วันที่ อังคาร มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เทพนิยายการลงทุน


เมื่อสัปดาห์ก่อน The Wall Street Journal ได้ลงเรื่องราวของคุณยายคนหนึ่งที่ทำพินัยกรรมบริจาคเงินสะสมของตัวเองจำนวน 7 ล้านเหรียญสหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 200 กว่าล้านบาท) ให้กับมหาวิทยาลัย Lake Forest เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้เด็กขาดแคลนทุนทรัพย์

ฟังดูก็ออกจะเป็นเรื่องธรรมดา ไม่น่าจะมีอะไรแปลกประหลาด กับกรณีของเศรษฐีใจดี ที่ไม่มีญาติมิตร จะบริจาคทรัพย์สินทั้งหมดของตัวเองให้กับสาธารณกุศล

ใช่ครับ! มันคงดูเป็นเรื่องธรรมดา หากเป็นการกระทำของเศรษฐีทั่วไป แต่ใครจะเชื่อว่า เงินบริจาคก้อนดังกล่าวได้มาจากหญิงชราที่ทำงานเป็นเลขานุการในบริษัทยาแห่งหนึ่ง ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน จนกระทั่งเกษียณ รวมระยะเวลาทำงานทั้งสิ้น 43 ปี โดยไม่เคยทำหน้าที่อื่นใดเลย นอกจากเลขานุการ

ไม่เพียงแต่จะเป็นคนธรรมดา แต่สิ่งที่คุณยาย Grace Groner ท่านนี้ทำจนกระทั่งกลายเป็นคนมั่งคั่งในบั่นปลายชีวิต ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่คนทั่วไปอย่างเราๆท่านๆ ทำกันได้อย่างสบายๆ

ถึงตรงนี้ทุกท่านคงสงสัยแล้วสิว่า คุณยาย Groner ทำอย่างไร? ถึงได้มีเงินมากถึง 7 ล้านเหรียญในวันสุดท้ายของชีวิต

จากข้อมูลการใช้ชีวิตของคุณยายท่านนี้ พบว่าบ้านที่คุณยายอาศัยนั้นเป็นเพียงบ้านหลังเล็กๆ ขนาด 1 ห้องนอน ในเมือง Lake Forest เสื้อผ้าที่ซื้อหามาใช้ก็นิยมเสื้อผ้าลดราคา หรือเสื้อผ้ามือสองที่คนใช้กันเพียงไม่กี่ครั้งก็ทิ้ง ไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง และทำงานเป็นเลขานุการในบริษัทยาแห่งหนึ่งตลอดทั้งชีวิตของคุณยาย

“เธอไม่มีวัตถุหรือสิ่งของใดที่คนส่วนใหญ่อย่างที่คนส่วนใหญ่มีกัน” William Marlatt ซึ่งเป็นทั้งทนายความส่วนตัวและเพื่อนสนิทของคุณยาย บอกกับหนังสือพิมพ์ที่มาขอสัมภาษณ์ 

“เธอสามารถซื้อบ้านหลังใหญ่ๆ อยู่ได้ แต่เธอก็ไม่ทำ เธอมีความสุขกับชีวิตของเธอ เธอมีเพื่อนมาก และเพื่อนที่เธอคบหานั้น ก็มักมีลักษณะการดำรงชีวิตเหมือนๆกันกับเธอ”

จะว่าไปแล้วเรื่องราวของคุณยาย Groner นั้น ช่างคล้ายกันกับเรื่องราวของเศรษฐีในหนังสือ The Millionaire Next Door เสียเหลือเกิน คนๆหนึ่งตั้งใจทำงานหนัก มัธยัสถ์ อนุรักษ์นิยม และสะสมเงินจากหยาดเหงื่อแรงกาย เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตัวเอง แต่แน่นอนว่า คนเราเพียงแค่ทำงานเก็บเงิน คงยากที่จะมีเงินเป็นหลักล้านได้

จุดเริ่มต้นของความร่ำรวยของคุณยายนั้นเริ่มต้นมาจากการที่ เธอซื้อหุ้น 3 หุ้น ซึ่งเป็นหุ้นของบริษัทที่ตัวเธอเองทำงานอยู่ในราคาหุ้นละ 180 เหรียญ และไม่เคยขายมันออกไปเลย จากนั้นด้วยความเจริญเติบโตของบริษัท ทำให้หุ้นของเธอได้รับการแตกหุ้น (split) หลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุณยายถือหุ้นอยู่ ไม่ว่าหุ้นจะเพิ่มมูลค่าขึ้นเท่าไหร่ เธอก็ไม่ยอมขาย แถมเมื่อได้รับเงินปันผล เธอก็ยังนำมาลงทุนในหุ้นบริษัทของเธออีก

จนเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิต หุ้น 3 หุ้นของคุณยาย กลายเป็นหุ้นมากกว่า 100,000 หุ้นในอีก 43 ปีต่อมา และหุ้นทั้งหมดมีมูลค่ารวมกันกว่า 7 ล้านเหรียญ

บรรดาที่ปรึกษาทางการเงิน (financial advisor) ที่ได้ยินเรื่องของคุณยายต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคุณยายนั้น ถือเป็นความโชคดีที่ไม่ได้เกิดขึ้นกันบ่อยๆ เพราะในมุมมองของพวกเขาแล้ว “การใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเพียงใบเดียว” ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงเอามากๆ เพราะมีโอกาสที่เราจะสูญเสียเงินทั้งหมดจากการลงทุนไปได้ ยิ่งเป็นการลงทุนในบริษัทที่ตัวเองทำงานอยู่ด้วยแล้วละก็ ยิ่งถือว่ามีความเสี่ยงมากเข้าไปอีก เพราะนั่นคือ การลงทุนโดยเอาทุกสิ่งทุกอย่างใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียวกันอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ เพราะหากบริษัท Abbott Laboratories ที่คุณยาย Groner ทำงานอยู่เกิดประสบกับปัญหาในการดำเนินธุรกิจ ก็จะส่งผลกระทบต่อตัวงานประจำของคุณยายเอง รวมถึงหุ้นที่ซื้อไว้โดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ที่ปรึกษาทางการเงินส่วนใหญ่จึงนิยมให้คำแนะนำในการลงทุนว่าควรลงทุน “แบบกระจายความเสี่ยง” (diversify portfolio)

“โชคดีที่บริษัทของคุณยายไม่เป็นเหมือน Enron, General Motors หรือ Bear Stearns” นักการเงินบางรายวิพากษ์วิจารณ์คุณยายราวกับเป็นคนโชคดีถูกล๊อตเตอรีรางวัลที่หนึ่ง

ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร สุดท้ายผมมองว่า คุณยาย Groner เป็นผู้ชนะตัวจริง เพราะตลอดเวลาของการใช้ชีวิต แม้ใครจะมองว่าคุณยายต้องใช้ชีวิตแบบมัธยัสถ์เกินเหตุ แต่อย่างน้อย เท่าที่ได้อ่านจากบทความวันนั้น ไม่มีบทความตอนไหนที่ระบุว่าคุณยายไม่มีความสุขในชีวิต ตรงกันข้าม คุณยายเป็นผู้เลือกใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้อย่างแท้จริง

สำหรับเรื่องการลงทุน ผมไม่แน่ใจว่าคุณยายเป็นคนที่รู้เรื่องการลงทุนหรือไม่ อย่างไร แต่อย่างน้อยการลงทุนของคุณยายก็ไม่ได้ผิดอะไร หากคุณยายได้พิจารณาแล้วว่า บริษัทยาของคุณยาย เป็นบริษัทที่ดี น่าลงทุน และเมื่อลงทุนไปแล้วทำให้คุณยายนอนหลับฝันดี เพราะมั่นใจว่าวางเงินไว้ถูกที่ถูกทาง การลงทุนนี้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย

วอร์เรนต์ บัฟเฟตต์ นักลงทุนอันดับหนึ่งของโลก เคยกล่าวกฎทอง 3 ข้อในการพิจารณาการลงทุนไว้ว่า 1) จงเลือกบริษัทที่ดี มีคุณภาพ 2) บริหารจัดการด้วยผู้บริหารที่เก่ง และน่าเชื่อถือ และ 3) เข้าซื้อในราคาที่เหมาะสม หากยึดที่ว่านี้ ไม่ว่าจะมองมุมไหน การตัดสินใจของคุณยาย Groner ก็อาจใช้วิธีคิดง่ายๆ ตามหลักคิดของบัฟเฟต์ก็ได้ (แต่จะว่าไปคุณยายน่าจะเริ่มลงทุนก่อนบัฟเฟตต์นะ ผมว่า)

ส่วนเรื่องของ “การกระจายการลงทุน” นั้น ผมเห็นด้วยกับประโยคของบัฟเฟตต์ ที่ว่า “Diversification is a protection against ignorance” แปลเป็นไทยให้แรงหน่อยก็คือ “การกระจายความเสี่ยง คือ ข้ออ้างของคนที่ไม่รู้เรื่องการลงทุน” ดังนั้น นักลงทุนที่เก่งจึงไม่นิยมกระจายการลงทุนครับ

ท้ายที่สุด ผมมองว่าสิ่งที่คุณยาย Groner ทำนั้นช่างสวยงามเหลือเกิน นั่นคือ ใช้ชีวิต 100 ปี บนโลกมนุษย์อย่างมีความสุขทุกขณะจิต ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป และจากไปอย่างสงบสุข ทิ้งประโยชน์ไว้ให้กับคนด้อยโอกาสที่อยู่เบื้องหลัง ถ้าคนไทยเราคิดกันได้แบบนี้ ประเทศของเราก็น่าจะมีความสุขดีไม่น้อย

ไปๆ มาๆ จบแบบนี้ได้ยังไงไม่ทราบ คาดว่าเป็นเพราะสถานการณ์ชี้นำ

พบกันฉบับหน้าครับ

------------------------------------------------------------------------------------------

สนใจสั่งซื้อหนังสือ “Financial Literacy – เคล็ด (ไม่) ลับ สู่ความมั่งคั่งทางการเงิน” ติดต่อได้ที่ www.bizkons.com

------------------------------------------------------------------------------------------

คอร์สสัมมนา “Financial Literacy” รุ่นที่ 19 (เรียนวันที่ 22-23 พฤษภาคม และ14 สิงหาคม รวม 3 วัน) เรียนรู้การเงินตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน จนถึงสามารถวางแผนการเงินที่เหมาะสมให้กับตัวเองได้ เปิดรับสมัครแล้ว สนใจรายละเอียดติดต่อได้ที่ www.bizkons.com 

-----------------------------------------------------------------------------------------

โดย Davinci

 

กลับไปที่ www.oknation.net