วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงพ่อผอง ธมมธีโร วัดพรหมยาม ตอน เสาร์ห้าในรอบร้อยปีกับไตรบารมี บารมีของครูบาอาจารย์


จำได้ว่าตอนเด็กๆ ผมเคยซื้อหนังสือพระเครื่องมาอ่าน ในหนังสือเล่มนั้นมีเรื่องของ “หลวงพ่อทบ ธมมปญโญ” หรือ “พระครูวิชิตพัชราจารย์” วัดพระพุทธบาทเขาน้อยชนแดน ซึ่งเป็นตอนที่ “ปลัดวิโรจน์ พรหมประเสริฐ” ปลัดอำเภอชนแดน ได้นั่งรถโดยสารประจำทางและประสบกับเหตุการณ์คนร้ายจำนวน ๙ คนร่วมกันปล้นผู้โดยสารที่นั่งมากับรถเมล์คันดังกล่าว

ในเหตุการณ์มีการดวลปืนระหว่างโจรทั้ง ๙ คนกับปลัดอำเภอคนเดียวที่มีกระสุนปืนติดกระบอกปืนเพียง ๖ นัดเท่านั้น 

บทสรุปของเหตุการณ์ครั้งนั้นจบลงตรงที่ คนร้ายถูกยิงเสียชีวิตไป ๒ ราย บาดเจ็บ ๑ ราย ที่เหลือสามารถหลบหนีไปได้ ส่วนปลัดอำเภอใจเพชรถูกยิงแต่ไม่เข้าเป็นเพียงแค่ยางบอน นับบาดแผลได้รวมทั้งสิ้นกว่า ๕๐ แผล ซึ่งสิ่งที่ช่วยให้ปลัดอำเภอท่านนี้รอดชีวิตมาได้เกิดจาก คุณของบิดามารดาและบารมีจากคาถาของหลวงพ่อทบ ที่ได้ภาวนาไว้ในใจตลอดเวลาที่ต่อสู้กับคนร้าย

 

ต้องยอมรับครับว่าเรื่องราวดังกล่าวทำให้ผมต้องเปลี่ยนใจจากการซื้อหนังสือฟุตบอลหันมาซื้อหนังสือพระเครื่องแทน  ซึ่งเมื่อได้ติดตามอ่านต่อไปเรื่อยๆ จึงทราบว่าดวงตาของหลวงพ่อทบได้มืดสนิทลงในช่วงท้ายๆ ของชีวิตท่าน..  

หลวงพ่อเขียน ธมภรขิตโต วัดสำนักถ้ำขุนเณร จังหวัดพิจิตร สหธรรมิกองค์สำคัญของหลวงพ่อทบ ได้เคยทำนายไว้ว่า (ประมาณนี้) 

“ต่อไปดวงตาของหลวงพ่อทบจะมองไม่เห็น” 

ซึ่งหลวงพ่อทบได้กล่าวตอบหลวงพ่อเขียนว่า 

“ถึงตาของท่านจะมองไม่เห็น แต่ท่านก็อายุยืนยาวนานกว่าหลวงพ่อเขียน” 

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่หลวงพ่อทั้งสององค์นี้สนทนากันก็เป็นความจริง กล่าวคือหลวงพ่อทบ ท่านเริ่มมองไม่เห็นในช่วงอายุ ๘๓ ปี(พ.ศ.๒๕๐๗) ขณะที่เวลานั้นหลวงพ่อเขียนท่านอายุได้ ๑๐๘ ปี

ในปีเดียวกันนั้นหลวงพ่อเขียนท่านก็ได้มรณภาพลงตามที่หลวงพ่อทบได้ทำนายเอาไว้(หลวงพ่อเขียนมรณภาพ ปี ๒๕๐๗ อายุ ๑๐๘ ปี) ส่วนหลวงพ่อทบได้มรณภาพถัดจากหลวงพ่อเขียนในอีก ๑๒ ปีต่อมา(พ.ศ.๒๕๑๙)

 

หลังจากที่หลวงพ่อทบได้มรณภาพ สังขารของท่านไม่เน่าเปื่อยและแข็งคล้ายๆ หิน ตรงกับคำสั่งเสียสุดท้ายของท่านที่ว่า

“เมื่อท่านมรณภาพให้เก็บสังขารของท่านเอาไว้อย่าเผาเป็นอันขาด มิฉะนั้นโบสถ์ของวัดช้างเผือกก็จะสร้างไม่เสร็จ” 

ปัจจุบันสังขารของหลวงพ่อทบถูกบรรจุไว้ในหีบแก้ว ณ มณฑปของวัดช้างเผือก ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายที่หลวงพ่อทบได้เข้ามาบูรณะก่อนมรณภาพ 

เป็นความจริงครับที่ว่าความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทบยังคงอยู่ เพราะทุกวันนี้ยังมีผู้คนที่รอดชีวิตจากวัตถุมงคลของท่านอยู่เสมอ หรืออีกหลายคนที่ประสบความสำเร็จจากการบนบานกับสังขารของท่าน หากมองกันด้วยตาเห็น บรรดาธูปเทียนและดอกไม้ที่วางสักการะหน้าหีบศพของท่านคงจะเป็นเครื่องบ่งชี้ศรัทธาของผู้คนได้อย่างชัดเจน

 

เมื่อไม่นานมานี้ครับ เพื่อนของผมได้ส่งหนังสือประวัติของ”หลวงพ่อผอง ธัมมธีโร” หรือ “พระครูธีรพัชโรภาส” เจ้าอาวาส”วัดพรหมยาม” ตำบลสามแยก อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ มาให้อ่าน หลังจากที่ได้ส่งภาพถ่ายของท่านมาเรียกน้ำย่อยล่วงหน้าก่อนแล้วพักใหญ่ 

จากที่ได้อ่านทำให้ผมทราบว่าในช่วงที่หลวงพ่อทบ มีชื่อเสียงโด่งดังและเป็นที่นับถือของคนทั่วไป “หลวงพ่ออ้วน” หรือ “พระครูวิชาญพัชรกิจ” เจ้าอาวาสวัดสว่างเนตร(ในสมัยนั้น) ท่านก็มีชื่อเสียงไม่เบาเหมือนกัน โดยเฉพาะในเขต ดงขุย ท่าข้าม สากเหล็ก ทับคล้อ ตะพานหิน ฯลฯ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักหลวงพ่ออ้วน ว่ากันว่าหลวงพ่ออ้วนองค์นี้เยี่ยมยุทธไม่น้อยไปกว่าหลวงพ่อทบทีเดียว

แต่ก็น่าเสียดายครับที่ประวัติของหลวงพ่ออ้วนไม่ค่อยมีคนบันทึกเก็บเอาไว้นัก ทำให้เกิดการขาดตอนของเรื่องราวต่างๆ ที่น่าสนใจ คงทราบเพียงแต่ว่าหลวงพ่ออ้วนท่านเป็นพระที่เก่งและวัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์มากพอสมควร

 

หลวงพ่อผอง ท่านมีชื่อเดิมว่า “ผอง” นามสกุล “อินทรผล” เกิดเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๔๖๗ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๕ ปีชวด ที่บ้านหันน้อย ตำบลหนองมะเขือ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น บิดาชื่อ “นายหลอด อินทรผล” มารดาชื่อ “นางบุญโฮม ผลโพธิ์” หลวงพ่อผองท่านเป็นบุตรชายคนโตและมีพี่น้องร่วม ๗ คนครับ  

บันทึกประวัติชีวิตในวัยเยาว์ของหลวงพ่อทำให้ทราบว่า หลวงพ่อผองท่านมีจิตใจที่ใฝ่ทางธรรมมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ เพราะหลวงพ่อเป็นเด็กที่มีนิสัยโอบอ้อมอารี ขยันเรียนหนังสือ

ถ้าเพื่อนๆ ยังจำกันได้จะพบว่าในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งก็เป็นเวลาที่พอดีกับหลวงพ่อผองท่านเรียนจบชั้น ม.ศ.๓

กล่าวกันว่าในยุคสมัยนั้น ใครเรียนจบได้ขนาดนี้ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้สูง สามารถเข้ารับราชการได้อย่างสบายๆ แต่หลวงพ่อกลับไม่สนใจและเข้ารับการฝึกเป็นกองทหารอาสา ในปี พ.ศ.๒๔๘๘ แต่ยังไม่ทันได้ออกไปรบสงครามก็ยุติลงเสียก่อน ดังนั้นในปีต่อมาคือ พ.ศ.๒๔๘๙ ท่านจึงได้เข้าอุปสมบท 

หลวงพ่อผอง อุปสมบทเมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๔๘๙ ตรงกับวันจันทร์แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ ณ วัดศรีชมชื่น ตำบลบ้านเรือ อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น มีพระครูปฏิพัทธ์ธรรมคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ 

ว่ากันว่าคนเรายิ่งรู้มากก็จะยิ่งเข้าใจและเห็นคุณค่าของความรู้ 

ชีวิตในพระพุทธศาสนาของหลวงพ่อจึงเริ่มพรรษาแรกที่วัดโพธิ์ชัย ๑ พรรษา ตามด้วยวัดสระแก้วอีก ๑ พรรษาก่อนที่ท่านจะกราบลาพระอุปัชฌาย์ของท่านออกเดินธุดงค์ไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการฝึกจิตปฏิบัติธรรมพร้อมกับแสวงหาครูบาอาจารย์ที่เก่งๆ เพื่อศึกษาทางด้านวิชาอาคม เส้นทางการเดินธุดงค์ของหลวงพ่อเริ่มจากภาคอีสาน ลงมายังภาคกลาง เช่น สระบุรี อยุธยา ชัยนาท ฯลฯ 

ในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าคนเราเกิดมาและพบกันในชาตินี้ย่อมแสดงว่าชาติที่แล้วเคยพบกันและผูกพันกันมาก่อน ซึ่งเรื่องแบบนี้ถือเป็นเรื่องปกติในเชิงพุทธครับ เพราะหลังจากที่หลวงพ่อผองท่านตัดสินใจที่จะเดินธุดงค์ขึ้นไปทางภาคเหนือ ด้วยเหตุผลว่าทางภาคเหนือนั้นยังคงไว้ซึ่งธรรมชาติป่าเขาที่สงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม  

ในระหว่างที่ท่านเดินธุดงค์ผ่านมาแวะพักที่ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ท่านได้รับการชักชวนจาก “หลวงพ่ออ้วน” หรือ “พระครูวิชาญพัชรกิจ” วัดสว่างเนตร (สมัยนั้น) ให้มาอยู่ด้วยกัน เพื่อสร้างถาวรวัตถุและสอนหนังสือแก่พระภิกษุสามเณร

ตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าปีที่อยู่ที่นี่ท่านได้สอนหนังสือและขอศึกษาวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่ออ้วนไปพอสมควร หลังจากนั้นท่านได้เดินทางมากราบและฝากตัวเป็นศิษย์”หลวงพ่อทบ”ที่วัดเขาน้อย (วัดพระพุทธบาทเขาน้อย)

 

หลวงพ่อเล่าว่าหลวงพ่อทบเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์และมีความขลังในคาถาอาคมเป็นอย่างมาก เช่นครั้งหนึ่งหลวงพ่อผองได้เดินทางไปบวชพระกับหลวงพ่อทบและพระลูกวัดที่อำเภอวังโป่ง สมัยนั้นอำเภอวังโป่งยังคงเป็นตำบลวังโป่งอยู่ เส้นทางคมนาคมกันดารและลำบากมาก การเดินทางจะต้องใช้เดินเท้าเข้าไปหรือไม่ก็ต้องอาศัยรถของพวกชักลากไม้  ด้วยความที่วังโป่งยังคงมีสภาพเป็นป่าดงดิบรกร้างแล้ว ป่าวังโป่งในสมัยนั้นยังอุดมและชุกชุมไปด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ เช่น ช้าง เสือ หมี ฯลฯ 

หลังจากที่การบวชพระใหม่เสร็จสิ้นลง หลวงพ่อทบ หลวงพ่อผองและพระลูกวัดอีก ๓ รูป ได้เดินเท้ากลับออกมาจากตำบลวังโป่ง (ระยะทาง วังโป่ง-ชนแดน ประมาณ ๒๕ กิโลเมตร) พอเดินมาได้สักพักก็มีรถบรรทุกไม้วิ่งออกมาและได้วิ่งเลยพวกท่านไปจนลับตา

หลวงพ่อเล่าว่าพอรถลับสายตาไปแล้ว หลวงพ่อทบท่านได้ออกมายืนกลางถนนแล้วยกมือทั้งสองข้างขึ้น ทำท่ากวักขึ้นลงช้าๆ สองสามครั้ง พร้อมกับบริกรรมคาถาไปด้วย ชั่วเวลาไม่กี่อึดใจรถบรรทุกไม้คันเดิมที่ได้วิ่งเลยไปจนลับสายตาก็วิ่งกลับมารับหลวงพ่อทบ หลวงพ่อผองพร้อมด้วยพระลูกวัดทั้งหมดขึ้นรถพามาส่งที่ชนแดน

 

จะว่าไปแล้วในยุคสมัยนั้นหลวงพ่อทบท่านเป็นพระขวัญใจชาวบ้านจริงๆ ครับ เล่ากันว่าลูกหลานบ้านไหนหากจะบวชเป็นต้องมานิมนต์หลวงพ่อทบไปนั่งเป็นพระอุปัชฌาย์ นอกเหนือจากความศรัทธาที่ชาวบ้านมีต่อหลวงพ่อทบแล้ว เหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือโดยอุปนิสัยส่วนตัวแล้ว หลวงพ่อทบท่านเป็นพระใจดีมีเมตตา และเป็นพระอุปัชฌาย์ที่มุ่งเน้นการบวชกุลบุตร เพื่อสืบทอดอายุของพระพุทธศาสนาจริงๆ  

การบวชพระในสมัยก่อนลำบากมากครับ ซึ่งในประเด็นนี้หลวงพ่อผองได้เล่าว่า... เมื่อก่อนชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลจากวัดเขาน้อย ประมาณว่าอยู่กันต่างบ้านต่างอำเภอออกไป เช่น ดงขุย ท่าข้าม นาเฉลียง ฯลฯ ที่มีความศรัทธาต่อหลวงพ่อทบและอยากจะให้หลวงพ่อทบไปบวชลูกบวชหลานของตัวเอง จะต้องนัดแนะวันบวชกับท่านให้ดี เพราะหลวงพ่อทบและพระคู่สวด (หลวงพ่อผองและพระอาจารย์เพ็ง) เมื่อจะเดินทางไปบวชพระแต่ละครั้ง จะต้องพักค้างคืนที่วัดในหมู่บ้านนั้นๆ 

เวลาจะบวชก็ต้องบวชกันทีละ ๒๐-๓๐ คน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเที่ยวเสียเวลาในการเดินทางไป เพราะการเดินทางในสมัยนั้นลำบากมากๆ รถประจำทางจะมีแต่บริเวณถนนใหญ่ที่รถผ่านได้เท่านั้น ถ้าเป็นหมู่บ้านที่อยู่ลึกไปจากถนนใหญ่ จะต้องเดินด้วยเท้าเข้าไปอย่างเดียว ประกอบกับชาวบ้านแถบเพชรบูรณ์ทั่วไปในยุคนั้น (๒๔๙๒-๒๕๐๖) จะหาคนที่มีรถยนต์ส่วนตัวยากมากๆ คนที่จะมีรถส่วนตัวจะต้องเป็นคนที่มีฐานะมั่นคั่งจริงๆ เพราะรถยนต์ในสมัยนั้นราคาแพงมากๆ 

ความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อทบกับหลวงพ่อผอง ในฐานะพระอุปัชฌาย์กับพระคู่สวด ถือเป็นบทบาทสำคัญในกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ดำเนินมายาวนานมากกว่าสิบปี ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวเมื่อมีโอกาสที่อำนวย หลวงพ่อทบท่านก็จะเมตตาสอนวิชาความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับคาถาอาคมให้กับหลวงพ่อผอง โดยสอนควบคู่ไปกับลูกศิษย์ท่านอื่น เช่นพระอาจารย์เพ็ง ฯลฯ จนจบสิ้น (พระอาจารย์เพ็งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อทบอีกรูปหนึ่งที่มีส่วนช่วยหลวงพ่อทบจารตะกรุด)

 

หลวงพ่อเล่าว่า เคล็ดลับการปลุกเสกเครื่องรางของขลังให้เกิดความขลังและมีพุทธคุณที่หลวงพ่อทบได้สอนไว้คือ

“การจะปลุกเสกพระเครื่องและเครื่องรางของขลังให้ศักดิ์สิทธิ์ได้นั้น ใจจะต้องนิ่งสงบจากกิเลส จิตจะต้องแข็งได้ฌาน จะปลุกเสกอะไรสิ่งนั้นก็จะดีไปหมด” 

ถ้าจะถามต่อว่าเคล็ดลับดังกล่าวทำแล้วมันจะขลังจริงหรือไม่ คำถามนี้ผมมีคำตอบเตรียมไว้ให้แล้วครับ 

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๙ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. นายเทียนชัย สุทธิประภา บ้านอยู่ที่สามแยกวิเชียรบุรี มีอาชีพรับจ้างทำไก่ย่าง ช่วงหัวค่ำของวันนั้น นายเทียนชัย ได้ออกไปนั่งกินเหล้ากับบรรดาเพื่อนๆ ประมาณ ๔-๕ คน ที่ร้านอาหารในตลาดบ้านสาม แยกวิเชียรบุรี 

ช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้นนายเทียนชัยได้ลุกมานอนที่เปลที่แขวนไว้หน้าร้านอาหารใกล้ๆ กับวงเหล้าที่ตัวเองกินอยู่ โดยที่เพื่อนของนายเทียนชัยยังคงนั่งกินเหล้ากันอย่างสนุกสนานอยู่ที่โต๊ะ ในขณะนั้นได้มีวัยรุ่นคู่อริที่อยู่หมู่บ้านข้างๆ กัน ๒ คน ขับรถมอเตอร์ไซด์เข้ามาจอดระยะห่างประมาณ ๘ เมตร

ทันใดนั้น ๑ ในวัยรุ่นได้ชักปืนลูกซองสั้นแบบไทยประดิษฐ์ขึ้นมาแล้วง้างนกสับยิงนายเทียนชัยที่นอนอยู่โดยไม่ทันระวังตัว เสียงดัง แชะ นายเทียนชัยพร้อมกับพวกได้หันไปมองตามเสียงที่ดังมา ก็เห็นวัยรุ่นคนเดิมยังคงง้างนกสับยิงปืนอีก ๑ ครั้ง แต่ครั้งนี้ปืนก็ยังคงดัง แชะ อยู่เหมือนเดิม 

วัยรุ่นคู่อริเมื่อเห็นว่ากลุ่มของนายเทียนชัยหันมาเห็นแล้วว่า ตนเองนั้นได้เข้ามาลอบยิงนายเทียนชัยที่เคยมีเรื่องกันมาก่อน จึงได้ง้างนกสับไกยิงไปอีกถึง ๒ ครั้งติดต่อกัน เสียงดัง แชะ แชะ ว่ากันว่าการยิงทั้ง ๔ ครั้งที่ลูกปืนด้าน วัยรุ่นคู่อริหวังยิงไปที่นายเทียนชัยแต่เพียงคนเดียวเพราะเคยมีเรื่องชกต่อยกันมาก่อน 

พอนายเทียนชัยและเพื่อนเห็นว่าคู่อริเอาปืนมาจ่อยิงตนเอง จึงได้วิ่งหนีเข้าไปในร้านอาหารและออกไปทางด้านหลังร้าน จังหวะนั้นวัยรุ่นคู่อริของนายเทียนชัยจึงได้สับไกยิงไปอีกครั้งที่โต๊ะอาหาร ที่ยังมีเพื่อนของนายเทียนชัยนั่งอยู่

ผลของการยิงในครั้งนี้ปรากฏว่าปืนได้ยิงออกและลูกปืนได้ถูกเพื่อนของนายเทียนชัย ที่ยังคงนั่งอยู่โดยคิดว่าตัวเองนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคู่อริจึงไม่ได้วิ่งหนีตามนายเทียนชัยไป 

เหตุการณ์ระทึกขวัญจึงจบลงตรงที่เพื่อนของนายเทียนชัยที่นั่งอยู่ได้รับบาดเจ็บ โดยโดนยิงเข้าที่ต้นขา ท่อนแขนขวาและบริเวณหลัง ซึ่งในวันที่เกิดเหตุนายเทียนชัย สุทธิประภา ได้ห้อยเหรียญรุ่น ๒ ปี ๒๕๓๖ ของหลวงพ่อผอง วัดพรหมยามอยู่เพียงเหรียญเดียว

 

ซึ่งกรณีของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้บันทึกได้ตั้งขอสันนิษฐานที่น่าคิดไว้ว่า เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเหมือนกันที่ปืนลูกซองสั้นใส่ลูกครั้งเดียว พอยิงแล้วจึงหักลำกล้องคัดปลอกลูกปืนออก การยิงแล้วแต่ลูกปืนด้านถ้าเป็นการด้านเพียงครั้งเดียวก็พอจะเป็นไปได้

แต่นี่วัยรุ่นที่ก่อเหตุยิงนายเทียนชัย ได้ง้างนกสับยิงลูกปืนลูกเดียวถึง ๔ ครั้งแต่ลูกปืนก็ยังคงยิงไม่ออก แต่พอจังหวะที่นายเทียนชัย (แขวนเหรียญหลวงพ่อผอง รุ่นที่ ๒) ได้วิ่งหนีไปเหลือแต่เพื่อนที่นั่งอยู่ การยิงครั้งนี้จึงสามารถยิงออกและไปโดนเพื่อนของนายเทียนชัยที่นั่งอยู่จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด... 

ครับ เรื่องนี้คือหนึ่งในหลายๆ ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีวัตถุมงคลของท่านติดตัว การเสกพระจนมีความชัดเจนในพุทธคุณ สามารถวัดกันเป็นรูปธรรมได้จากเรื่องเบาๆ ประเภทว่า โดนยิงแต่ไม่ออก หรือถ้าชอบแบบหนักๆ ประเภทฟ้าผ่าไม่เป็นอะไรก็ยังเคยมีคนประสบ

กรณีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าวเคยมีคนไปถามหลวงพ่อผองว่า ทำไมพระของท่านจึงมีประสบการณ์ดี หลวงพ่อผองท่านจะหัวเราะชอบใจแล้วก็จะบอกทุกครั้งว่า

 

“คนเขายังไม่ถึงที่ตายก็เลยไม่ตาย” 

จะว่าไปแล้วในทุกวันนี้เราต้องยอมรับครับว่า วัตถุมงคลก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการเสริมสร้างคุณภาพของจิตใจ หลวงพ่อผองจัดว่าเป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นใหญ่ที่ได้รับความเชื่อถือจากคนเพชรบูรณ์และผู้นิยมความขลังทั่วไปว่า “เสกวัตถุมงคลได้อย่างมีคุณภาพ” ถึงท่านจะเคยสร้างวัตถุมงคลออกมาหลายแบบ เช่นพระเนื้อว่าน เหรียญ รูปหล่อ ฯลฯ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของบรรดาลูกศิษย์  

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าลำพังการเสกพระให้ขลังอย่างเดียว คงจะไม่สามารถมัดจิตใจให้คนศรัทธาท่านได้มากขนาดนี้ เพราะจากที่ศึกษาประวัติของท่านจะเห็นได้ว่า หลวงพ่อผอง ท่านเป็นนักปฏิบัติตัวยง การออกเดินธุดงค์ การเจริญสมาธิและบำเพ็ญเพียรภาวนาตามแนวทางที่ได้ร่ำเรียนมาจากหลวงพ่อทบ มีส่วนสำคัญที่ทำให้หลายต่อหลายคนเกิดความเลื่อมใสขึ้นกับตัวท่าน

  

ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า “ปฏิปทา” ของท่านจัดว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่แสดงถึงที่มาของ “อำนาจแห่งความศรัทธาและการยอมรับ” ซึ่งโดดเด่นมากกว่าเรื่องของความขลังทีเดียว เช่น 

ประการแรก หลวงพ่อเป็นพระที่สมถะและไม่มีสมบัติส่วนตัว 

หลวงพ่อผอง ท่านเป็นพระที่มีตำแหน่งหน้าที่หลายอย่างครับ เช่น เจ้าคณะตำบล พระอุปัชฌาย์ ฯลฯ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ท่านจะมีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ถึงลูกศิษย์จะถวายปัจจัยให้ท่านมากเพียงใดก็ตาม ท่านจะนำออกมาสร้างวัดและบำเพ็ญทานบารมีจนหมดสิ้น

ทุกวันนี้ท่านใช้ชีวิตอยู่อย่างสมถะ อยู่ในกุฏิเล็กๆ เหมือนพระลูกวัดทั่วไป ลูกศิษย์บางคนเคยถวายของให้ท่านใช้ก็มีคนมาลักขโมยไป แต่ท่านก็ไม่เสียดายกลับบอกว่า  

“ช่างมันเถอะ หายแล้วก็หายไป” 

ประการที่สอง หลวงพ่อเป็นพระที่พูดน้อยและวาจาศักดิ์สิทธิ์ 

หลวงพ่อท่านเป็นพระที่พูดน้อยและจะพูดแต่คำสัตย์จริง ใครมาสนทนาด้วย ถามหนึ่งคำท่านก็จะตอบหนึ่งคำไม่ว่าจะสนิทแค่ไหน ซึ่งโดยส่วนมากแล้วท่านมักจะเป็นเพียงแต่ผู้รับฟัง การปฏิบัติในเรื่องนี้ของท่านเป็นไปอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันไม่ว่าลูกศิษย์คนนั้นจะเป็นคนยากจนหรือร่ำรวยเงินทอง

ประเด็นเด็ดคือถ้าท่านห้ามคนไหนไม่ให้ทำอะไรแต่คนๆ นั้นไม่เชื่อท่าน  เป็นอันเสร็จทุกราย เรื่องนี้บรรดาลูกศิษย์ทุกคนทราบกันดีเพราะมีประสบการณ์ให้เห็นหลายรายแล้วครับ 

ประการที่สาม ท่านชอบบำเพ็ญทานบารมี 

หลวงพ่อได้ชื่อว่าเป็นพระที่ชอบบริจาคทานครับ ไม่ว่าลูกศิษย์หรือชาวบ้านไปขออะไรกับท่าน เมื่อท่านพิจารณาแล้วเห็นว่าของสิ่งนั้นไม่ใช่ของสงฆ์ ท่านก็จะสละให้หมดไม่เคยหวง

เงินทองส่วนตัวของท่านก็ไม่มี ใครมาถวายปัจจัยท่านก็จะนำไปสร้างวัดจนหมด เด็กๆ ที่อยู่โรงเรียนบ้านพรหมยาม มักจะชอบวิ่งไปขอพระเครื่องบ้าง ขนมบ้าง ฯลฯ ท่านก็ให้หมดไม่เคยหวงหรือเสียดาย เลยครับ 

ประการที่สี่ ท่านมีความเพียรและอดทนสูง 

สมัยที่ท่านมาอยู่สร้างวัดพรหมยามใหม่ๆ ในช่วงกลางคืนท่านจะเดินจงกลมและไม่ยอมนอนจนกว่าการปฏิบัติธรรมจะก้าวหน้าเป็นที่พอใจ ท่านจึงจะยอมจำวัด มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านไปปลุกเสกวัตถุมงคลที่วัดอื่น ก่อนถึงวันงานท่านเป็นหวัดคันคอและไอตลอดเวลา ลูกศิษย์(ผู้บันทึก) ได้กราบเรียนถามท่านว่าจะไปไหวหรือเปล่า ท่านตอบว่า 

“ไม่เป็นอะไร เขานิมนต์แล้วก็ต้องไปสงเคราะห์ศรัทธาของเขา” 

พอถึงวันงานท่านก็ไปตามนิมนต์ทั้งๆ ที่ยังคงมีอาการไออยู่มาก เล่ากันว่าพอไปถึงวัดท่านก็เริ่มไอหนักขึ้นและหนักขึ้นทุกที แต่พอท่านถูกนิมนต์ขึ้นสู่ธรรมาสน์ปลุกเสกวัตถุมงคล ท่านกับนั่งบริกรรมนิ่งและไม่ไอเลยแม้แต่นิดเดียวเป็นเวลาเกือบสองชั่วโมง 

ประการที่ห้า ท่านจะไม่สร้างพระเครื่องโดยไม่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน 

สำหรับปฏิปทาข้อนี้ ผู้บันทึกเขียนไว้ว่า เขาเองก็ไม่ทราบว่าหลวงพ่อผองท่านจะหยั่งรู้ด้วยวิธีการใด แต่ถ้าใครมาขอสร้างพระเครื่องของท่านโดยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ท่านก็จะไม่อนุญาต หรือถ้าใครสร้างพระเครื่องมาโดยพลการไม่บอกท่านก่อน ท่านก็จะไม่เสกให้ ว่ากันว่าเคยมีคนลองหลายรายแล้วแต่ท่านก็ทราบได้หมด ซึ่งท่านได้ให้เหตุผลกับพวกเขาว่า 

“ไม่ดีอย่าทำเลย พระเครื่องจะขลังมีพุทธคุณคุ้มครองผู้ใช้ได้เจตนาการสร้างต้องดี”

 

เมื่อวันเสาร์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา 

ในทางไสยศาสตร์ถือว่าเป็นวันเสาร์ห้า  

เสาร์ห้าหมายถึงวันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ 

ว่ากันว่าเสาร์ห้าปีนี้ ดวงดาวบนท้องฟ้าโคจรในตำแหน่งที่สวยงาม โดยเฉพาะดาวจันทร์และดาวศุกร์ พระจันทร์เป็นดาวแห่งความมีเสน่ห์ เมตตามหานิยม พระศุกร์เป็นดาวแห่งความมั่งมีศรีสุข เชื่อกันว่าในลักษณะของการที่ดาวเรียงตัวกันแบบนี้ ๑๐๐ ปีจะมีเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

ครูบาอาจารย์แต่อดีตนิยมใช้วันเสาร์ห้าในการปลุกเสกของและลงของกันเพราะถือว่าเป็นวันแข็งและแรงที่สุดในทางวิทยาคุณ มีผลให้ของที่เสกหรือของที่ลงในวันนี้มีพุทธคุณและอานุภาพอย่างเอกอุ 

เรื่องเหล่านี้เป็นเคล็ดอันมหัศจรรย์ เป็นศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์ของคนโบราณครับ ผู้ที่ศึกษาอย่างจริงจัง อย่างมีวิจารณญานแล้ว จึงสามารถใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นได้อย่างคุ้มค่า 

สำหรับวันเสาร์ห้าปีนี้คณะศิษย์ได้ขออนุญาตต่อท่าน เพื่อจัดสร้างวัตถุมงคลชุด “ไตรบารมี” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำรายได้ไปหล่อรูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริงของหลวงพ่อทบและหลวงพ่ออ้วน ผู้เป็นบูรพาจารย์ของหลวงพ่อผอง ประดิษฐาน ณ.วัดพรหมยาม เพื่อให้ประชาชนและบรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อทั้งสองได้กราบไหว้และรำลึกถึงคุณงามความดีของหลวงพ่อทบและหลวงพ่ออ้วนครับ 

“ไตรบารมี” คือบารมีของหลวงพ่อทบ บารมีของหลวงพ่ออ้วนและบารมีของหลวงพ่อผอง

 

ว่ากันว่าถึงโลกเราจะหมุนอยู่ทุกวันแต่มันก็ยังหมุนรอบตัวเองครับ  

ถึงแม้ว่าหลวงพ่อทบ วัดพระพุทธบาทเขาน้อยชนแดนและหลวงพ่ออ้วน วัดดงขุย ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อผองจะได้มรณภาพไปนานแล้ว แต่ความเชื่อ ความศรัทธาในหลวงพ่อทั้งสององค์นี้ยังคงมีมาอย่างต่อเนื่องจนมาถึงหลวงพ่อผอง ซึ่งท่านเองก็ได้เจริญรอยตามเส้นทางธรรมของครูบาอาจารย์มาตลอด 

การบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์และดำเนินแนวทางอย่างมั่นคงในกรอบพระวินัยตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น ดูเหมือนจะง่ายๆ แต่ทำยาก ดูเหมือนจะยากแต่ถ้าหากตั้งใจปฏิบัติแล้วก็ง่าย 

ความเป็นผู้ที่รู้จักให้ ก่อให้เกิดความเสียสละ 

ความรู้จักเสียสละช่วยลดสภาวะของความโลภ 

ถ้า “ความศรัทธา” จะวัดกันที่ “ความเป็นของจริง” แล้วละก็ 

หลวงพ่อผอง ธมมธีโร นี่แหละครับคือ “ของจริง” ที่สามารถพิสูจน์ถึงสัจธรรมตามนัยนั้นได้ 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจวัตถุมงคลชุดนี้ก็คงต้องตามล่ากันเอาเองครับ ไม่ต้องห่วงผม เพราะปฏิปทาของผู้เสกบวกด้วยความขลังในรอบ ๑๐๐ ปี ได้จุดประกายให้ผมต้องล่วงหน้าไปก่อน ตั้งแต่อ่านหนังสือประวัติของหลวงพ่อผองจบลงแล้วครับ 

สวัสดีครับ 

 

ขอขอบคุณ เอกสารอ้างอิง หนังสือ เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำป่าสัก พระครูธีรพัชโรภาส (ผอง ธมมธีโร) วัดพรหมยาม ต.สามแยก อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์

คุณนภดล ดวงฤดีสวัสดิ์ ที่ได้กรุณาสำหรับข้อมูลและหนังสือ รูปภาพจากเวปไซด์ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทยสำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำและคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net