วันที่ พุธ มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อชินคอร์ปเพื่อขายให้ต่างชาติได้ที่ราคาสูง


“หากไม่มี บิ๊กจ๊อด (พล.อ.สุนทร) ผมก็คงไม่มีวันนี้ (ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ)”


วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 ท่าน วินิจฉัย และพิพากษายึดทรัพย์ น.ช. พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาท จากที่อายัดไว้ 7.6 ล้านบาท หลังคำพิพากษา น.ช. พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความเกรี้ยวกราด ต่อคำตัดสินของศาล ยืนยัน ปฏิเสธ ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา

"ผมจะแสวงหาความยุติไม่ว่าในนรก สวรรค์ ในประเทศหรือนอกประเทศ วันนี้ผมไม่ได้รับความยุติธรรม ผมจะแสวงหาความยุติธรรมต่อไป”

“วันนี้ผมเจอเพื่อนฝรั่ง เขาถามว่าทำไมมีหลักเกณฑ์อย่างไร ถึงได้เอาเงินของผมส่วนที่เป็นราคาหุ้นตั้งแต่วันที่ผมเข้าเป็นนายกฯ แล้วราคาหุ้นขึ้นบาทเดียว ก็ถูกหาว่าใช้อิทธิพล แล้วเขาก็ถามต่อว่า หุ้นตัวอื่นราคามันไม่ขึ้นหรือ มันขึ้นเฉพาะแค่ของผมตัวเดียวหรือ ผมก็บอกว่าตอนนั้นหุ้นแบงก์กรุงเทพฯ ที่คุณเปรมเป็นประธานก็ขึ้น หุ้นกลุ่มซีพี หุ้นกลุ่มเบียร์ช้าง หุ้นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ไทยพาณิชย์ หรือ ปตท. รวมทั้งกลุ่มพวกนายทุนค่ายผู้จัดการ เครือเนชั่นก็ขึ้น ขึ้นกันหมด แล้วเพื่อนผมก็ถามอีกว่า ราคาหุ้นขึ้นตามดัชนีไหม ผมก็ตอบว่าของผมเนี้ยขึ้นตามดัชนีเลย มีบางตัวขึ้นสูงกว่าดัชนีด้วยซ้ำ ทำไมไม่ยึดหมดล่ะ ยึดแค่ผมที่เป็นนายกฯคนเดียว แต่ทีบางคนสั่งการเหนือนายกรัฐมนตรี สั่งการเหมือนหนังตะลุงทุกเรื่อง ทำไมไม่ยึดด้วยล่ะ นี่ฝรั่งเขาถามผมนะ”

ผู้เขียนในฐานะที่คลุกคลีกับข้อมูลหุ้นทั่วโลก ได้ทราบความเป็นไปของตลาดหุ้นของโลกมาประมาณ 20 ปี กล่าวได้ว่า ความเป็นไปของตลาดหุ้น มีอยู่ 3 ปัจจัย

1) ปัจจัยพื้นฐาน เช่นผลประกอบการดีราคาหุ้นจะดี ผลประกอบการไม่ดีราคาหุ้นจะไม่ดี

2) ปัจจัยทางเทคนิค หรือด้านจิตวิทยา เช่นรู้สึกว่าราคาหุ้นต่ำก็จะเข้าไปซื้อ ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้น หรือรู้สึกว่าราคาหุ้นสูง ก็จะขายออก ทำให้ราคาหุ้นตกลง

3) ปัจจัยของการปั่น โดยอาศัย 2 ปัจจัยข้างต้น สวมรอยปั่นให้สูงขึ้น หรือต่ำลง เช่นราคาหุ้นสูงมากแล้ว ก็สวมรอยหนุนให้ราคาหุ้นสูงขึ้นไปอีก ทำให้คนหลงเชื่อ เข้าไปไล่ซื้อหุ้น แล้วคนปั่นหุ้นก็เทขายให้ หรือราคาหุ้นตกลงต่ำแล้ว ก็สวมรอยทุบราคาหุ้นให้ตกต่ำลงไปอีก ทำให้คนตื่นกลัว เทขายหุ้นตามมา แล้วคนปั่นหุ้นก็เข้าไปช้อนซื้อหุ้นที่ราคาต่ำ ส่วนใหญ่แล้วเจ้าของหุ้นที่ทราบข้อมูลภายใน จะเป็นคนเข้ามาปั่นราคาหุ้น อาจจะมีตัวแทน (Nominees) ที่เป็นรายใหญ่ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาปั่น จากนั้นก็จะมีนักลงทุนทั่วไปเข้ามาร่วมซื้อและร่วมขาย จนดูเหมือนเป็นธรรมชาติ ทำให้ยากที่จะตรวจสอบ ว่ามีการปั่นหุ้นหรือไม่ ตลาดอาจจะถูกปั่นทั้งตลาดได้ การปั่นหุ้นมักจะสวมรอยให้สอดคล้องกับทิศทางตลาดรวม ที่จะปั่นหุ้นตัวเดียวเดี่ยวโดดขึ้นลงผิดตลาดมีน้อย

ความเป็นไปของ 2 ปัจจัยแรกไม่อันตรายต่อระบบ

แต่ความเป็นไปของปัจจัยที่ 3 หรือปัจจัยของการปั่น เป็นเรื่องที่อันตรายต่อระบบ ทำให้ราคาหุ้นขึ้นและลงผิดจริงได้มาก ทำให้สภาพคล่องของระบบเปลี่ยนแปลงได้มาก ส่งผลทำให้ค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงรุนแรงด้วย

ตลาดหุ้นเป็นแหล่งที่ใช้ฟอกเงินแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก แหล่งคาสิโนและแหล่งการพนันอื่นๆ ถือเป็นแหล่งฟอกเงินอันดับรองลงไป
 

ตรวจสอบราคาหุ้นชินคอร์ปย้อนหลัง 17-18 ปี ตั้งแต่หุ้นชินคอร์ปเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ พบว่าราคาหุ้นชินคอร์ปแกว่งตัวที่รุนแรง และบ่อยครั้ง ขึ้นก็แรง ตกก็แรง ฉวยโอกาสขึ้นและตกแรงกว่าหุ้นทั่วไป

(A) วันที่ 4 มกราคม 2537 วันที่ SET Index ปิดที่ 1,753.73 จุด ชินคอร์ปปิดที่ 48.37 บาท (ราคาเฉลี่ยหลังการแตกพาร์และเพิ่มทุน)

(B) วันที่ 23 มกราคา 2549 วันที่มีการตกลงซื้อ-ขายกับเทมาเส็ก(deal)   SET Index ปิดที่  750.28 ชินคอร์ปปิดที่ 48.25 บาท

โดยตกลงซื้อ-ขายกับเทมาเส็กที่ราคา 49.25 บาท

น.ช. พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ คงได้ตรวจสอบแล้วว่า ราคาที่เคยสูงสุดในอดีตคือ 48.37 บาท ดังนั้นจึงพยายามใช้อำนาจหน้าที่แก้ไขสัญญา เปลี่ยนแปลงสัมปทานฯ แก้ไขกฎหมาย ให้เกิดผลดีต่อปัจจัยพื้นฐานของชินคอร์ป และบริษัทในกลุ่ม เป็นพิเศษ (Excellent) ช่วยหนุนราคาหุ้นสูงขึ้น สูงขึ้น กระทั่งตกลงขายให้เทมาเส็กที่ราคาหุ้นละ 49.25 บาท ซึ่งใกล้เคียงกับราคาที่เคยสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2537 ที่ SET Index สูงเท่ากับ1,753.73 จุด นั่นเอง

การใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดกลางปี 2546 ก็มีส่วนเอามาเป็นข่าวดี ช่วยทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นได้

3 ปีกว่า หลังเข้าตลาด ราคาหุ้นชินคอร์ปพุ่งจากราคาประมาณ 3.30 บาท มาสูงสุดในต้นปี 2537 ที่ราคาประมาณ 48.37 บาท หรือราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 15 เท่า โดยเฉพาะในปี 2536 ราคาชินคอร์ปพุ่งแรงและเร็วมาก และหลังจากนั้นราคาก็ตกแรง ช่วงปี 2533-2543 (1990-2000)

เป็นไปได้ว่า นอกจากจะได้เงินปันผลจากผลการดำเนินงานแล้ว ยังจะได้กำไรมหาศาลจากการแกว่งตัวของราคาหุ้นรุนแรงหลายรอบ (Capital gain) จากหุ้นนอกบัญชีด้วย และทำให้มีเงินมหาศาลไปซื้อดอลลาร์ก่อนที่ค่าเงินบาทจะถูกลอยค่าในปี 2540 (1997)

ช่วง 10 ปี คือระหว่างปี 2533-2543 (1990-2000) จึงเป็นปีเริ่มต้นความมั่งคั่งของ น.ช. พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อย่างมีนัยสำคัญ ตลาดหุ้นคือแหล่งก่อการที่ทำเงินได้สูงสุด คือจุดเริ่มต้นมุ่งหาอำนาจทางการเมือง

ชัยวัฒน์ สุรวิชัย เขียนไว้ใน "โอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง หลานรัก"  “หากไม่มี บิ๊กจ๊อด (พล.อ.สุนทร) ผมก็คงไม่มีวันนี้ (ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ)”

ทักษิณเริ่มมั่งคั่งก่อนเล่นการเมืองจริง หากการขายหุ้นที่จุด B ได้เงิน 6.9 หมื่นล้านบาท การแกว่งตัวรุนแรงและหลายรอบของ SHIN หุ้นช่วง 10 ปีแรกที่เข้าตลาดหุ้น ก็อาจจะทำให้มี Capial gain จากหุ้นนอกบัญชี ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทได้

เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของราคาชินคอร์ป กับหุ้นตัวอื่นๆและ SET Index


วิธีการเปรียบเทียบ โดยปรับฐานราคาของหุ้นและ SET Index วันที่ 31 สิงหาคม 2553 (1990) เท่ากับ 100 แล้วนำมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นว่าราคาหุ้นชินคอร์ปขึ้นและตกแรงกว่าหุ้นตัวอื่นๆ รวมทั้ง SET Index

ช่วงแรก ราคาหุ้นชินคอร์ปขึ้นไปสูงสุดในต้นปี 2537 (1994) จึงพังทลายลง

การเปลี่ยนแปลงของราคาชินคอร์ปสูงขึ้นมาก"อาจจะ"เป็นไปตามปัจจัยพื้นฐาน(ปัจจัยข้อ 1)

"แต่"ระหว่างปี 2540 - 2541 (1997-1998) ราคาหุ้นชินคอร์ปก็ตกมาที่ต่ำในระดับเดียวกับหุ้นตัวอื่นๆด้วย ตกแรงมาก สังเกตแต่ละช่วงเวลา พบว่าราคาหุ้นของชินคอร์ปแกว่งตัวแรงมากเมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่น การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นชินคอร์ปแบบนี้เป็นไปตามปัจจัยของการปั่นหุ้น (ปัจจัยข้อ 3) 

ทักษิณกล่าว.. "..มันขึ้นเฉพาะแค่ของผมตัวเดียวหรือ ผมก็บอกว่าตอนนั้นหุ้นแบงก์กรุงเทพฯ ที่คุณเปรมเป็นประธานก็ขึ้น หุ้นกลุ่มซีพี หุ้นกลุ่มเบียร์ช้าง หุ้นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นแบงก์ไทยพาณิชย์ หรือ ปตท. รวมทั้งกลุ่มพวกนายทุนค่ายผู้จัดการ เครือเนชั่นก็ขึ้น ขึ้นกันหมด.."

ทักษิณกล่าวถูกต้อง หุ้นทั้งตลาดขึ้นมาพร้อม ในช่วงเวลาเดียวกัน "แต่" หุ้น SHIN ขึ้นแรงและตกแรงกว่าหุ้นตัวใดๆ "และ" ในช่วงที่ทักษิณเป็นผู้นำรัฐบาล มีหุ้นน้อยตัวที่จะขึ้นสูงกว่า และหรือขึ้นถึงระดับเดียวกับในอดีตที่ SET Index ระดับ 1,754 จุดในต้นปี 2537 (1994) แต่หุ้น SHIN ก็ขึ้นมาถึงระดับสูงสุดในอดีตเมื่อต้นปี 2537 (1994) ดังกล่าว

 

การใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์หุ้นกลุ่มชิน ช่วงน.ช.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ต้นปี 2537 SET Index ปิดที่ระดับ 1,754 จุด SHIN ปิดที่ 48.37 บาท


ต้นปี 2549 SET Index ปิดที่ระดับ 750 จุด SHIN ปิดที่ 48.25 บาท (ดูกราฟประกอบ) โดยที่ราคา SHIN ขึ้นมาอย่างผิดปกติ ราคาขึ้นมาสูงกับช่วงเดียวที่ SET Index 1,754 จุด เป็นผลมาจากการใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและหุ้นในกลุ่ม ที่ชินคอร์ปเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้ราคาหุ้นสูงขึ้นมาก 
 

จากคำพิพากษา แสดงถึงการใช้อำนาจหน้าที่เอารัดเอาเปรียบ ทรยศ ต่อประเทศชาติ ต่อเอกชนด้วยกัน และต่อประชาชนคนไทยทั้งมวล 

การแก้ไขสัญญาสัมปทาน การแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคมนาคม ช่วงที่พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อชินคอร์ป ทำให้มูลค่าหุ้นชินคอร์ปสูงขึ้น โดยมีความตั้งใจนำไปขายให้เทมาเส็กที่ราคาสูง น่าเสียดาย และเสียใจ แทนที่การเอื้อประโยชน์ดังกล่าวจะตกกับกิจการของคนไทย แต่กลับตกเป็นของบริษัทต่างชาติ

ทำให้ต่างชาติมาเป็นเจ้านายคนไทย ลูกจ้างเปลี่ยนฐานะจากลูกจ้างกิจการของคนไทย เป็นลูกจ้างของกิจการต่างประเทศ

16 กุมภาพันธ์ 2553 โลกทวิตเตอร์ @suthichai ทวิตถึง “พาดหัวกรุงเทพธุรกิจเช้านี้ว่า 4 ปี เทมาเส็กกำไรจากฮุบ "ชิน" ตั้งแต่ปี 49 รับปันผล 8.7 หมื่นล้าน” ซึ่งมากกว่าที่ นช. พ.ต.ท. ดร. ทักษิณขายให้เทมาเส็ก 6.9 หมื่นล้านล้านบาท แสดงว่าเทมาเส็กได้ทุนที่ซื้อชินคอร์ปคืนในเวลาอันสั้น สินทรัพย์ที่เหลือ รวมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในอนาคตก็จะเป็นกำไรของเทมาเส็กโดยไม่มีต้นทุนแล้ว


หมายเหตุบล๊อกเกอร์: ปรับปรุงเพิ่มเติมจากเรื่อง "ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ป แต่ประโยชน์กลับตกกับต่างชาติ"
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000035025

………………………………………………….
ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
http://twitter.com/indexthai

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net