วันที่ จันทร์ มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องจริงอิงโฆษณาหาคู่… นักระบาดวิทยาเรียนรู้อะไร(demographic transition)


    ผมเห็นโฆษณาชิ้นนี้ในวารสารบนเครื่องบินสายการบินของสหรัฐอเมริกา ดูเป็นโฆษณาที่ดึงดูดความสนใจได้ดีชิ้นหนึ่ง และมีประเด็นที่นักระบาดวิทยาสามารถเรียนรู้อะไรบางอย่างได้ด้วย
เป็นเรื่องราวของการนัดคู่หนุ่มสาวที่อยากรู้จักเพื่อนต่างเพศ บริษัทนี้ตั้งชื่อว่า It’s Just Lunch. หรือแปลชื่อเป็น “แค่ทานมื้อเที่ยงเท่านั้น” เป็นคำพูดที่บอกให้ผู้สนใจจะใช้บริการไม่ต้องคิดกังวลอะไรมาก เพียงแค่ทานข้าวเที่ยงเท่านั้น
          วิธีการนำเสนอข้อมูลน่าสนใจทีเดียว บอกว่า อุปสรรค 5 อย่างของการมีนัดทานข้าว(นัดเดท) คือ งาน งาน งาน งาน และก็งานมาดูว่าเขาโน้มน้าวใจอย่างไรบ้าง
          Work: คนทำงานชาวอเมริกันมีชั่วโมงทำงานมากกว่าประเทศอุตสาหกรรมอื่น ๆ เพราะต้องการประสบความสำเร็จ ในขณะเดียวกันก็อยากมีเพื่อนคู่ใจร่วมใช้ชีวิตด้วย ภาระงานทำให้หาเวลานัดพบสาว(หรือหนุ่ม)ได้ยากเต็มที (หลักการเหตุผลแจ่มมั้ยล่ะครับ)
          Work: คนอเมริกันร้อยละ 42 มีชั่วโมงทำงานแต่ละสัปดาห์มากขึ้นกว่าเมื่อห้าปีก่อน มีเรื่องต้องทำเยอะแยะไปหมด การนัดทานข้าวมื้อเย็นหรือดูหนังนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเป็นมื้อเที่ยงหรือนัดดื่มสักแก้วคุยกันหลังเลิกงาน ดูจะเป็นไปได้มากกว่า (แน้… อย่างกับตาเห็น แถว ๆ ตึก สป. นัดประชุมกันยากเย็น นัดกินข้าวเที่ยงด้วย ประชุมด้วยซะเลยดีกว่า จริงมั้ยครับพี่น้อง13) นี่ก็เสนอทางออกให้พร้อม
          Work: มีคนเดินทางทางอากาศรวมแต่ละปีมากกว่า 405 ล้านเที่ยว(business trips) จะนัดสาวก็เกรงว่าจะต้องมาเจอตาแดงก่ำขอบตาแรกคูนจากการอดนอนและอ่อนเพลียจากการเดินทาง (เห็นมั้ยว่า หนุ่มสาวจะเจอกันนั้นแสนยาก)16
          Work: ทำงานแต่ละสัปดาห์ก็หลายชั่วโมง ถ้าเดทสุดสัปดาห์เกิดเจอคนแย่ ๆ ก็เป็นการทำร้ายตัวเองอย่างน่าเศร้า เขาใช้ศัพท์ว่า เป็น weekend killer เลยทีเดียว 9 (ย้ำให้เห็นว่า อย่าเสี่ยงเดทยาว ๆ เป็นวัน ๆ หรือทั้งสุดสัปดาห์กับคนที่ยังไม่รู้จัก อาจเสียหายได้)
          Work: ประเด็นที่ห้า เขาบอกว่า การหาคู่จากอินเตอร์เน็ตหรือวิธีอื่นไม่ใช่เรื่องง่าย 11  ปรึกษาบริษัทเราสิ จะหาคนที่ใกล้เคียงกับความต้องการให้ได้ (ยื่นข้อเสนอปิดการขาย)เห็นลีลาเขามั้ยครับ บวกกับรูปหนุ่มหล่อ สาวสวยสบตากัน … ฝัน หวาน อาย จูบ ก็คราวนี้แหละ 2(ชื่อหนังไทยนะครับ ผมไม่ได้คิดเอง นักระบาดวิทยาไม่ค่อยดูหนังกันอาจจะหาว่าทะลึ่ง)          กิจการของบริษัท “เพียงนัดทานมื้อเที่ยงเท่านั้น” เจ้านี้ จะรับสมัครหนุ่มสาวที่ต้องการนัดทานข้าวเที่ยงกัน รู้จักกัน โดยมีข้อมูลส่วนบุคคล ความคาดหวัง ฯ เพื่อให้บริษัทจัดคู่นัดและหาตารางเวลานัดให้ หญิงสาวสมัครฟรี หนุ่มต้องจ่ายตังค์ …ผมเลยต้องชะงัก เมื่อไหร่หนุ่มสมัครฟรีล่ะก็ ผมจะส่งรูปติ๊ก เจษฎาภรณ์ไปสมัครในชื่อผม 13

มีคำอธิบายโดยอ้างข้อมูลที่จูงใจได้ดีไม่เบา

มุมมองของนักระบาดวิทยากับโฆษณาชิ้นนี้คือ

          43ประเด็นที่ 1. การนำเสนอข้อมูลไปสู่กลุ่มเป้าหมายให้ถูกที่ ถูกเวลา - ชัดเจนครับว่าเป้าหมายของโฆษณานี้เป็นคนทำงาน นักธุรกิจที่เดินทางบ่อย ๆ บนเครื่องบิน คนเหล่านี้บางทีทักษะการนัดหนุ่มนัดสาวอาจจะเป็นรองเรื่องงานและความต้องการก้าวหน้า เขาถึงเน้นนักเน้นหนาว่า แค่มื้อเที่ยงเท่านั้น ไม่ใช่นัดจีบหนุ่มจีบสาวที่ผูกพันกันจนตาย แต่ก็อาจจะเจอคนที่ใช่

ในข้อนี้ผมนึกถึงคำพูดของ นพ.พิออต (Dr Piot) ผอ. UNAIDS ซึ่งกล่าวในการประชุมเอดส์นานาชาติครั้งล่าสุดที่เม็กซิโกว่า งานเอดส์ของเรารู้ผู้ติดเชื้อก็ค่อนข้างสายไปสักหน่อย การรู้ว่าใครติดเชื้อเป็นเรื่องที่เราป้องกันคนเหล่านั้นไม่ได้แล้ว แต่การรู้ว่าใครเสี่ยงและกำลังจะติดเชื้อในอนาคตนั้นสำคัญยิ่งกว่า และคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ต้องไปให้ข้อมูลเรื่องเอดส์ที่นั่น
ถ้ากลุ่มเสี่ยงเหล่านั้นนิยม Hi5 เราก็ต้องไปสื่อสารใน Hi5 (อ่านว่า ไฮ ไฟว์ ไม่ใช่ ฮิ ห้า)13

เรื่องแบบนี้นักการเมืองเขาเก่ง ลองไปดูว่าเขาหาเสียงใน Hi5 กันยังไงบ้างหรือยังครับ การทำตัววัยรุ่นก็ช่วยให้ทำงานควบคุมโรคสนุกขึ้นนะครับ

          43ประเด็นที่ 2 คือ การส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่มีคู่และมีลูก ขณะนี้โครงสร้างประชากรในโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชากรสูงอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเป็นจากคนอายุยืนขึ้น คนหนุ่มสาวเสียชีวิตจากโรคเอดส์และอุบัติเหตุ คู่รักรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูกและมีความต้องการเปลี่ยนไปจากอดีต เช่น คนจีนดั้งเดิมบอกว่า ครอบครัวที่สมบูรณ์ควรมีทั้งเด็กและคนแก่ เด็กเป็นสีสัน เป็นความสดชื่น คนแก่เป็นร่มไม้ใหญ่ให้ความร่มเย็น แต่ปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไป เป็นต้น (อ๊ะ ๆ.. มีปรัชญารตะวันออกมาฝากกันด้วยนะครับ)

          ที่สิงคโปร์ส่งเสริมให้คนหนุ่มสาวได้พบปะกัน เพื่อให้มีครอบครัว มีลูก ที่ออสเตรียให้สิทธิแม่หลังคลอดลาพักได้เป็นปีเพื่อเลี้ยงลูก และถ้ามีลูกคนที่สองจะได้เงินช่วยเหลือการเลี้ยงดู และช่วยการศึกษาอีกด้วย

           การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเจ็บป่วยนี้มีการเขียนในทฤษฎีทางระบาดวิทยาและสาธารณสุข เรียกว่า Epidemiological Transition Theory ซึ่งมาคู่กันกับ Demographic Transition Theoryพูดย่อ ๆ ในส่วน Epidemiological Transition Theory ก็คือ การเปลี่ยนแปลงการเกิดโรคจากโรคติดเชื้อที่ค่อย ๆ ลดน้อยลง และเปลี่ยนไปสู่โรคไม่ติดเชื้อและโรคในผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออกกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรครับทีนี้ลองดูรูปแสดง Demographic Transition Theory กันดูครับ

Picture from : www.wikipedia.org 
          ระยะที่ 1 เป็นยุคโบราณที่เกิดโรคติดเชื้อกันมากมาย มีการระบาดเป็นระยะ ๆ อัตราเกิดก็มาก(เส้นสีม่วง) อัตราตายก็มาก(เส้นสีน้ำเงิน) จำนวนประชากรก็ค่อนข้างน้อยและคงที่(เส้นสีส้ม)
          ระยะที่ 2 ยุคต่อมาสุขาภิบาลดีขึ้น การแพทย์การสาธารณสุขดีขึ้น การป้องกัน/รักษาโรคติดเชื้อดีขึ้นโดยลำดับ อัตราตายลดลงอย่างรวดเร็วขณะที่อัตราเกิดยังสูงอยู่ ทำให้จำนวนประชากรเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
          ระยะที่ 3 เป็นห้วงเวลาที่การคุมกำเนิดได้รับการยอมรับมากขึ้น ทำให้อัตราการเกิดลดลงอย่างรวดเร็ว อัตราตายยังคงลดลงต่อเนื่อง จำนวนประชากรยังเพิ่มต่อไป
          ระยะที่ 4 อัตราเกิดและอัตราตายใกล้เคียงกัน จำนวนประชากรค่อนข้างจะคงที่
          ะยะที่ 5 เมื่อมีคนสูงอายุจำนวนมาก อัตราตายจะเริ่มสูงขึ้น จำนวนประชากรจะมีแนวโน้มลดลงข้ออภิปรายที่สำคัญคือว่า แต่ละประเทศเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงไม่พร้อมกัน ประเทศแถบยุโรปและอเมริกาอาจจะมีภาพการเปลี่ยนแปลงคล้ายในภาพ แต่ประเทศแถบเอเชียจะมีการรับเทคโนโลยีมาใช้ ทำให้ช่วงเวลาในระยะที่อัตราตายลดลง อัตราเกิดลดลงอย่างรวดเร็วอาจจะกินเวลาไม่ยาวนานนัก
          อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ว่าโรคไม่ติดต่อจะมาแรงนั้นถูกกล่าวมาหลายสิบปีก่อนหน้านี้ ทว่าเอชไอวีเอดส์ก็เข้ามายึดครองพื้นที่สาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ในประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างเหนียวแน่น ทำให้โรคติดเชื้อก็ยังสำคัญอย่างสูงอยู่ แต่โรคผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน…
          โรคติดเชื้ออุบัติใหม่อุบัติซ้ำก็ยังมีมาอย่างต่อเนื่องความน่ากลัวของการแพร่กระจายโรคมีกระแสโลกาภิวัตน์เป็นตัวคูณอยู่ด้วย โรคที่แพร่จากคนสู่คนสามารถไปกับการเดินทางที่รวดเร็วได้ทุกเมื่อ โรคติดเชื้อเลยยังไม่แผ่วเสียที
          แล้วไหนจะกลัวอาวุธชีวภาพเข้าไปอีก…ภาพการเปลี่ยนแปลงโรคภัยไข้เจ็บและโครงสร้างประชากรนั้นเป็นจริงแค่ไหน นักระบาดวิทยาก็ลองประเมินดูครับถึงตอนนี้
          แถมอีกประเด็นครับ วิธีการนำเสนอของโฆษณาเขามีการให้ข้อมูลเป็นลำดับ โน้มน้าวใจได้ดี คล้ายกับการเขียนโครงร่างการวิจัยครับ ต้องชี้ให้ผู้อ่านที่อาจจะไม่รู้เรื่องนั้นลึก ๆ แต่คล้อยตามได้ว่า เรื่องมีความสำคัญ น่าสนใจ มีประโยชน์
          และเรื่องนัดสาวก็อาจจะเป็นประโยชน์กับนักระบาดหลายท่านก็ได้ครับ

          ผมเขียนบล็อกยืดยาว เพราะมีคนติงว่า แต่เดิมนั้นสั้นไปอ่านยาว ๆ แล้วเป็นอย่างไร ทิ้งความเห็นท้ายเรื่องได้ครับอ่านเพิ่มเติมได้ที่ สารานุกรมออนไลน์
http://en.wikipedia.org/wiki/Demographic_transition
http://en.wikipedia.org/wiki/Epidemiological_Transition

ชาวโอเคชอบเรื่องวิชาการแบบนี้มั้ยครับ

เฉวตสรร

(โครงการบล็อกย้ายบ้าน โพสครั้งแรกเมื่อ 29 ธ.ค. 51 ที่ http://203.157.15.2/csan/?p=489 )

โดย สรร

 

กลับไปที่ www.oknation.net