วันที่ พุธ มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...นี่แหละหนา...ใจคน (๒)...



ลืมกำหนดนับไปเพียงแวบเดียว....
ปี ๒๕๕๓ ก็ผ่านไปสองเดือนกว่าแล้ว...
การสมมติวันเดือนปีขึ้นมาใช้นี่
ก็ช่วยให้คนเราได้สำรวจดูตารางชีวิตในแต่ละเดือนได้

ช่วงนี้ ผู้เขียนไม่ค่อยได้ว่างมาอัพข้อเขียนอะไร
พอที่จะเป็น "แรงดึงดูด" ให้มวลมิตรทั้งหลายแวะเวียนมาเยี่ยมได้
ทั้งนี้เพราะว่า ชีพจรลงเท้าอีกแล้ว และก็คงจะลงเท้าไปเรื่อยๆ อีกนานหลายเดือน
นี่ก็เพิ่งเดินทางกลับจากจังหวัดมหาสารคาม

มาถึงก็รู้สึกว่า เออเนาะ...แวะเยี่ยมเยี่ยนบล็อกสักหน่อยดีกว่า


เรื่องที่จะเขียนให้อ่านวันนี้ คงต้องทิ้งไว้ยาวนานอีกตามเคย
เพราะพรุ่งนี้เมื่อรืนนี้ ผู้เขียนก็ต้องเดินทางไปจังหวัดร้อยเอ็ดอีกแล้ว
อย่าถามเลยนะว่า ไปทำไม และทำไมต้องเดินทางบ่อยๆด้วย
เพราะถึงถาม...ผู้เขียนก็ยังคิดหาคำตอบที่พอจะสร้างความพอใจให้ไม่ได้


เอาเป็นว่า...การเดินทางไปโน่นไปนี่แต่ละครั้งของมนพลนั้น
เป็นการไปทำดีทุกครั้ง และก็เป็นการไปเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยในตัว
อีกทั้งยังเป็นการไปเพื่อ "ช่วยเหลือ" ผู้อื่นเท่าที่สติปัญญามีอยู่
และเพราะการต้องเดินทางไปทำอย่างที่บอกนี่แหละ
ทำให้ผู้เขียนต้อง "ห่างเหิน" จากการเฝ้าให้กำลังใจคุณยายไปด้วย
รู้สึกตำหนิตนเองอยู่เหมือนกัน แต่ว่า...
อาการป่วยไข้ของคุณยายขึ้นๆลงๆ ยังไม่น่าเป็นห่วงอะไรมากนัก แต่ต้องดูแล 
อีกทั้งน้า ป้าและแม่ก็ดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่
ผู้เขียนจึงถือโอกาสในบางช่วงออกท่องเที่ยวไปอย่างที่แจ้งให้ทราบนั้น

การไปเยี่ยมไข้ใครสักคนทุกวันๆ
โดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนั้น
บางครั้งก็ทำให้ใจมันหลุดลอยออกจากห้องพยาบาลไปไกลได้เหมือนกัน
ทั้งนี้เพราะว่า กิจกรรมการเฝ้าไข้ไม่ได้มีอะไรที่แปลกแตกต่างไปจากเดิมเลย
คอยดูว่า คนไข้จะมีอาการผิดปกติเพิ่มขึ้นหรือเปล่า
คอยดูว่า สายน้ำเกลือ สายอาหารที่คาจมูกอยู่นั้น
คนไข้จะรำคาญแล้วแอบถอดออกจากแขนหรือจมูกหรือเปล่า
ซึ่งอาการพวกนี้เป็นคล้ายๆกัน
ก็ใครบ้างล่ะจะไปอยากให้สายอะไรต่ออะไรมาพัวพันกับร่างกายตนเอง
ความรู้สึกรำคาญและอีดอัดมาเกิดขึ้นได้เรื่อยๆ
และยายของผู้เขียนก็ดึงออกอยู่บ่อยๆ จนลูกๆรู้สึกรำคาญยาย
ผู้เขียนก็บอกว่า ถ้าเป็นพวกเรา ก็คงรู้สึกคล้ายๆยายนั่นแหละ
รำคาญเจ้าพวกสิ่งรุงรังนี้


ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเปรยๆ กับญาติพี่น้องว่า
ถ้าผู้เขียนป่วยบ้าง ก็อย่าให้หมอสอดใส่อะไรเข้าไปในร่างกายเลยนะ
รักษาได้แค่ไหนก็แค่นั้นแหละ

รู้สึกสงสารยายเหมือนกันที่ต้องคอยแกะสายน้ำเกลือ
คอยแกะสายออกซิเจนออกจากจมูก
คอยดึงเอาสายให้อาหารออกจากร่างกาย
จนบางที พยาบาลต้องมัดแขนมัดขาคนไข้ไว้
ซึ่งภาพแบบนั้นผู้เขียนไม่ปรารถนาจะเห็นเลย
บอกตามตรงว่า สงสารคนไข้
ซึ่งหมอและพยาบาลเขาก็ทำหน้าที่ของเขา
เพราะคนไข้ได้มาอยู่ในความดูแลของเขาแล้วนี่
จะปล่อยให้คนไข้ที่ยังพอรักษาได้ ตายไปต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร
ใช่ไหม ?...


อันนี้เล่าถึงสิ่งที่พบเห็นในขณะที่อยู่ร่วมกับคนไข้ในห้องพยาบาล
และกำลังจะโยงว่า...
อารมณ์ของคนเฝ้าไข้ในขณะที่ต้องคอยดูอยู่นั้น
บางครั้งก็มันเตลิดเปิดเปิงไปไกล
จนเกิดอาการเผลอ ลืมมองดูกิริยาอาการของคนไข้ในแต่ละช่วง
เป็นเหตุให้คนไข้อาศัยทีเผลอของญาติ แก้อุปกรณ์รักษาร่างกาย
ออกจากร่างกายของตนเองด้วยความรำคาญเจ้าสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น

ความเตลิดเปิดเปิงของใจในขณะที่เฝ้าไข้นั้น
มีหลายเรื่องราว ถ้าหากว่าขยันบันทึกไว้
แต่ก็น้อยนักที่จะมีใครสักคน "เกิดความขยัน" บันทึกอารมณ์ขณะเฝ้าไข้เอาไว้
ส่วนมากก็ปล่อยให้ผ่านมา แล้วก็ผ่านไปตามธรรมชาติของมัน


สำหรับผู้เขียนเองนั้น
บางทีอารมณ์ก็แจ่มใสเบิกบานไปกับความช่างพูดช่างจาของยาย
นึกอยู่ในใจว่า เออเนาะ ยายป่วยขนาดนี้ก็ยังมีคำพูดคมๆให้ฟังได้อีก

บางทีอารมณ์ก็เศร้าหมอง เมื่อคิดถึงอนาคตข้างหน้าตอนที่ไม่มียาย
บางครั้งใจมันก็คิดถึงตัวเองว่า
 

"นี่ถ้าเราอายุมากเท่ายายในขณะนี้ เราจะเป็นเหมือนยายไหมหนอ
เราจะรู้สึกเบื่อการที่ตนเองหมดเรี่ยวแรงเคลื่อนไปไหนมาไหนได้ไหมหนอ
เราจะทำใจให้มีความสุขกับปัจจุบันได้ไหมในขณะที่ป่วยกายอยู่เช่นนี้
ถ้าเราป่วยบ้าง จะมีใครมาดูแลคอยป้อนข้าวป้อนน้ำแบบนี้ไหม
ยายยังดีที่มีลูกหลายอยู่ใกล้ คอยดูแลให้
แล้วเราล่ะ ไม่ได้แต่งงาน ไม่มีลูก ญาติก็น้อยถ้าหมดรุ่นลุงป้าน้าอาไป
ถ้าเราป่วยหนัก ให้คนเอาเราไปทิ้งในป่าลึก ปล่อยให้เป็นอาหารของสัตว์ป่าดีไหม ?"


ใจมันนึกไปสารพัดสาระเพ
บางทีมันก็นึกว่า


"เมื่อไรยายจะหายป่วยและมีอาการดีขึ้นสักทีนะ
เราจะได้ไปทำธุระที่ค้างอยู่ของเราให้เสร็จไปเสียที"


บางทีมันก็คิดว่า


"ยายเลี้ยงแม่ของเรามา ถ้าไม่มียายก็ไม่มีแม่
นี่เป็นโอกาสช่วงเอาคืนของยาย
ทำหน้าที่หลานทีดีไปเถอะ
อย่างน้อย ถ้ายายสิ้นไป
เราก็จะได้ไม่ตำหนิตนเองภายหลังว่า
ไม่ได้ทำหน้าที่ของหลานที่ดีเลย ในช่วงที่ยายป่วย"


เพราะการคิดต่างๆนานาแบบนี้แหละ
ทำให้ผู้เขียนจำใจทิ้งการเฝ้าไข้ยายไปชั่วขณะ
บอกน้ากับป้าและแม่ไว้แล้วก็ออกเดินทางไปทำงานตรงนั้นตรงนี้ไปเรื่อย
อาศัยช่วงเวลาว่างโทร.ถามอาการของยายทุกวัน
หวังว่าความดีที่ทำจะพอมีแรงกำลังพอ
ที่จะช่วยให้ยายอาการป่วยทุเลาเบาบางลงบ้าง


ที่เล่าๆ มานั้น ผู้เขียนอยากจะสรุปว่า...

"นี่แหละหนา...ใจมนพล"

บางครั้งก็เป็นอย่างที่เล่ามานั้นแหละ

อากาศร้อน แต่ขอให้ใจของทุกท่านอย่าร้อนตามเด้อ...
ธรรมชาติเขาก็แสดงอาการไปตามสภาวะของเขา
เราผู้เป็นมนุษย์ก็ปรับจิตใจไปเพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขก็แล้วกัน

ท่านใดที่ปล่อยให้ใจมันร้อนตามอากาศอยู่บ่อยๆ
ยามนี้คงหาความสุขกายเย็นใจได้ยากแน่ๆเลย..


....มนพล....

๑๐  มีนาคม ๒๕๕๓

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net