริต  และความจริงใจต่อลูกค้าเสมอ พระทุกองค์ที่เช่าไปจากผม จึงรับรองว่าเป็นพระแท้ตลอดกาล "
 สำหรับท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องพระเครื่อง ยินดีให้คำปรึกษา ติดต่อสอบถามได้ที่โทร.๐๘-๑๘๗๔-๙๓๑๔ *** /// เรื่อง - ภาพ ตาล ตันหยง /// *****

จาก ... คอลัมน์ "เส้นทางนักพระเครื่อง"

นสพ.คม ชัด ลึก ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๓

โดย...ตาล ตันหยง

********************



 

โดย แล่มจันท์พิศาโล

 

กลับไปที่ www.oknation.net