วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ช่างสิบหมู่


ช่างสิบหมู่

   ช่างสิบหมู่ คือช่างต่างๆของไทย 10 หมู่ จัดเป็นวัฒนธรรมสาขาหนึ่งที่มีความสำคัญควรค่าแก่การอนุรักษ์ สืบสาน ถ่ายทอด ช่างไทยสิบหมู่เป็นวัฒนธรรมทางด้านศิลปะแขนงหนึ่งในกระบวนช่างไทยซึ่งได้จำแนกแยกแยะงานช่างไว้มากมาย ได้แก่ ช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างกลึง ช่างหล่อ ช่างปั้น ช่างหุ่น ช่างรัก ช่างบุและช่างปูน

ประวัติ

"ช่างสิบหมู่" ในสมัยก่อนเป็นกรมๆหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงอธิบายประทานแก่พระยาอนุมานราชธน ในหนังสือบันทึกความรู้เรื่องต่างๆดังนี้ว่า

"ตามปกติการปกครองเมืองสมัยโบราณ จัดเป็นจตุสดมภ์ คือเป็นกระทรวงเวียง วัง คลัง นา กระทรวงใดมีกิจจะต้องทำสิ่งซึ่งต้องอาศัยฝีมือช่าง ก็ต้องหาช่างชนิดที่ต้องการใช้มารวบรวมตั้งไว้ในกระทรวงนั้นเพื่อใช้ จึงได้มีการช่างมากมายกระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆหลายกระทรวงด้วยกัน ตามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตรัสไว้ ดังจะยกตัวอย่างให้เห็น เช่น กระทรวงวัง มีกรมทหารในกรมรักษาพระองค์ แต่มีกรมช่างทหารในขึ้นอยู่ในกรมทหารในนั้นอีกชั้นหนึ่ง เจ้ากรมคือหลวงประดิษฐ์นิเวศน์ เห็นได้ตามชื่อว่ามีหน้าที่ปลูกสร้างเรือนหลวงในพระราชนิเวศน์ คงมีขึ้นด้วยเหตุที่เจ้ากรมหรือปลัดกรมคนใดคนหนึ่งในกรมทหารในเป็นผู้เข้าใจการปลูกสร้างจึงตรัสใช้ ผู้รับสั่งนั้นก็ต้องเสาะหาช่างมาเป็นลูกมือ งานมากขึ้น ช่างมากขึ้นก็ต้องตั้งขึ้นเป็นกรมทหารใน แม้แต่กรมมหาดเล็กก็ยังมีกรมช่างมหาดเล็ก เป็นอีกกรมหนึ่งเหมือนกัน มีช่างเขียน ช่างปั้นและอื่นๆ ช่างสิบหมู่จึงเป็นชื่อกรมที่รวบรวมช่างไว้มีสิบหมู่ด้วยกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าในบ้านเมืองมีช่างแค่สิบอย่างเท่านั้น ที่กล่าวมาเป็นเพียงตัวอย่างที่ยกมารวมไว้เรียกว่า "ช่างสิบหมู่" "

แท้จริงช่างไทยมีอยู่มากกว่า 10 หมู่ แต่ที่เรียกว่า "ช่างสิบหมู่" ก็เพื่อต้องการจะรวบรวมช่างที่เป็นส่วนสำคัญไว้ก่อนเพียง 10 หมู่ ต่อมาภายหลังจึงได้เพิ่มเติม หรือแยกแขนงออกไปอีกตามลักษณะของงานนั่นเอง ตามบัญชีชื่อช่างที่ขึ้นทำเนียบเป็นช่างหลวงมีดังต่อไปนี้ ช่างเลื่อย ช่างก่อ ช่างดอกไม้เพลิง ช่างไม้สำเภา ช่างปืน ช่างสนะ(จีน) ช่างสนะ (ไทย) ช่างขุนพราหมณ์เทศ ช่างรัก ช่างมุก ช่างปากไม้ ช่างเรือ ช่างทำรุ ช่างเขียน ช่างแกะ ช่างสลัก ช่างกลึง ช่างหล่อ ช่างปั้น ช่างหุ่น ช่างบุ ช่างปูน ช่างหุงกระจก ช่างประดับกระจก ช่างหยก ช่างชาดสีสุก ช่างดีบุก ช่างต่อกำปั่น ช่างทอง

“ช่างสิบหมู่” ช่างสิบหมู่นี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นจำนวนสิบ แต่สิบตัวนี้เป็นภาษาบาลีความเดิมเขียนว่า สิปปะ และหดไปเหลือ ป. ตัวเดียว แล้วลดมาเป็น บ. เป็นสิบ จะให้เข้าใจง่ายว่าช่างสิบประเภทก็เลยไม่มีใครเข้าใจภาษาดั้งเดิม ช่างสิปปะตรงกับในสันสกฤตแปลว่า “ศิลปะ” เพราะในภาษาสันสกฤตใช้ตัว ศ. ศิลปะกับสิปปะในบาลีจึงมีความหมายตรงกัน ช่างสิบหมู่คือช่างงานศิลปะ โดยในราชการของหลวงก็ต้องทำของใช้ในส่วนของราชการส่วนพระ ส่วนราชกุลสกุล และบริการแก่ศาสนา บริการแก่ประชาชนจึงต้องมีช่างไว้มากมายหลายประเภท ช่างเหล่านี้ก็มาจากการรวบรวมคนที่มีความสามารถมีฝีมือจากพื้นถิ่นพื้นบ้านเอามาเป็นช่างหลวงรวมไว้ในหมู่ กรมช่างสิบหมู่เดิมก็ถูกรวมเป็นกรมศิลปากรแล้วก็มาเป็นกองหัตถศิลป์ใน สุดท้ายเปลี่ยนเป็นกรมศิลปากร ในปัจจุบัน ฉะนั้นแล้วช่างสิบหมู่จึงไม่ได้หมายความว่าเป็นช่าง 10 ประเภทอย่างที่บางคนเข้าใจ

          กรมช่างสิบหมู่ เป็นกรมช่างหลวง กรมใหญ่กรมหนึ่งมาแต่สมัยโบราณ ลักษณะ และความสำคัญของช่างสิบหมู่ และกรมช่างสิบหมู่นี้ พึ่งทราบได้จากพระราชดำรัส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแถลง พระบรมราชาธิบาย แก้ไขการปกครองแผ่นดิน เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๐ ทรงมีพระราชดำรัสเรื่อง “กรมช่างสิบหมู่” ขึ้นไว้ให้ทราบดังนี้

“ส่วนซึ่งแบ่งปัน ฝ่ายทหารแต่ทำการฝ่ายพลเรือนนั้น คือ กรมช่างสิบหมู่ ซึ่งแบ่งไว้ในฝ่ายทหารนั้น ก็คงจะ เป็นด้วยช่างเกิดขึ้นในหมู่ทหาร เหมือนทหารอินเยอเนีย แต่ภายหลังมา เมื่อทำการต่างมากขึ้น จนถึงเป็นการละเอียด เช่น เขียน ปั้น แกะสลัก ก็เลยติดอยู่ในฝ่ายทหาร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดในราชการทหาร ไม่ได้ขึ้นกรมพระกลาโหม มีแต่กองต่างหาก แม่กองนั้น มักจะเป็นเจ้านายโดยมาก เมื่อเกิดช่างอื่นๆ ขึ้นอีกก็คงอยู่ในกรมเดิม ฝ่ายพลเรือนบ้าง ทหารบ้าง ไม่เฉพาะว่ากรมช่าง จะต้องเป็นทหาร”

อนึ่ง การช่างต่างๆ ในกรมช่างสิบหมู่นี้ มีช่างทำการร่วมอยู่ด้วยกันหลายประเภท นับเป็นกรมช่างใหญ่ และ เป็นส่วนราชการแต่โบราณ ที่ได้จัดการรวบรวมคน ที่เป็นช่างประเภทต่างๆ มาประจำทำราชการทางการช่าง สนองราชกิจ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นช่างที่ชำนาญการเฉพาะประเภท มีอยู่จำนวนมากกว่าในกรมอื่นๆ

ช่างเขียน
Drawing


           ช่างเขียน คือบุคคลที่มีฝีมือและความสามารถกระทำการช่างในทางวาดเขียนและระบายสี

ให้เกิดเป็นลวดลาย หรือรูปภาพต่างๆ ได้อย่างงดงามเป็นที่พิศวงและเป็นสิ่งน่าพึงตาพอใจแก่ผู้ได้พบ

เห็น                    

                    

           ช่างเขียนแต่โบราณ หรือแต่ละพื้นถิ่นนสยามประเทศได้มีคำเรียกต่างกันออกไป อาทิ

 ช่างแต้ม ช่างเขียนสี น้ำกาว ช่างเขียนลายรดน้ำ เป็นต้น
           ในบรรดาช่างประเภทต่างๆ ในหมวดช่างสิบหมู่ด้วยกัน ช่างเขียนจัดว่าเป็นช่างที่มีความสำคัญ

ยิ่งกว่าช่าง หมู่ใดๆ ทั้งนี้เนื่องจากการวาดเขียนและการเขียนระบายสีเป็นที่ยอมรับนับถือว่าเป็นสื่อ

ที่มีศักยภาพยิ่งสำหรับถ่าย ทอดความคิดสร้างสรรค์ออกมาให้ปรากฏในลักษณะรูปธรรมที่ชัดเจน

สามารถใช้เป็นต้นแบบนำไปสร้างสิ่งต่างๆ ได้ต้องตามความประสงค์ หรือเป็นต้นแบบที่มีความสำเร็จ

และมีคุณค่าเฉพาะในตัวชิ้นงานนั้นโดยตรงดังมีหลักฐาน เป็นที่ปรากฏโดยสำนวนภาษาในหมู่ช่างไทย

แต่ก่อนพูดติดปากต่อๆ กันมาว่า

           "ช่างกลึงพึ่งช่างชัก ช่างสลักแบบอย่างพึ่งช่างเขียน ช่างติและช่างเตียน ดันตะบึงไม่พึ่งใคร"

           อนึ่ง ช่างเขียนหรือสาระสำคัญของวิชาช่างเขียน ยังได้รับความนับถือว่าเป็นหลักใหญ่ที่มี

ความสำคัญกว่า วิชาการช่างศิลปแบบไทยประเพณีทั้งหลายดังจะเห็นได้ว่า ในโอกาสที่ประกอบ

การพิธีไหว้ครูช่างประจำปี และมี การรับผู้เข้ามามอบตัวเป็นศิษย์ใหม่ในสำนักช่างนั้นๆ บุคคลผู้เป็นครู

ช่าง หัวหน้าสำนักช่าง หรือเจ้าพิธีไหว้ครูจะทำ การ "ครอบ" หรือ "ประสิทธิประสาธน์" ให้ผู้ที่เข้า

เป็นศิษย์ใหม่ให้เป็นผู้ได้รับวิชาและการฝึกหัดเป็นช่างต่อไป ได้ทำการ "ครอบ" แก่ศิษย์ใหม่เป็น

ปฐมก็คือวิชาช่างเขียน โดยผู้ครอบจับมือศิษย์ใหม่ให้เขียนลายหรือรูปภาพตาม รอยเส้นลายมือ

ของครูเป็นประเดิม
           งานของช่างเขียน ซึ่งเป็นงานที่มีความสำคัญยิ่งในงานช่างสิบหมู่นั้น มีงานด้านการเขียนวาด

เขียนระบายสี และเขียนน้ำยาชนิดต่างๆ อยู่หลายอย่างหลายชนิดที่นำมาลำดับสาระและอธิบายให้

ทราบได้ ดังต่อไปนี้

งานเขียนระบายสีน้ำกาว

           งานเขียนระบายสีน้ำกาว คือ งานเขียนระบายรูปภาพต่างๆ ด้วยสีฝุ่นสีต่างๆ ผสมกับน้ำกาว

หรือยางไม้บาง ชนิดเพื่อให้สีจับติดพื้ที่ใช้รองรับสีนั้นอยู่ทนได้นาน ช่างเขียนรูปภาพแบบไทยประเพณีแต่กาลก่อนจึงเรียกว่า งานเขียนระบายสีน้ำกาว และเรียกรูปภาพหรือลวดลายซึ่งเขียนด้วยวิธีการเช่นนี้ว่า ภาพหรือลายสีน้ำกาว
           อนึ่ง งานเขียนรูปภาพตามวิธีที่อ้างมานี้ ในชั้นหลังได้มีผู้เรียกว่าภาพเขียนสีฝุ่น ก็มี ทั้งนี้เนื่อง

มาแต่ "สี" ต่างๆ ที่ช่างเขียนภาพแบบไทยประเพณีใช้เขียนระบายรูปภาพนั้น ลักษณะเป็นผงหรือเป็น

ฝุ่น ก่อนที่จะนำมาผสมกับน้ำ กาวหรือยางไม้บางชนิดให้มีคุณสมบัติพร้อมใช้เขียนระบายรูปภาพ

สีต่างๆ เหล่านี้ได้จากวัสดุที่เป็นสีต่างชนิดต่าง ประเภท คือ
           สีประเภทที่ได้จากดิน ได้แก่ สีดินขาว สีดินเหลือง สีดินแดง
           สีประเภทที่ได้จากพืช ได้แก่ สีเหลืองจากยางของต้นรง สีครามได้จากต้นคราม สีแดงชาด

ด้จากต้นชาด หรคุณ สีแดงจากเมล็ดในลูกคำเงาะ
           สีประเภทที่ได้จากสัตว์ ได้แก่ สีดำจากถ่านงาช้าง
           สีประเภทที่ได้จากสารประกอบ ได้แก่ สีขาวฝุ่นได้จากสารประกอบสังกะสี สีเขียวได้จากสาร

ประกอบทอง แดง สีแดงแสดได้จากสารประกอบตะกั่ว
           สีแต่ละประเภทตามกล่าวนี้ ได้รับการเตรียมด้วยการป่นให้เป็นฝุ่นมีคุณลักษณะเป็นสี

แต่ไม่มีคุณสมบัติใน การจับติดพื้นที่จะใช้รองรับการเขียนระบาย ดังนี้สีแต่ละสีจึงต้องการสิ่งช่วย

ประสานสีให้จับติดพื้นที่ต้องการเขียน ระบายนั้น สิ่งที่ว่านี้คือ กาวและยางไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง

ช่างเขียนรูปภาพแบบไทยประเพณีแต่สมัยโบราณนิยม ใช้ยางไม้ที่เก็บจากต้นมะขวิด นำมาละลาย

ในน้ำร้อนให้เป็นน้ำยางเหลวและใสใช้ผสมสีฝุ่นสำหรับเขียนระบายรูป ภาพและลวดลาย สมัยหลัง

ช่างเขียนเปลี่ยนไปนิยมใช้กาวชนิดหนึ่งเรียกว่า "กาวกระถิน" แทน เนื่องจากสามารถหา ซื้อได้ง่าย

กว่า กาวหรือยางไม้ซึ่งช่างเขียนได้ใช้ผสมกับสีฝุ่นเพื่อใช้ระบายรูปภาพหรือลวดลาย บางทีเรียกว่า "น้ำยา"
           งานเขียนรูปภาพแบบไทยประเพณี มีคตินิยมที่สำคัญประการหนึ่ง คือ นิยมใช้ทองคำเปลวปิด

ประกอบร่วมกับ การเขียน เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญหรือแสดงคุณค่าขององค์ประกอบของรูปภาพ

หรือลวดลายตามความประ สงค์ของช่างเขียน ซึ่งช่างเขียนได้ใช้ยางไม้ชนิดหนึ่ง คือ ยางสดที่กรีดและ

เก็บมาจากต้นมะเดื่อชุมพร ลักษณะเป็น น้ำยางสีขาว เหนียวพอสมควรใช้ทาลงบนพื้นบริเวณที่ต้องก

ารจะปิดทองคำเปลวแต่เพียงบางๆ ผึ่งทิ้งไว้ให้ยาง หมาดพอสมควร จึงปิดทองคำเปลวติดเข้ากับบริเวณ

ที่ทายางไว้ ทองคำเปลวจะติดแนบกับพื้นถาวร
           ในการปฏิบัติงานเขียนระบายรูปภาพ ข่างเขียนแต่กาลก่อนต้องเตรียมการจัดหาวัสดุ เตรียม

ทำเครื่องมือ สำหรับเขียนระบายรูปภาพด้วยตนเองทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องด้วยไม่มีที่จะหาซื้อสี น้ำยา

ครื่องมือ ฯลฯ ได้ง่ายดังเช่นใน ปัจจุบัน ช่างเขียนแต่ก่อนต้องเรียนรู้และฝึกหัดทำพู่กันด้วยขนหูวัว

ทำแปรงสำหรับระบายสีขึ้นจากเปลือกต้นกระดัง งาและรากของต้นลำเจียก เป็นต้น และยังได้ใช้

กะลามะพร้าวซีกที่เรียกว่า "กะลาตัวเมีย" คือกะลาซีกที่ไม่มีรู นำมาใส่สีแต่ละสีและผสมน้ำยาไว้

พร้อมที่จะเขียนระบายรูปภาพ
           งานเขียนระบายรูปภาพด้วยสีน้ำกาวหรือสีฝุ่นอาจทำลงบนพื้นได้หลายชนิดด้วยกัน คือพื้น

ฝาผนังถือปูนบน โครงสร้างก่อด้วยอิฐ พื้นผนังที่เป็นไม้ พื้นชนิดผ้า และพื้นชนิดกระดาษ
           งานของช่างเขียนในขั้นปฏิบัติการเขียนระบายสีทำเป็นรูปภาพแบบไทยประเพณี ที่ได้ถือเ

ป็นแบบแผนกันอยู่ ในหมู่ช่างเขียนมาแต่กาลก่อนอาจลำดับการปฏิบัติการเขียนระบายสีเป็นขั้นตอน

ต่อไปนี้  

ช่างแกะ
Carving



          ช่างแกะ เป็นช่างประเภทหนึ่งในจำพวกช่างสิบหมู่ จัดเป็นผู้ที่มีความสามารถและฝีมือในการ

ช่าง อาจทำการ สร้างสรรค์รูปลักษณ์ที่ประกอบไปด้วยศิลปลักษณะ ประเภทลวดลายหรือรูปภาพให้

ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการ "แกะ"

                                

           คำว่า "แกะ" ซึ่งเป็นวิธีการทำงานของช่างแกะหมายถึง

การสร้างทำให้

เกิดเป็นลวดลายหรือรูป

ภาพขึ้น ด้วยวิธีใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "มีแกะ" แกะ แคะ ควัก ไปตามวิธีการของช่างประเภทนี้
           งานของช่างแกะมักจะเป็นงานขนาดเล็ก เป็นของที่ต้องการความละเอียดประณีตมาก

และมีลักษณะ ศิลปภัณฑ์ที่ได้ใช้วัสดุต่างๆ เช่น ไม้ งาช้าง หิน มัน เผือก ฟักทอง เป็นสื่อสำหรับ

ถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ ความงามและความสามารถของฝีมือช่างแกะให้ปรากฏ
           งานของช่างแกะอาจแสดงออกรูปลักษณ์ในลักษณะงานแกะลอยตัว งานแกะกึ่งพื้นราบ

และงานแกะพื้นราบ และงานแกะเส้นเป็นร่องในพื้น
           ประเภทของงานแกะอาจแบ่งออกตามวัสดุที่นำมาใช้ทำเป็นสื่อทางการแกะเป็นสองประเภท

 คือ
                      งานแกะเครื่องสด
                      งานแกะเครื่องวัตถุถาวร

งานแกะเครื่องสด

           คำว่า "เครื่องสด" หมายถึง วัสดุธรรมชาติที่เป็นของสด เช่น ผลไม้ หัวพืชบางชนิด

หยวกกล้วย เป็นต้น

           งานแกะเครื่องสด หมายถึง งานที่ช่างแกะได้ใช้วัสดุชนิดที่เป็นเครื่องสด แกะทำขึ้นเป็น

ดอกไม้ ใบไม้ ลวดลาย หรือรูปภาพต่างๆ แล้วระบายสีให้ดูสมจริงเพื่อการประดับตกแต่งสิ่งต่างๆ

ให้สวยงาม เป็นการตกแต่งสิ่ง ต่างๆ ให้สวยงามเป็นการตกแต่งอย่างงานกำมะลอใช้ ่งานในช่วงเวลา

ไม่นานเกินกว่า ๓ วัน หรือชั่วเวลาที่เครื่องสด นั้นๆ จะเหี่ยวแห้งไป จึงทำเครื่องสดชุดใหม่มาเปลี่ยน

แทนที่ งานแกะเครื่องสดจึงจัดว่าเป็นการแสดงความสามารถ อย่างสำคัญยิ่งของช่างแกะ เพราะต้อง

ทำการแข่งกับเวลา เนื่องด้วยเป็นของสดต้องทำการให้เสร็จเร็วๆ และงามดี ด้วยก่อนที่เครื่องสดนั้น

จะเหี่ยวเฉาระหว่างทำการแกะสลักและต้องคำนึงถึงอายุของเครื่องสดที่ได้แกะทำสำเร็จ และ นำไป

ใช้การประดับตกแต่งสำหรับงานใดงานหนึ่ง จะต้องสดอยู่ได้พอแก่เวลาของงานนั้นจะสิ้นสุด

 ฉะนี้ช่างแกะ เครื่องสดจึงเป็นช่างที่ต้องมีความชำนิชำนาญ ความสามารถ และฝีมือดียิ่ง
           งานแกะเครื่องสด ในทางปฏิบัติโดยขนบนิยมอย่างโบราณ มีหลักการและวิธีการ เป็นขั้น

เป็นตอนต่อไปนี้

           วัสดุสำหรับงานแกะเครื่องสด
           
คือวัสดุดิบในธรรมชาติต่อไปนี้
           ผลไม้ ได้แก่ ฟักทอง มะละกอ มะเขือ ฯลฯ
           หัวพืช ได้แก่ เผือก มัน กระชาย ฯลฯ
           ผัก ได้แก่ ต้นหอม พริก ผักคะน้า ฯลฯ
           หยวกกล้วย

           อุปกรณ์สำหรับงานแกะเครื่องสด
           ต้องการใช้อุปกรณ์ต่างๆ สำหรับงานประเภทนี้ ดังนี้
           สี มักนิยมใช้สีย้อมผ้าต่างๆ สีอังกฤษ หรือกระดาษอังกฤษ
           ไม้กลัด
           ดอก ไม้ไผ่เกรียกและเหลาเป็นเส้นแบนยาวประมาณ ๑ ศอก
           ลวดดอกไม้ไหว
           เครื่องมือสำหรับงานแกะเครื่องสด
           งานแกะเครื่องสด มีเครื่องมือสำหรับใช้ปฏิบัติงานตามรายการต่อไปนี้
           มีดแกะ มีดแทงหยวก มีดบาง เหล็กหมาด พู่กัน กรรไกร เขียงไม้

การปฏิบัติแกะเครื่องสด

           การปฏิบัติงานแกะเครื่องสด มักแบ่งงานเครื่องสดออกเป็น ๒ ลักษณะซึ่งทำขึ้นต่างวิธีกัน

 แต่อาจทำการอยู่ ร่วมกันและได้ใช้งานตกแต่งในที่เดียวกันก็ได้ หรือแยกงานกันก็ได้ คือ

           การปฏิบัติงานแทงหยวก
           "หยวก" คือ ลำต้นกล้วย ที่ลอกออกมาเป็นกาบ หรือแกนอ่อนของลำต้นกล้วย มีสีขาว

 งานแทงหยวกมักใช้ "หยวก" หรือ "กาบกล้วย" ตานี เพราะมีสีขาวดีและไม่สู้จะเปลี่ยนสีผิวเร็ว
           งานแทงหยวก คือการนำเอากาบกล้วยมาทำให้เป็นลวดลายแบบต่างๆ โดยวิธีแทงด้วย

มีดแทงหยวก ใช้สำหรับงานประดับตกแต่งที่เป็นการชั่วคราว ตัวอย่างเช่น ประดับเบญจารดน้ำ

ประดับร้านม้าเผาศพ ประดับจิตกาธาน เป็นต้น

           การปฏิบัติการงานแกะเครื่องสด เป็นงานช่างแกะที่ดำเนินงานด้วยหลักการและวิธีการต่าง

กันกับการ แทงหยวกกล่าวคือ เป็นการนำเอาผลไม้ หัวพืช ผักชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดที่ต้อง

การใช้มา เจียน จัก แกะ แคะ คว้าน ด้วยเครื่องมือที่เป็น "มีดแกะ" ทำให้เป็นรูปภาพหรือลวดลาย

ต่างๆ เพื่อนำชิ้นงานที่ทำสำเร็จด้วยวิธีแกะนี้ ไปใช้ติดประดับตกแต่ง งานที่ต้องการตกแต่งด้วยเครื่อง

สดนี้ มีตัวอย่างเช่น บายศรีต้น โถข้าวยาคู พานหมากประ จำกัณฑ์เทศน์มหาชาติ กระทงสำหรับเทศ

กาลลอยกระทง เบญจารดน้ำ เป็นต้น

 

ช่างสลัก
Engraving



           ช่างสลัก เป็นช่างประเภทหนึ่งในจำพวกช่างสิบหมู่ เป็นผู้มีความสามารถและฝีมือใน

การช่างทำลวดลาย หรือรูปภาพต่างๆ ขึ้นด้วยวิธีการที่เรียกว่า "สลัก" คำว่า "สลัก" อาจเรียกว่า

จำหลักหรือฉลักก็มี เป็นวิธีการของช่าง ทำให้เป็นลวดลายหรือรูปภาพ โดยวิธีใช้ "สิ่ว" เจาะเป็นต้น

                 

           งานของช่างสลัก เป็นไปในลักษณะศิลปภัณฑ์ที่ทำขึ้นด้วยการใช้วัสดุเหล่านี้ คือ ไม้ หิน

 หนัง กระดาษ เป็นสื่อสำหรับถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ ความงาม และความสามารถของฝีมือ

ให้ปรากฏอาจแสดงออกเป็น รูปลักษณ์ด้วยลักษณะเป็นงานสลักรูปลอยตัว งานสลักรูปกึ่งลอยตัว

 งานสลักรูปกึ่งพื้นราบ และงานสลักรูปบนพื้น ราบ เป็นมาเช่นนี้โดยลำดับแต่โบราณกาล
           งานของช่างสลักและวิธีการของช่างสลักที่เป็นมาตามแบบแผนซึ่งเป็นขนบนิยมและ

อย่างโบราณวิธี การสลัก นั้นมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท และต่างวิธีในการปฏิบัติงานซึ่งแตกต่าง

ออกไปบ้างเล็กน้อย เป็นความรู้ที่จัดเป็นภูมิ ปัญญาในด้านการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมแบบไทย

ประเพณีอย่างสำคัญสาขาหนึ่ง งานสลักต่างๆ มีดังต่อไปนี้

งานสลักไม้

           งานสลักไม้ คืองานที่ใช้ไม้เนื้อดีมีคุณภาพคงทนถาวรเหมาะสมที่จะนำมาสลักทำขึ้นเป็น

รูปทรงสิ่งต่างๆ ลวดลายหรือรูปภาพให้คงรูปอยู่เช่นนั้นได้นานๆ งานสลักไม้ในทางปฏิบัติโดยขนบ

นิยมอย่างโบราณวิธีสลักไม้ มีขั้นตอนที่เป็นความรู้พึงเข้าใจ ในลำดับต่อไปนี้
           ไม้ เป็นวัตถุดิบพึงหามาได้จากธรรมชาติ ไม้แต่ละชนิดที่จะนำมาใช้ทำการสลักขึ้น

เป็นลวดลายก็ดี รูปภาพก็ดี ต้องได้รับการคัดเลือกเอาแต่เนื้อไม้ที่คุณภาพดี ไม่ให้มีตาไม้

 ไม่ย้อนเสี้ยน หรือมียางตกค้างอยู่มากใน เนื้อไม้นั้น จากนี้จึงนำไม้มาผึ่งในที่ร่มให้เนื้อ

ไม้แห้งสนิท ถ้าได้เนื้อไม้ผึ่งค้างปีก็จะเป็นเนื้อไม้ที่คุณภาพดี จึงนำไม้นั้น มาตัดแบ่งเป็นท่อนหรือ

เป็นแผ่นตามขนาดที่ประสงค์จะนำมาใช้งานสลักไม้ต่อไป

เครื่องมืองานสลักไม้

           การปฏิบัติงานสลักไม้ มีเครื่องมือสำหรับ ถาก ฟัน เจาะ ควักคว้าน และแต่งเกลาไม้สลัก

จนสำเร็จเป็นรูปไม้ สลักจนสำเร็จเป็นรูปไม้สลักดังประสงค์ตามรายการต่อไปนี้
           ขวานหมู
           ผึ่ง เครื่องมือถากไม้ รูปคล้ายจอบหน้าแคบ
           สิ่ว หน้าต่างๆ คือ
                      สิ่วฉากหรือสิ่วหน้าตัดตรง
                      สิ่วหน้าเพล่ หรือสิ่วหน้าตัดเฉียง
                      สิ่วเล็บมือ หรือสิ่วหน้าโค้งรูป ๑/๔ วงกลม
                      สิ่วร่อง หรือ สิ่วหน้ารูปตัววี (V)
           สว่านโยน เครื่องมือสำหรับเจาะไม้
           ค้อนไม้
           ไม้ตอกสิ่ว เครื่องมือสำหรับใช้แทนค้อนไม้ในบางที

การปฏิบัติงานสลักไม้

           การปฏิบัติงานสลักไม้ ขั้นตอนแต่ละขั้นตอนเป็นไปดังต่อไปนี้

การขึ้นรูปสลักไม้

           การขึ้นรูปสลักไม้ คือขั้นตอนแรกเริ่มงานปฏิบัติงานส่วนสลักไม้ชั้นต้นจะต้องจัดการร่าง

แบบขึ้นบนท่อนไม้ หรือแผ่นไม้นั้นให้เป็นรูปร่างหรือลวดลาย พอเป็นเค้ารอยหยาบๆ ขึ้นเสียก่อน

ด้วยดินสอขาว จึงใช้หมึกตัดเส้นทับเส้น ร่างเดินสอขาวนั้นให้ชัดเจน จากนั้นจึงเริ่มงานขั้น

"ขึ้นรูปสลักไม้" ด้วยการใช้ "ขวานหมู" หรือ "ผึ่ง" ฟัน ถาก ตัดเอาเนื้อไม้ส่วนที่ไม่พึ่งประสงค์

ออกไปจากท่อนไม้จนกระทั่งเป็นรูปทรงเลาๆ ของรูปภาพเรียกว่า "หุ่นโกลน"

การจัดรูปไม้สลัก

           การวัดรูป เป็นขั้นตอนสลักไม้ทำเป็นรูปภาพหรือลวดลายต่อเนื่องจากการที่ได้ขึ้น

 "หุ่นโกลน" การปฏิบัติงาน ขั้นนี้มักใช้สิ่วหน้าต่างๆ และขนาดต่างกัน สลักปรับเปลี่ยน "หุ่นโกลน"

 ให้ปรากฏทรวดทรงขนาด และส่วนสัดให้ ชัดเจนจนดูคล้ายจะเป็นรูปไม้สลักกึ่งสำเร็จงานสลักไม้ขั้น

นี้เรียกว่า "รัดรูป" และชิ้นไม้สลักที่ผ่านขั้นตอนการรัดรูป แล้วนี้เรียกว่า "หุ่น"

การสลักส่วนละเอียด

           การสลักไม้ขั้นนี้จัดเป็นขั้นตอนงานฝีมือที่ต้องใช้ความสามารถมากกว่าการปฏิบัติงานสลัก

ไม้ขั้นต้นๆ เพราะ ต้องสลักทำส่วนละเอียดต่างๆ ของรูปภาพหรือลวดลายให้ปรากฏเห็นได้ชัด

ตามกระบวนแบบอันเป็นขนบนิยม ทั้งยัง เป็นช่องทางและโอกาสให้ช่างสลักได้แสดงออก

ความสามารถของฝีมือ ประสบการณ์ความชำนิชำนาญ และภูมิรู้ โดยเต็มกำลังของช่าง

การเก็บงานไม้สลัก

           การเก็บงาน คือการตรวจดูความเรียบร้อยของงานไม้สลัก โดยตรวจเก็บส่วนที่ควรปรับ

ควรแก้แต่งให้ดีให้ งามสมบูรณ์ และยังกินความถึง การสลักทิ้งฝีสิ่วไว้บนชิ้นงานให้เห็นความสด

ในการตัดสินใจอย่างแม่นยำฉับพลัน ในชิ้นงานนั้นหรือการแสดงออกวุฒิภาวะในทางสุนทรีย

ภาพของช่างสลักฝากขึ้นไว้ในชิ้นงาน เช่น การสะบัดปลาย กระหนกอย่างพิสดารในขั้นสุดท้าย

เป็นการเน้นการทำให้สมบูรณ์แก่ชิ้นงานเป็นขั้นท้ายที่สุด

การตกแต่งงานไม้สลัก

           การตกแต่งงานไม้สลักปรกติมักทาน้ำมันเพื่อรักษาเนื้อไม้หรืออาจตกแต่งในลักษณะ

และวิธีการอื่นได้อีก คือ
           การตกแต่งด้วยการลงรักปิดทองคำเปลว
           การตกแต่งด้วยการเขียนระบายสี
           การตกแต่งด้วยการประดับมุก
           การตกแต่งด้วยการประดับกระจกสี
           งานไม้สลัก ที่เป็นงานในหน้าที่ของช่างสลักไม้ มีงานไม้สลักแต่ละประเภท ดังต่อไปนี้
           งานสลักไม้ประเภทรูปปฏิมากรรม ได้แก่ พระพุทธรูป เทวรูป รูปฉลองพระองค์

พระมหากษัตริย์
           งานสลักไม้ประเภทรูปประติมากรรม ได้แก่ รูปนางกวัก รูปเจว็ด รูปอมนุษย์ รูปสัตว์หิมพาน
ต์
           งานสลักไม้ประเภทเครื่องอุปโภค ได้แก่ ม้าหมู่ ดั่ง เตียง ตู้ ม้าเครื่องแป้ง อัฒจันทร์ที่

 ตั้งพระกรอบสำหรับเข้า กระจก
           งานสลักไม้ประเภทเครื่องยานพาหนะ ได้แก่ พระราชยาน เรือ พระที่นั่ง ราชรถ สีวิกา
           งานสลักไม้ประเภทองค์ประกอบสถาปัตยกรรม ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องยอด

พระมหาปราสาท เครื่องประ กอบหน้าบัน ลายหน้าบัน คันทวย บุษบก บานประตู บานหน้าต่าง หย่อง

                  

ช่างกลึง
Turning



           ช่างกลึง เป็นช่างฝีมือประเภทหนึ่งในจำพวกช่างสิบหมู่ งานช่างของช่างประเภทนี้

 คือการสร้างทำสิ่งของ บางสิ่งขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ โดยวิธีการกลึงเป็นรูปทรงต่างๆ

มีรูปลักษณ์ที่ประกอบด้วยศิลปลักษณะ เป็นงานสร้าง ทำเครื่องอุปโภคและเครื่องสำหรับประดับตก

แต่งซึ่งโดยมากเป็น ลักษณะทรงกลม ทรงกระบอก หรือรูปทรงกรวย กลม จัดเป็นงานประณีตศิลปอีก

ประเภทหนึ่ง

                    

           งานกลึงและวิธีการกลึงของช่างกลึง ที่เป็นศิลปกรรมแบบไทยประเพณี มีขั้นตอนและวิธีการ

เป็นลำดับไป ดังนี้

วัสดุสำหรับงานกลึง
           วัสดุที่ช่างกลึงในอดีตได้นำมาใช้ทำการกลึงด้วยโบราณวิธีกลึงที่ยังคงอยู่ให้เห็นได้ ได้แก่
           ไม้
           งาช้าง
           เขาสัตว์บางชนิด เช่น เขาวัว เขาควาย เป็นต้น

เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับงานกลึง
           มีดังรายการต่อไปนี้
           สิ่วกลึง สิ่วหน้าต่างๆ
           ไม้กางเวียนแบบเขาควาย สำหรับสอบขนาด
           เลื่อย
           บิหล่า เครื่องเจาะชนิดหนึ่ง
           เครื่องกลึง

การปฏิบัติงานกลึง
           การปฏิบัติงานกลึงนี้ สิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานของงานกลึงคือ "เครื่องกลึง"

ซึ่งเป็นอุปกรณ์หลักอันสำคัญใน การทำงานกลึง เครื่องกลึงมีอยู่มากแบบ ดังนี้
           เครื่องกลึงแบบแรก เป็นแบบที่ใช้กำลังแรงคนทำการฉุดชักโดยตรง

ส่วนสำคัญของเครื่องกลึงแบบนี้อยู่ที่ตัว ไม้ที่เรียกว่า "ภมร" คือแกนสำหรับชักให้หมุน

งานกลึงซึ่งทำขึ้นจากเครื่องกลึงแบบแรกนี้มักเป็นสิ่งของที่เป็น ลักษณะรูปทรงกลม เช่น

ตลับ ตัวหมากรุก ตราประทับ เป็นต้น
           เครื่องกลึงแบบที่สอง หรือ เรียกว่า เครื่องกลึงแบบกงชัก

 เป็นเครื่องกลึงแบบที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ช่วยผ่อน แรงในการฉุดชัก "ภมร"

โดยไม่ต้องออกแรงชักเชือกฉุด "ภมร" ตรงๆ
           เครื่องกลึงแบบกงชักนี้ ในส่วนตัว "ภมร" มีลักษณะคล้ายกับ "ภมร"

ในแบบแรก แต่จะมีที่ต่างกันตรงส่วนแคร่ รองรับส่วนหัวและท้ายหัว "ภมร"

ได้รับการสร้างให้มั่นคงแข็งแรงมากขึ้น ส่วนประกอบสำหรับ "ภมร" นี้เรียกว่า "เรือนภมร"
           เครื่องกลึงแบบที่สาม เรียกว่า เครื่องกลึงแบบกงดีด เครื่องกลึงแบบนี้

ลักษณะโดยรวมของเรือนภมรคล้ายกัน กับเครื่องกลึงแบบที่สองแต่แทนที่

จะใช้กำลังฉุดชักภมรด้วยมือ หากได้ใช้เท้าถีบชักเชือกฉุดภมร เครื่องกลึงแบบนี้

ดูออกจะใช้งานได้สะดวกและคล่องตัวกว่าเครื่องกลึงสองแบบแรก เพราะช่างกลึงสามารถ

เหยียบคานกระเดื่องชัก ภมรให้หมุนไปได้ในขณะเดียวที่ช่างทำการกลึงไปได้พร้อมกัน

 และที่สำคัญคือช่างกลึงอาจควบคุมความเร็วในการ หมุนของภมรได้ตามประสงค์ของตัวเอง
           อนึ่ง เครื่องกลึงแบบนี้อาจใช้กลึงทำสิ่งในลักษณะทรงกระบอกหรือทรงกรวยกลมไ

ด้มากอย่าง เช่น กลึงลูก กรง กลึงด้ามมีดด ด้ามดาบ กลึงหัวเม็ดทรงมัณฑ์ กลึงโกศไม้ เป็นต้น

การปฏิบัติงานกลึง
           งานกลึงขั้นต้น จะต้องตัดแบ่งวัสดุชนิดหนึ่งนั้นออกเป็นชิ้นเป็นท่อนให้ได้ขนาดโตกว่าสิ่งที่

จะกลึงเล็กน้อย
           งานขั้นที่สอง นำเอาชิ้นวัสดุนั้นติดเข้าที่หน้าภมร หรือที่เรือนภมรให้มั่นคง

แล้วทำให้ภมรหมุนพร้อมพาวัตถุ นั้นหมุนตามไป ในตอนนี้ช่างกลึงจะใช้ "สิ่วกลึง"

ลงคมสิ่วที่ผิววัตถุ ค่อยสกัด ขูด ผิวที่ไม่ต้องการออก ทำให้เป็นรูป ทรงเลาๆ ของสิ่งที่จะทำ

งานขั้นนี้เรียกว่า "กลึงโกลน"
           งานขั้นที่สาม ช่างกลึงจะใช้สิ่วกลึง ลงคมสกัด ถาก กลึงลึกเข้าไปในเนื้อวัสดุนั้นหนักมือขึ้น

 ในกรณีกลึงไม้ ช่างกลึงจะกลึงขึ้นเป็นรูปทรงค่อนข้างจะเห็นชัดว่าเป็นรูปอะไร

 เรียกว่า "ตั้งรูป" หรือ "ตั้งทรง"
           งานขั้นที่สี่ ช่างกลึงจะลงฝีสิ่วหรือคมสิ่วค่อนข้างผ่อนกำลังมือ

 เนื่องด้วยงานขั้นนี้เป็นการ "วัดรูป" คือกลึงให้ เข้ารูป เข้าส่วน เป็นรูปที่ชัดเจนใกล้สมบูรณ์
           งานขั้นที่ห้า เป็นการแทงสิ่วค่อนข้างเบาเพื่อเก็บเหลี่ยม เก็บคม เก็บผิวงานกลึงให้ชัดเจน

เรียบร้อย งานขั้นนี้ เรียกว่า "กลึงเก็บ"
           งานขั้นสุดท้าย คืองานขัดผิวหรือขัดมันชิ้นงานกลึงนั้นให้ผิวเป็นมัน

"ขั้นตอนนี้ช่างกลึงจะใช้ขี้ไม้หรือขี้งา ที่ตกเรี่ยรายอยู่ใต้ภมรนั้น

 ควักใส่มือโปะลงบนชิ้นงานซึ่งทำให้หมุนไปรอบๆ ขี้ไม้หรือขี้งานั้นจะช่วยขัดผิวของวัตถุ

 ที่กลึงเสร็จให้ผิวเรียบเป็นมัน จึงปลดชิ้นงานออกจากภมรหรือเรือนภมรก็เป็นอันเสร็จ

การปฏิบัติงานกลึงโดยโบราณ วิธีกลึงของช่างกลึง

 

ช่างหล่อ
Moulding



           ช่างหล่อ เป็นช่างสร้างศิลปกรรมประเภทวิจิตรศิลปงานของช่างหล่อเป็นงานที่เกี่ยวเนื่อง

กันกับงานปั้น ช่างหล่อจำนวนไม่น้อยมักเป็นผู้ที่มีความสามารถในการปั้นอยู่ด้วย หรือไม่ก็เป็น

ทั้งช่างปั้นและช่างหล่ออยู่ในคน เดียวกัน ทั้งนี้เนื่องด้วยงานปั้นที่เป็นประติมากรรมแบบไทย

ประเพณี เป็นต้นว่า พระพุทธปฏิมากร เทวปฏิมากร รูปฉลองพระองค์ พระมหากษัตริย์ ฯลฯ

เมื่อจะทำเป็นรูปอย่างโลหะหล่อ ก็จะต้องจัดการปั้นหุ่นรูปนั้นๆ ขึ้นเสียก่อน ด้วยขี้ผึ้ง

แล้วจึงทำการเปลี่ยนสภาพรูปหุ่นนั้นแปรไปเป็นรูปโลหะหล่อ ซึ่งกระบวนการแต่ละขึ้นตอนของ

งานประเภท นี้ ย่อมมีความสัมพันธ์แก่กันและกันทุกขั้นตอน ดังนี้ ช่างหล่อจึงมักเป็นช่างปั้น

อยู่ในตัวเป็นขนบนิยมเช่นนี้มาแต่ โบราณ

    

           งานหล่อ ที่เป็นงานของช่างในจำพวกช่างสิบหมู่นี้หมายถึงการสร้างงานประติมากรรม

หรือรูปปฎิมากรรม ให้มีขึ้นด้วยการหลอมโลหะให้ละลายเป็นของเหลว แล้วเทกรอกเข้าไป

ในแม่พิมพ์ที่ได้จัดทำขึ้นบังคับให้โลหะเหลว ขั้งอยู่ในนั้น เมื่อโลหะคลายความร้อนและคืน

ตัวแข็งดังเดิม ก็จะเป็นรูปทรงตามแม่พิมพ์นั้นบังคับให้เป็นไป พอแกะ หรือทำลายแม่

พิมพ์ออกหมดก็จะได้รูปโลหะหล่อ ตามรูปต้นแบบหรือรูปหุ่นที่ได้ทำขึ้นเป็นแบบก่อนที่จะถ่าย

ถอนทำ แม่พิมพ์ หรือทำแม่พิมพ์ขึ้นหุ้มหุ่นนั้น
           งานช่างหล่อ หรืองานหล่อโลหะด้วยวิธีและกระบวนการที่เป็นขนบนิยมอย่างโบราณวิธี

 มีชื่อเรียกโดยเฉพาะ ว่า วิธีหล่อโหละอย่างสูญขี้ผึ้ง (Lost Wax Process) เป็นวิธีหล่อโลหะวิธีหนึ่ง
           งานของช่างหล่อโหละ มักแบ่งงานเป็น ๒ ตอนด้วยกันคือ การขึ้นหุ่นตอนหนึ่ง

 กับการหล่อโลหะอีกตอนหนึ่ง

การขึ้นหุ่น

           จัดเป็นงานขั้นเตรียมงานขั้นต้นเพื่อส่งต่อไปให้การหล่อ การขึ้นหุ่นหรืองานขึ้นหุ่น ก็คือ

การปั้นรูปสิ่งที่ประ สงค์จะหล่อเป็นโลหะ งานขั้นแรกนี้ต้องการวัสดุ อุปกรณ์และเครื่องมือ

สำหรับปฏิบัติงานตามรายการ ต่อไปนี้

           วัสดุสำหรับงานขึ้นรูป


           ทรายแม่น้ำ ชนิดเม็ดละเอียด
           ดินเหนียว
           ดินนวล
           ขี้ผึ้งแท้
           ขี้วัว
           ขี้เถ้าแกลบ ป่นเป็นผงละเอียด
           ชัน
           น้ำมันยาง
           สีฝุ่นแดง

           เครื่องมือสำหรับงานขึ้นรูป ประกอบด้วยเครื่องมือต่างๆ ต่อไปนี้
           กราด เครื่องมือสำหรับเหลารูป
           ขอเหล็ก เหล็กชิ้นแบนยาวประมาณ ๘ นิ้ว ตรงปลายงอเป็นขอ
           ไม้เสนียด เครื่องมือสำหรับปั้นแต่ง ทำส่วนละเอียด
           มีดบาง สำหรับตัดแบ่งขี้ผึ้ง
           กระดาน แผ่นกระดานสำหรับรองบดขี้ผึ้ง
           แปรง

งานขึ้นหุ่นแกนทราย

           งานขึ้นหุ่น หรือขึ้นรูปประติมากรรมเป็นหุ่นต้นแบบสำหรับจะทำการหล่อโหละให้เป็นรูป

ประติมากรรมต้น แบบ จะยกเอางานขึ้นหุ่นและหล่อรูปพระพุทธปฎิมากรมาเป็นตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
           งานขึ้นหุ่นแกนทราย คือการปั้นทรายที่ได้รับการผสมให้มีคุณภาพเหนียว

และจับกันทรงตัวอยู่ถาวร เพื่อทำเป็นแกนหรือโครงสร้างของรูปประติมากรรมที่จะปั้นด้วยขี้ผึ้ง

 ทำเป็นประติมากรรมต้นแบบนำมาพอกขึ้นเป็น รูปบนแกนหรือโครงสร้างทำด้วยทรายนี้ต่อไป
           เมื่อขึ้นหุ่นแกนทราย ได้ขนาดได้รูปทรง ส่วนสัด เหมาะสมตามความประสงค์แล้ว

ต้องผึ่งรูปหุ่นแกนทรายที่ ขึ้นรูปไว้นี้ในที่โล่งที่มีแดดลงรำไร จนหุ่นแกนทรายแห้งจึงจัดการ "

เหลารูป" คือใช้เครื่องมือที่เรียกว่า "กราด" ขูด เกลา เหลา รูปหุ่นแกนทรายแต่งแก้ให้ได้รูปไ

ด้ทรง ขนาดที่พอดีและผิวเรียบเกลี้ยง เรียกว่า "รัดรูป"

การทำราง

           "ราง" คือทางสำหรับโลหะที่หลอมให้เหลวไหลลงไปในแม่พิมพ์ แล้วแผ่ออกเป็นเนื้อของ

รูปประติมากรรม แทนที่ขี้ผึ้งที่ได้รับการขับออกไปจากแม่พิมพ์
           วิธีทำรางนี้ ต้องเซาะทำเป็นรางรูปตัววี (V) ลงบนหุ่นแกนทรายเป็นแนวดิ่งทางด้านหน้าราง

หนึ่งกับทางด้าน หลังรางหนึ่ง ต้นรางเริ่มที่กลางศีรษะของหุ่นแกนทราย ปลายรางไปสุดที่ริมฐานข้าง

ล่าง รางทั้งสองทำรางแตก สาขาออกไปทั้งสองข้างคล้ายกับก้างปลา เว้นระยะรางสาขาแต่ละรางห่าง

กันพอประมาณ

ช่างปั้น
Sculpting


           ช่างปั้น คือบุคคลประเภทหนึ่งที่มีทั้งฝีมือ และความสามารถเป็นช่าง อาจกระทำการ

ประมวลวัสดุต่างๆ อาทิ ดิน ปูน ขี้ผึ้ง อย่างใดอย่างหนึ่งมาประกอบเข้าด้วยกัน

สร้างเป็นรูปทรงที่มีศิลปลักษณะพร้อมอยู่ในรูปวัตถุที่ได้สร้าง ขึ้นนั้นได้เป็นอย่างดี

และมีคุณค่าในทางศิลปกรรม

      

           งานปั้นและช่างผู้ทำงานปั้นนี้ เมื่อสมัยโบราณที่ล่วงๆ ไปนั้นเรียกว่า "งานปั้น" และ

"ช่างปั้น" แต่ในปัจจุบัน "งานปั้น" เปลี่ยนไปเป็น "ประติมากรรม" ซึ่งมีนัยว่ามาแต่คำภาษาบาลีว่า

ปฏิมากมฺม หรือในภาษาสันสกฤตว่า ปรฺติมากรฺม ส่วนคำว่า "ช่างปั้น" ก็ได้รับความนิยมเรียกว่า

"ประติมากร"
           ช่างปั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่างที่มีความสำคัญจัดอยู่ในลำดับรองถัดลงมาแต่ช่างเขียน

 ความสำคัญของงาน ปั้นและช่างปั้นจึงเป็นรองงานเขียนและข่างเขียน กระนั้นก็ดี

ช่างปั้นและงานปั้นก็ยังมีความสำคัญ หรือมีอิทธิพล เหนืองานช่างประเภทอื่นอยู่หลายประเภท

ด้วยกัน ทั้งนี้เนื่องด้วยงานช่างบางประเภทต้องอาศัยวิธีการบางอย่างของ ช่างปั้นนำไปเป็นแบบดำ

เนินการทำงานช่างประเภทนั้นๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้
           งานปั้นอย่างไทย หรืองานปั้นแบบไทยประเพณี มักเป็นงานปั้นที่มีรูปลักษณ์โน้มไปในรูป

แบบที่เป็นลักษณะ รูปประดิษฐ์ หรือที่เรียกว่า "อดุมคตินิยม" ตามคติความเชื่อในหมู่คนส่วนมาก

แต่อดีต เนื่องด้วยเป็นงานศิลปกรรมที่ ได้รับการจัดให้มีขึ้นสำหรับหน้าที่ ประโยชน์ใช้สอย

และสร้างเสริมความสำคัญแก่ถาวรวัตถุและถาวรสถานทั้งใน ฝ่ายศาสนจักร

และฝ่ายอาณาจักรซึ่งมีคตินิยมรูปแบบที่เป็นลักษณะ "บุคลาธิษฐาน" เป็นสำคัญ
           งานปั้นแบบไทยประเพณี ที่บรรดาช่างปั้นแต่อดีตได้สร้างสรรค์ขึ้นไว้นั้นมีอยู่ด้วยกันหลาย

ประเภท งานปั้น แต่ละประเภทยังประกอบการขึ้นเป็นงานปั้นด้วยวิธีการและกระบวนการต่างๆ กัน

 ซึ่งขึ้นตอนการทำงานของช่างปั้น และงานปั้นประเภทต่างๆ มีดังต่อไปนี้

งานปั้นดิน

           งานปั้นดินซึ่งได้ทำขึ้นเป็นงานปั้นแบบไทยประเพณีด้วยโบราณวิธีตามความรู้ของช่างปั้นแต่

ก่อนนั้น อาจ จำแนกงานปั้นและวิธีการปั้นดินออกเป็นแต่ละประเภท คือ
           งานปั้นดินดิบ งานปั้นประเภทนี้ใช้ดินเหนียวที่นำมาจากแหล่งดินในธรรมชาติทั่วไป

หากต้องการให้มีความ แข็งแรงและคงทนอยู่ได้นานๆ จึงนำเอาวัสดุบางอย่างผสมร่วมเข้ากับเนื้อดิน

เพื่อเสริมให้ดินมีโครงสร้างแข็งแรงขึ้น เป็นพิเศษ ได้แก่ กระดาษฟาง กระดาษข่อย และตัวไพ่จีน

เป็นต้น
           งานปั้นดินเผา เป็นงานปั้นประเภทใช้ดินเหนียวซึ่งนำมาจากแหล่งดินในธรรมชาติทั่วไป

เช่นเดียวกับดินที่ ใช้ในงานปั้นดินดิบ แต่เนื้อดินที่จะใช้ในงานปั้นดินเผา ต้องใช้ทรายแม่น้ำที่ผ่าน

การร่อนเอาแต่ทรายละเอียดผสม ร่วมกับเนื้อดินแล้วนวดดินกับทรายให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน

และทำให้เนื้อดินแน่น อนึ่ง การที่ใช้ทรายผสมร่วมกับดิน เหนียวเช่นนี้ ก็เพื่อช่วยมิให้เนื้อดินแตกร้าว

เมื่อแห้งสนิทและนำเข้าเผาไฟให้สุก
           งานปั้นดินดิบ และงานปั้นดินเผาในลักษณะงานปั้นแบบไทยประเพณี ช่างปั้นอาศัย

เครื่องมือร่วมด้วยกับการ ปั้นด้วยมือขงช่างปั้นเองด้วย เครื่องมือสำหรับงานปั้นดินอย่างโบราณวิธี

มีดังนี้
           ไม้ขูด ใช้สำหรับขูด ควักดิน
           ไม้เนียน ใช้สำหรับปั้นแต่งส่วนย่อยๆ
           ไม้กวด ใช้สำหรับกวดดินให้เรียบ
           ไม้กราด ใช้สำหรับขูดผิวดินส่วนที่ไม่ต้องการออกจากงานปั้น
           เครื่องมือสำหรับงานปั้นอาจจะมีจำนวนมากหรือน้อยชิ้น หรือมีต่างๆ ไปตามแต่ความต้องการและจำเป็น สำหรับช่างปั้นแต่ละคน

วิธีการและขั้นตอนการปั้น

           งานปั้นดินดิบและงานปั้นดินเผา ดำเนินงานด้วยวิธีการและมีขั้นตอนโดยลำดับดังนี้
           งานขึ้นรูป คือการก่อตัวด้วยดินขึ้นเป็นรูปทรงเลาๆ อย่างที่เรียกว่า "รูปโกลน"

ลักษณะเป็นรูปหยาบๆ ทำพอ เป็นเค้ารูปทรงโดยรวมของสิ่งที่จะเพิ่มเติมส่วนละเอียดให้ชัดเจนต่อไป
           งานปั้นรูป คือการนำดินเพิ่มเติมหรือต่อเติมขึ้นบนรูปโกลน หรือรูปทรงโดยรวมที่ได้ขึ้นรูป

ไว้แต่ต้นปรากฏ รูปลักษณะที่ชัดเจน ตามประสงค์ที่ต้องการจะปั้นให้เป็นรูปนั้นๆ จนเป็นรูปปั้นที่มี

ความชัดเจนสมบูรณ์ ดังความมุ่งหมายของช่างปั้นผู้ทำรูปปั้นนั้น
           งานปั้นเก็บส่วนละเอียด เป็นกระบวนการปั้นขั้นหลังสุด โดยทำการปั้นแต่งส่วนที่ละเอียด

ให้ชัดเจนเน้น หรือเพิ่มเติมส่วนที่ต้องการให้เห็นสำคัญ หรือแสดงออกความรู้สึกเนื่องด้วยอารมณ์

ต่างๆ ของช่างปั้น
           งานปั้นดินดิบนั้น เมื่อชิ้นงานสำเร็จก็มักผึ่งให้แห้งสนิท แล้วจึงนำไปใช้งานตามความประสงค์

ต่างๆ บางอย่างที่ต้องการตกแต่งด้วยการระบายหรือเขียนสีเพิ่มเติมให้สวยงามตามความนิยมและ

ความต้องการใช้งาน จะเขียนระบายด้วยสีฝุ่นผสมน้ำกาวทับลงบนรูปปั้นดินดิบทั้งในส่วนพื้นของรูป

และส่วนที่แสดงรายละเอียด มีตัวอย่าง เช่น รูปปั้นหัววัว รูปปั้นหัวกวาง สำหรับแขวนประดับฝาผนัง

 รูปปั้นฤาษีต่างๆ รูปปั้นนางกวัก รูปปั้นละครยก ตุ๊กตาชาววัง เป็นต้น
           อนึ่ง งานปั้นดินเผา ก็ดำเนินขั้นตอนการปั้นเช่นเดียวกับการปั้นดินดิบก่อนแล้วจึงจัดการเผา

ห้รูปปั้นดินนั้น ให้สุก ด้วยความร้อนที่ใช้ถ่านไม้หรือแกลบเป็นเชื้อเพลิงตามความเหมาะสมแก่ชิ้นงาน
           งานปั้นดินเผาบางประเภทเมื่อเผาสุกได้ที่แล้วนำไปใช้งานในสภาพที่ชิ้นงานนั้นมีสีตาม

ธรรมชาติของเนื้อดิน มีตัวอย่างเช่น พระพุทธพิมพ์ พระพุทธปฎิมากรรม ลวดลายต่างๆ

สำหรับประดับงานสถาปัตยกรรม หางกระเบื้อง กาบกล้วย เป็นต้น
           งานปั้นดินเผาบางประเภทต้องการตกแต่งเพิ่มเติมด้วยการระบายสี และเขียนส่วนละเอียด

ให้สวยงามตาม ความนิยมและความต้องการใช้เช่น ตุ๊กตาเจ้าพราหมณ์ ตุ๊กตาชายหญิงทำเป็นข้า

รับใช้ตามศาลพระภูมิ ตุ๊กตารูปช้างม้าสำหรับถวายแก้บนเจ้าและพระภูมิ ตุ๊กตารูปเด็กทำเป็นของ

เล่นสำหรับเด็ก ตุ๊กตารูปสัตว์ต่างๆ ทำเป็นของเล่น เป็นต้น

 

ช่างหุ่น
Modelling


           ช่างหุ่น เป็นช่างฝีมือพวกหนึ่งในจำพวกช่างสิบหมู่ ช่างหมู่นี้ทำการช่างในด้านการสร้าง

รูปต่างๆ ที่ประกอบ ไปด้วยศิลปลักษณะนานาชนิดที่เป็นลักษณะรูปจำลองแทนสิ่งที่เป็นจริงพวกหนึ่ง

กับได้ทำสิ่งที่ใช้เป็นหุ่นโครงร่าง ของสิ่งที่ใช้เป็นหุ่นโครงร่างของสิ่งที่จะทำการตกแต่งรูปทรงให้

สมบูรณ์ และสวยงามต่อไป

           งานของช่างหุ่นที่เป็นมาโดยขนบนิยมในการศิลปกรรมแบบไทยประเพณี

 อาจจำแนกออกตามลักษณะของ งานช่างหุ่นได้เป็น ๓ ลักษณะงานด้วยกัน คือ

ช่างหุ่นต่ออย่าง

           ช่างหุ่นจำพวกนี้ทำการช่างในลักษณะการสร้างรูปลักษณ์ด้วยการนำเอาวัตถุ เช่นไม้มาต่อ

กัน ปรุงให้เป็น รูปขึ้น มีรูปลักษณะและอัตราส่วนที่ย่อลงมาอย่างแน่นอน จากส่วนจริงที่จะสร้างทำ

เป็นของใหญ่ๆ ต่อไป หรือทำเป็น หุ่นที่มีส่วนสัดกะขึ้นไว้โดยประมาณที่จะนำไปไขส่วน หรือขยาย

ส่วนเพื่อสร้างทำเป้นของจริงได้โดยไม่เกิดการผิด พลาด มีตัวอย่าง เช่น ต่ออย่างพระมหาธาตุเจดีย์

พระสถูปเจดีย์ ต่ออย่างพระอุโบสถ พระวิหาร พระมณฑป ต่ออย่างบุษบก เป็นต้น หุ่นที่ต่อเป็นอย่าง

สิ่งต่างๆ นี้อาจทำด้วยดินเหนียวปั้นทำขึ้นเป็นหุ่นแล้วเผาไฟให้สุกทำเป็น แบบสำหรับทำจริงก็มี

หุ่นดินปั้นเผาไฟเหล่านี้บางชิ้นยังมีให้เห็นได้ในพิพิธภัณฑสถานหลายแห่ง

ช่างหุ่นรูป

           "หุ่นรูป" เป็นภาษาเฉพาะของช่างหุ่น ซึ่งนอกจากคำว่า "หุ่น" จะหมายถึง รูปแบบที่จำลอง

จากของจริงต่างๆ หรือรูปปั้น หรือแกะสลักที่ทำโกลนไว้เพื่อเป็นแบบชั่วคราวแล้วคำว่าหุ่นยังมี

ความหมายโดยปริยายว่าการทำให้มีให้ เป็นขึ้น ช่างหุ่นรูปหรือหุ่นรูปจึงหมายถึงการทำรูปให้มีให้เ

ป็นขึ้น
           การงานของช่างหุ่นรูป คือการต่อหุ่นเครื่องอุปโภคชนิดต่างๆ สำหรับนำไปตกแต่ง

หรือประดับด้วยวัสดุ ต่างๆ ให้สวยงามมีคุณค่าต่อไปในลักษณะงานประณีตศิลปปรกติใช้วัสดุ

ประเภทหวาย ไม้ระกำ ไม้อุโลก ไม้สมพง ไม้ไผ่ เป็นต้น นำมาผูก ขด หรือต่อกันขึ้นเป็นรูปโกลน

 โดยอาศัยกาวบ้าง ไม้กลัดบ้าง ผนึกหรือเสียบตรึงให้วัสดุที่จะ คุมกันขึ้นเป็นรูปทรงมั่นคงอยู่ได้
           งานหุ่นรูปโกลนที่ทำขึ้นโดยวิธีหุ่นรูปนี้ มีตัวอย่างเช่น หุ่นพานแว่นฟ้า หุ่นตะลุ่ม หุ่นเตียน

 หุ่นกะบะ เป็นต้น
           หุ่นรูปโกลนที่ได้ทำขึ้นนี้ยังไม่เป็นชิ้นงานที่สำเร็จสมบูรณ์ จะต้องนำไปตกแต่งด้วยการถม

สมุก ทารักแล้ว เขียนลายปิดทองรดน้ำบ้าง ประดับกระจกบ้าง ประดับมุกบ้าง หรือปั้นลายด้วยรัก

สมุกให้สำเร็จสมบูรณ์และสวยงาม ต่อไปอีกทอดหนึ่ง

ช่างผูกหุ่น

           ช่างผูกหุ่น คือช่างหุ่นประเภทที่ทำหน้าที่สร้างสรรค์หุ่นต่างๆ ที่มีขนาดย่อม และขนาดใหญ่

 ด้วยการใช้ไม้ไผ่ หวาย เป็นต้น นำมาผ่า จักเกรียกออกเป็นชิ้นๆ แล้วคุมกันขึ้นเป็นโครงร่างด้วยวิธี

ผูกมัด ขัดกันทำให้เป็นโครงรูปดัง ที่ต้องการแล้วจึงใช้ลำแพนบ้าง กระดาษบ้าง ผ้าบ้าง

ทุทับโครงรูปที่ได้ผูกขึ้นเป็นหุ่นนั้นให้เป็นรูปทรงสมบูรณ์ ตามต้องการ
           การงานของช่างผูกหุ่นนี้ ที่เป็นงานโดยขนบนิยมแต่กาลก่อนมี ๒ ประเภท คือ
                      งานผูกหุ่นรูปภาพ
                      งานผูกหุ่นเขาจำลอง

งานผูกหุ่นรูปภาพ

           การงานของช่างผูกหุ่นและหุ่นรูปภาพนี้ คือ หุ่นที่ได้ทำขึ้นเป็นรูปมนุษย์ อมนุษย์ เทวดา

และสัตว์หิมพานต์ เป็นงานประณีตศิลปที่สร้างขึ้นเนื่องด้วยคติความเชื่อตามประเพณีนิยม

ในการพระราชพิธีสำคัญบางคราวบาง โอกาส เช่น คติความเชื่อเนื่องในพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพ

พระเจ้าแผ่นดินในอดีตสมัย ในการพระราชพิธีมี ธรรมเนียมว่าจะต้องผูกหุ่นทำเป็นรูปภาพ อมนุษย์

 ครุฑ นาค และสัตว์หิมพานต์นานาชนิด ทำเป็นรูปภาพขนาดสูง ใหญ่เท่าคนเป็นๆ อาการยืนประจำแท่นติดลูกล้อให้คนชักลากไปได้ และบน

หลังหุ่นรูปยังจัดตั้งมณฑปโถงขนาด เล็กสำหรับทอดผ้าไตรของหลวงไว้ในนั้น โดยเจ้าพนักงานจะนำ

ไปเข้ากระบวนแห่ในการอัญเชิญพระบรมศพไปยัง พระเมรุมาศ ครั้นเมื่อเชิญพระบรมศพขึ้น

ประดิษฐานบนพระจิตกาธานในพระเมรุมาศแล้ว เจ้าพนักงานจะนำเอาหุ่น รูปภาพต่างๆ

ตั้งแต่งเรียงรายรอบเชิงพระเมรุมาศ สมมุติเป็นอมนุษย์ สัตว์จัตุบาท สัตว์ทวิบาทที่มีในจังหวัด

ณ เชิงเขาพระสุเมรุนั้น
           หุ่นหรือหุ่นรูปภาพนี้ ทำขึ้นโดยอาศัย ไม้ไผ่บ้าง หวายบ้าง ทางมะพร้าว ทางหมากบ้าง

 นำมาผูกขึ้นเป็นโครง ร่างของรูปภาพที่จะทำขึ้นนั้นชั้นหนึ่งก่อน จึงบุผ้าหรือบุกระดาษหุ้มห่อ

โครงร่างนั้นขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง มีส่วนละเอียด พอสมควรแล้วจึงขึ้นด้วยรักสมุกทำรายละเอียด

หรือช่างจะตกแต่งให้เป็นไปตามแต่จะเห็นงาม
           หุ่นรูปภาพจำพวกนี้ นอกจากผูกทำขึ้นสำหรับนำเข้ากระบวนแห่อัญเชิญพระบรมศพและ

ตั้งแต่งประดับราย รอบเชิงพระเมรุมาศ ยังได้ทำเป็นหุ่นรูปภาพต่างๆ สำหรับตั้งแต่งประดับซุ้มในงาน

ที่เป็นพิธีการต่างๆ แต่งรถเข้า กระบวนแห่ในโอกาสต่างๆ เป็นต้น
           งานช่างผูกหุ่นรูปภาพจัดว่าเป็นงานประณีตศิลปที่สำคัญประเภทหนึ่งต้องอาศัยฝีมือ

และความสามารถของ ช่างหุ่น ที่อาจทำการได้ทั้งงานปั้น งานสลักกระดาษและการเขียนระบายสี พ

ร้อมอยู่ในหุ่นรูปภาพที่ช่างหุ่นทำขึ้น อย่างวิจิตรและประณีตให้ดูประหนึ่งว่าเป็นของจริงแท้ 
           อนึ่ง โดยที่งานผูกหุ่นรูปภาพเป็นงานที่จะต้องสร้างรูปภาพเป็นไปตามขนบนิยมและช่าง

ผูกหุ่นรูปภาพจะยึด ถือแบบอย่างที่เป็นขนบนิยมอย่างเคร่งครัดในการผูกทำหุ่นสืบๆ กันมา

ตังนี้เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาด คลาดเคลื่อน ไปจากแบบแผนของรูปภาพในการผูกหุ่นขึ้นใน

ภายหลัง จึงได้มีการกำหนดรูปแบบของรูปภาพต่างๆ ที่จะผูกหุ่นขึ้น เป็นแบบแผน ใช้เป็นตำรา

สำหรับช่างผูกหุ่นรูปภาพได้ใช้ศึกษาและเป็นแบบแผนสำหรับผูกหุ่นขึ้นไว้เป็นแบบแผน

โดยลำดับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และแบบแผนรูปภาพสำหรับผูกหุ่นชุดนี้ได้รับความนับถือ

ในหมู่ช่าง ศิลปกรรมแบบไทยประเพณีว่าเป็นตำราที่เป็นแบบฉบับอย่างสำคัญสำหรับงานผูกหุ่น

ต่อมาจนกระทั่งถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว งานผูกหุ่นรูปภาพโดยเฉพาะที่

ใช้ในงานพระราชพิธีออกเมรุ ก็ได้หมดบท บาทตัวของมันเอง ยังคงมีการผูกหุ่นใช้ในงานอื่นๆ

 อยู่บ้างแต่ก็ห่างคราวกัน

 

ช่างรัก
Lacquering

           คำว่า "ช่างรัก" เป็นคำเรียกช่างประเภทหนึ่งซึ่งอาศัย "รัก" เป็นวัตถุปัจจัยสำคัญ

สำหรับประกอบงาน ศิลปกรรมเนื่องด้วยการตกแต่งที่ลักษณะของงานเป็นไปในลักษณะป

ระณีตศิลป หรือมัณฑนศิลป เป็นต้น

    

           รักหรือยางรัก มีคุณลักษณะเป็นยางเหนียว สามารถเกาะจับพื้นของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ประสงค์

จะทาหรือถมทับ หรือเคลือบผิวได้ดี มีคุณสมบัติที่ทำให้ผิวพื้นซึ่งทาหรือเคลือบรักเป็นผิวมันภาย

หลังรักแห้งสนิท มีคุณภาพคงทนต่อ ความร้อน ความชื้น กรดหรือด่างอ่อนๆ และยังเป็นวัสดุที่ใช้

ชื่อมสมก หรือสีเข้าด้วยกัน เชื่อมระหว่างผิวพื้นกับวัสดุ สำหรับตกแต่ง เช่น กระจกสี เปลือกหอย

 และยังใช้ผสมสีเข้าด้วยกันมาแต่โบราณกาล งานศิลปกรรมที่ประกอบด้วย รักลักษณะใดลักษณะ

หนึ่งตามที่กล่าวมานี้ เรียกว่า "เครื่องรัก" หรือ "งานเครื่องรัก"
           "รัก" เป็นชื่อยางไม้ชนิดหนึ่งเป็นวัสดุที่ได้จาก "ต้นรัก" [lac tree (ภาษาพฤกษศาสตร์ ;

 melanorrhoea usitata)] คือต้นไม้ยืนต้นขนาดย่อม การนำยางรักจากต้นรักมาใช้

ทำด้วยการกรีดหรือสับด้วยมีดที่ลำต้นรักให้เป็น รอยยาวๆ ยางรักจะไหลออกมาตามรอยที่กรีด

หรือสับนั้น นำภาชนะเข้ารองรับน้ำยางรักเป็นคราวๆ เก็บรวบรวมไว้ ใช้งานตามขนาดที่ต้องการ

ยางรักนี้บางแห่งเรียกว่า "น้ำเกลี้ยง" หรือ "รักน้ำเกลี้ยง" ก็มี "รักหรือยางรัก" แต่ละชนิดที่ช่างรัก

ใช้ประกอบงานเครื่องรัก มีคุณลักษณะดังนี้
           รักดิบ คือยางรักสดที่ได้จากการกรีดหรือสับจากต้นรัก ลักษณะเป็นของเหลวสีขาว

เมื่อทิ้งไว้สักระยะหนึ่งจะ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและจะกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ รักดิบนี้จะต้องผ่าน

การกรองให้ปราศจากสิ่งสกปรกปะปน และจะต้องได้รับการขับน้ำที่เจืออยู่ตามธรรมชาติใยยาง

ให้ระเหยออกตามสมควรก่อน จึงนำไปใช้ประกอบงาน เครื่องรัก
           รักน้ำเกลี้ยง คือรักดิบที่ผ่านการกรองและได้รับการขับน้ำเรียบร้อยแล้ว

ป็นน้ำยางรักบริสุทธิ์จึงเรียกว่า "รักน้ำเกลี้ยง" เป็นวัสดุพื้นฐานในการประกอบงานเครื่องรักชนิด

ต่างๆ เช่น ผสมสมุก ถมพื้นทาผิว
           รักสมุก คือรักน้ำเกลี้ยงผสมกับ "สมุก" มีลักษณะเป็นของเหลวค่อน
ข้างข้น

ใช้สำหรับอุดแนวทางลงพื้นและ ถมพื้น
           รักเกลี่ย คือรักน้ำเกลี้ยงผสมกับสมุกถ่านใบตองแห้งป่น บางทีเรียกว่า "สมุกดิบ"

ใช้เฉพาะงาน อุดรูยาร่อง ยาแนวบนพื้นก่อนทารักสำหรับปิดทองคำเปลว
           รักเช็ด คือรักน้ำเกลี้ยง นำมาเคี่ยวบนไฟอ่อนๆ เพื่อไล่น้ำให้ระเหยออกมากที่สุด

 จนได้เนื้อรักข้นและเหนียว จัด สำหรับใช้แตะ ทา หรือเช็ดลงบนพื้นแต่บางๆ เพื่อปิดทองคำเปลว

หรือทำชักเงาผิวหน้างานเครื่องรัก
           รักใส คือรักน้ำเกลี้ยงที่ผ่านกรรมวิธีสกัดให้สีอ่อนจากและเนื้อโปร่งใสกว่ารักน้ำเกลี้ยง

สำหรับใช้ผสม สีต่างๆ ให้เป็นรักสี
           รักแต่ละชนิดดังที่ได้แนะทำให้ทราบนี้ล้วนมีที่มาจาก "รักดิบ" อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น

 รักแต่ละชนิดจะมีคุณภาพ มากหรือน้อยก็ดี นำมาประกอบงานเครื่องรักแล้วจะได้งานที่ดี

มีความคงทนถาวรเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ พื้นฐานของรักดิบ ที่ช่างรักรู้จักเลือกรักดิบ

ที่มีคุณภาพดีมาใช้
           ในงานช่างรัก ยังมีวัสดุบางชนิดที่ควรอธิบายควบคู่กัน เนื่องด้วยเป็นวัสดุที่มีบทบาท

สำคัญยิ่งสิ่งหนึ่งสำหรับ ประกอบงานเครื่องรัก คือ "สมุก"
           "สมุก" เป็นวัสดุที่ลักษณะเป็นผง หรือป่นเป็นฝุ่น สมุกที่ใช้ในงานเครื่องรักแบบไทยประเพณี

อย่างโบราณวิธี มีอยู่ด้วยกัน ๒ ชนิด ดังนี้
           สมุกอ่อน สมุกชนิดนี้ ได้แก่ ผงดินสอพอง ผงดินเหนียว เลือดหมูก้อน อย่างใดอย่างหนึ่ง

 ผสมกับรักน้ำเกลี้ยงตีให้เป็นเนื้อเดียวกันให้ทารองพื้นที่ต้องการรองพื้นบางๆ และเรียบ
           สมุกแข็ง ได้แก่ ผงถ่านใบตองแห้ง ผงถ่านหญ้าคา ผงปูนขาวอย่างใดอย่างหนึ่ง

ผสมกับรักน้ำเกลี้ยงตีให้ เป็นเนื้อเดียวกัน ใช้ทารองพื้นที่ต้องการรองพื้นหนาและแข็งมาก
           งานของช่างรักที่เกี่ยวข้องกับงานประเภทประณีตศิลป ประเภทมัณฑนศิลป

และประเภทวิจิตรศิลปที่ได้รับ การสร้างสรรค์ด้วยระเบียบวิธีของช่างรักอย่างโบราณวิธีมีอยู่

มากหลายลักษณะด้วยกัน ได้เลือกเอางานช่างรักที่มี ลักษณะสำคัญในด้านรูปแบบที่แสดง

ออกลักษณะการตกแต่งแบบไทยประเพณีโดยแท้มาแสดงให้ทราบต่อไปนี้
           งานช่างลงรักปิดทองคำเปลว
           งานช่างประดับกระจก
           งานช่างประดับมุก

งานช่างลงรักปิดทองคำเปลว

           งานช่างลงรักปิดทองคำเปลว หรืออย่างที่คนส่วนมากเรียกสั้นๆ ว่า "ลงรักปิดทอง"

คือกระบวนการตกแต่ง ผิวภายนอกของศิลปวัตถุหรือองค์ประกอบสำหรับงานสถาปัตยกรรมแบบ

ไทยประเพณีด้วยการลงรักหรือทายางรัก แล้วปิดด้วยทองคำเปลวทับทำให้ผิวของศิลปวัตถุหรือองค์

ประกอบสำหรับงานสถาปัตยกรรมบางสิ่ง เป็นสีทองดำ เหลืองอร่ามและเป็นมันวาวเหมือนหนึ่งว่า

ทำด้วยทองคำอันเป็นความเชื่อโดยขนบนิยมในสังคมไทยมาแต่โบราณกาล
           งานช่างลงรักปิดทองคำเปลวได้ทำการที่เป็นงานปิดทองเป็น ๔ ลักษณะงานด้วยกัน คือ
                      งานลงรักปิดทองทึบ
                      งานลงรักปิดทองร่องชาด
                      งานลงรักปิดทองร่องกระจก
                      งานลงรักปิดทองลายฉลุ

งาน

           งานปั้นดินดิบและงานปั้นดินเผา ดำเนินงานด้วยวิธีการและมีขั้นตอนโดยลำดับดังนี้
           งานขึ้นรูป คือการก่อตัวด้วยดินขึ้นเป็นรูปทรงเลาๆ อย่างที่เรียกว่า "รูปโกลน" ลักษณะ

เป็นรูปหยาบๆ ทำพอ เป็นเค้ารูปทรงโดยรวมของสิ่งที่จะเพิ่มเติมส่วนละเอียดให้ชัดเจนต่อไป
           งานปั้นรูป คือการนำดินเพิ่มเติมหรือต่อเติมขึ้นบนรูปโกลน หรือรูปทรงโดยรวมที่ได้ขึ้นรูป

ไว้แต่ต้นปรากฏ รูปลักษณะที่ชัดเจน ตามประสงค์ที่ต้องการจะปั้นให้เป็นรูปนั้นๆ จนเป็นรูปปั้นที่มี

ความชัดเจนสมบูรณ์ ดังความมุ่งหมายของช่างปั้นผู้ทำรูปปั้นนั้น
           งานปั้นเก็บส่วนละเอียด เป็นกระบวนการปั้นขั้นหลังสุด โดยทำการปั้นแต่งส่วนที่ละเอียด

ให้ชัดเจนเน้น หรือเพิ่มเติมส่วนที่ต้องการให้เห็นสำคัญ หรือแสดงออกความรู้สึกเนื่องด้วยอารมณ์

ต่างๆ ของช่างปั้น
           งานปั้นดินดิบนั้น เมื่อชิ้นงานสำเร็จก็มักผึ่งให้แห้งสนิท แล้วจึงนำไปใช้งานตามความ

ประสงค์ต่างๆ บางอย่างที่ต้องการตกแต่งด้วยการระบายหรือเขียนสีเพิ่มเติมให้สวยงามตาม

ความนิยมและความต้องการใช้งาน จะเขียนระบายด้วยสีฝุ่นผสมน้ำกาวทับลงบนรูปปั้นดินดิบ

ทั้งในส่วนพื้นของรูปและส่วนที่แสดงรายละเอียด มีตัวอย่าง เช่น รูปปั้นหัววัว รูปปั้นหัวกวาง

สำหรับแขวนประดับฝาผนัง รูปปั้นฤาษีต่างๆ รูปปั้นนางกวัก รูปปั้นละครยก ตุ๊กตาชาววัง เป็นต้น 
           อนึ่ง งานปั้นดินเผา ก็ดำเนินขั้นตอนการปั้นเช่นเดียวกับการปั้นดินดิบก่อนแล้วจึงจัดการเผา

ให้รูปปั้นดินนั้น ให้สุก ด้วยความร้อนที่ใช้ถ่านไม้หรือแกลบเป็นเชื้อเพลิงตามความเหมาะสมแก่

ชิ้นงาน
           งานปั้นดินเผาบางประเภทเมื่อเผาสุกได้ที่แล้วนำไปใช้งานในสภาพที่ชิ้นงานนั้นมีสีตามธรรม

ชาติของเนื้อดิน มีตัวอย่างเช่น พระพุทธพิมพ์ พระพุทธปฎิมากรรม ลวดลายต่างๆ สำหรับประดับ

งานสถาปัตยกรรม หางกระเบื้อง กาบกล้วย เป็นต้น
           งานปั้นดินเผาบางประเภทต้องการตกแต่งเพิ่มเติมด้วยการระบายสี และเขียนส่วนละเอียด

ให้สวยงามตาม ความนิยมและความต้องการใช้เช่น ตุ๊กตาเจ้าพราหมณ์ ตุ๊กตาชายหญิงทำเป็นข้ารับ

ใช้ตามศาลพระภูมิ ตุ๊กตารูปช้างม้าสำหรับถวายแก้บนเจ้าและพระภูมิ ตุ๊กตารูปเด็กทำเป็นของเล่น

สำหรับเด็ก ตุ๊กตารูปสัตว์ต่างๆ ทำเป็นของเล่น เป็นต้น

 

ช่างบุ
Metal Beating



           ช่างบุ เป็นช่างฝีมือประเภทหนึ่งในจำพวกช่างสิบหมู่ ได้ใช้ฝีมือทำการช่างในลักษณะ

ตกแต่งผิวภายนอก ของงานประเภทศิลปภัณฑ์ ครุภัณฑ์ และสถาปัตยกรรมบางลักษณ์ด้วยงานบุ

 ให้มีคุณค่าสวยงามและมั่งคงถาวร
           
คำว่า "บุ" เป็นคำกริยาอย่างหนึ่ง หมายถึง การเอาของบางๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือ การตีให้เข้า

รูป เช่น บุขันทองลงหิน เป็นต้น
           ช่างบุ ที่เป็นช่างหลวงอยู่ในจำพวกช่างสิบหมู่มาแต่โบราณกาล คือ ช่างประเภทที่ทำการ

บุโลหะให้แผ่ออก เป็นแผ่นบางๆ แล้วนำไปหุ้มคลุมปิดเข้ากับ "หุ่น" ชนิดต่างๆ เพื่อปิดประดับทำ

เป็นผิวภายนอกของ "หุ่น" ที่ทำขึ้นด้วย วัตถุต่างๆ เช่น ไม้ ปูน โลหะ หิน เป็นต้น ให้เกิดความงาม

 มีคุณค่า และความคงทนถาวรอยู่ได้นานปี
           งานบุโลหะทำขึ้นสำหรับหุ้มห่อปิดคลุมหุ่นชนิดต่างๆ อาจทำแก่สิ่งที่เรียกว่าหุ่นขนาด

ย่อมๆ ไปจนกระทั่งทำ แก่หุ่นขนาดใหญ่มาก ดังตัวอย่างงานบุในแต่ละสมัยต่อไปนี้
           เมื่อสมัยสุโขทัย มีความในจารึกบนหลักศิลาบางหลักระบุเรื่อง การตีโลหะแผ่เป็นแผ่น

แล้วบุหุ้มพระพุทธปฏิมา กรอยู่หลายความ หลายแห่งด้วยกัน เป็นต้นว่า จารึกศิลาวัดช้างล้อม

ระบุความว่า
           "...จึงมาเอาสร้อยทองแถวหนึ่งตีโสมพอกพระเจ้า..."
           สมัยล้านนา มีความว่าต้องการช่างบุนี้บันทึกเข้าไว้ในตำนานการสถาปนาศาสนสถาน

สำคัญมีความตอน หนึ่งใน ชินกาลมาลีปกรณ์ ว่าด้วยการบุโลหะหุ้มพระมหาเจดีย์ ณ วัดเจดีย์หลวง

 กลางเมืองเชียงใหม่ เมื่อรัชกาล พระเจ้าติโลกราช
           ต่อมาถึงสมัยอยุธยา พระพุทธปฏิมากรจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการสถาปนาขึ้นในช่วง

สมัยอันยาวนานถึง ๔๐๐ ปี ก็ได้รับความนิยมใช้โลหะมีค่าหุ้มห่อหุ้มองค์พระให้สวยงามและมีคุณ

ค่าเพิ่มขึ้น พระพุทธปฏิมากรสำคัญองค์หนึ่ง ได้รับการบุด้วยทองคำ

 คือ พระพุทธปฏิมาพระศรีสรรเพชญ์
           ครั้นมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ การช่างบุยังได้รับการผดุงรักษาให้มีอยู่ต่อมาในหมู่

ช่างหลวงจำพวกช่างสิบหมู่ ได้ทำการบุโลหะเป็นเครื่องประดับตกแต่งต่างๆ

 เช่น บุโลหะประดับฐานเบญจา บุทำพระลองประกอบพระโกศ บุธาร พระกร บุฝักพระแสง

ฝักดอาบ และมีงานบุโลหะชิ้นสำคัญยิ่งชิ้นหนึ่ง คือ บุษบกที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตน

 ศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง เป็นบุษบกที่ทำโครงสร้างด้วยไม้แล้วบุหุ้มด้วยทองคำทั้งองค์

 ในจดหมายเหตุการ ปฏิสังขรณ์ วัดรพะศรีรัตนศาสดาราม

เมื่อรัชกาลพระบาทสมเด็จพระรนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความบอกลักษณะบุษบก ไว้ว่า
           "...และพระมหาบุษบกนั้น ย่อเหลี่ยมไม้สิบสอง สูงแปดศอกคืบแผ่สุวรรณธรรมชาติ

หุ้มคงแต่เชิงฐานปัทมขึ้น ไปถึงสุดยอด" 

งานบุ

           งานบุ ซึ่งเป็นงานช่างที่ทำให้เป็นผลสำเร็จได้ด้วยการปฏิบัติงานตามขนบนิยมอย่างโบราณ

วิธีบุโลหะ อาจลำดับหลักการและวิธีการให้ทราบดังต่อไปนี้

วัสดุ

           วัสดุที่เหมาะสมจะนำมาใช้สำหรับงานบุ ที่เป็นมาแต่กาลก่อน คือ
           ทองคำ
           ทองแดง
           ดีบุก

เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับงานบุ

           การปฏิบัติงานบุโลหะ ได้ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ตามความเหมาะสมในการปฏิบัติงาน

 มีดังรายการต่อไปนี้
           ค้อนเหล็ก สำหรับตีแผ่โลหะ
           ค้อนไม้
           ค้อนเขาควาย
           ทั่งเหล็ก
           กะหล่อน อุปกรณ์ชนิดหนึ่งลักษณะ คล้ายทั่ง แต่หน้าเล็กและมน
           เติ่งไม้
อุปกรณ์ชนิดหนึ่งทำด้วยไม้ท่อน หน้าเว้าตื้นๆ
           กรรไกร
           สว่านโยน
           ไม้เนียน ทำด้วยเขาควาย
           แม่พิมพ์ ชนิดทำด้วยหิน หรือทำด้วยไม้
           ถุงทราย
           ชันเคี่ยว
           สิ่วสลักหน้าต่างๆ
           หมุด ทำด้วยโลหะผสม

การปฏิบัติงานบุโลหะ

           การปฏิบัติงานบุโลหะตามหลักการและวิธีการอย่างโบราณวิธีบุโลหะนี้ แบ่งออกเป็น

งานบุโลหะ ๒ ลักษณะ ด้วยกันคือ
                      การบุหุ้มหุ่นอย่างผิวเรียบ
                      การบุหุ้มหุ่นอย่างผิวเป็นลวดลาย

การบุหุ้มอย่างผิวเรียบ

           การบุโลหะในลักษณะนี้ หมายถึงการนำเอาโลหะชนิดใดชนิดหนึ่งมาทำการตีแผ่ออกให้

เป็นแผ่นแบนบางๆ ตามขนาดที่ต้องการ จึงนำเข้าปิดบุทับบนหุ่นที่ต้องการบุทำผิวให้เป็นโลหะชนิด

นั้น มักบุลงบนสิ่งก่อสร้างประเภท ก่ออิฐถือปูนเป็นปูชนียสถานต่างๆ เช่น พระสถูปเจดีย์

 พระพุทธปรางค์ หรือพระมหาธาตุเจดีย์ พระเจดีย์ทรงปราสาท เป็นต้น งานบุโลหะด้วย

โลหะแผ่นเช่นนี้ส่วนมากยังนิยมลงรักและปิดทองคำเปลวทับลงบนแผ่นโลหะที่บุทับลงในที่ นั้น

 ดังความในโคลงที่ว่า
           "เจดียลอออินทร ปราสาทในทาบทองแล้วเนื้อ นอกโสรม"
           อนึ่ง งานบุโลหะแผ่นผิวเรียบแล้วลงรักปิดทองคำเปลวนี้สมัยโบราณเรียกว่า

 บุทองสุวรรณจังโก หรอบุทอง ปะทาสี
           งานบุโลหะอย่างผิวเรียบนี้ ยังได้ทำขึ้นเป็นรูปปฏิมากรต่างๆ ด้วยหลักการบุ ตี ทุบ

เคาะ แผ่นโลหะเรียบขึ้น เป็นรูปทรงในลักษณะประติมากรรม สำหรับบุหุ้ม "หุ่น"

ที่ได้ทำขึ้นจัดทำเป็นรูปหล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ หรือไม้สลัก การบุโลหะลักษณะตามกล่าวมานี้

ภาษาช่างบุ เรียกว่า "หุ้มแผลง"

การบุหุ้มหุ่นอย่างผิวเป็นลวดลาย

           มักใช้โลหะที่มีเนื้ออ่อนเช่นทองคำ โลหะที่มีเนื้อแข็งไม่เหมาะจะนำมาใช้งานบุลักษณะนี้ 
           งานบุหุ้มหุ่นอย่างผิวเป็นลวดลาย เป็นการทำแผ่นโลหะผิวเรียบๆ ให้เกิดเป็นลวดลายนูน

ขึ้นบนผิวหน้าแผ่น โลหะนั้น อ้วยการใช้แผ่นโลหะทำให้เป็นลวดลายด้วยแม่พิมพ์หินและตบด้วย

ถุงทรายก่อนจะนำไปบุทับลงบนหุ่น ชนิดต่างๆ ที่สร้างขึ้น เพื่อรับการตกแต่งด้วยงานบุ

งานบุลักษณะผิวเป็นลวดลายนี้ มักเป็นชิ้นงานในลักษณะราบ และการนำเข้าติดกับหุ่น

ซึ่งมักทำด้วยไม้จึงมักใช้หมุดตะบู่เข็มทำด้วยทองเหลืองตรึงให้แผ่นหรือชิ้นงานติดกับหุ่น นั้น
           งานของช่างบุที่เป็นมาแต่อดีตมีผลงานของช่างที่เป็นตัวอย่างต่อไปนี้
           งานบุประดับสถาปัตยกรรม ได้แก่ บุพระสถูปเจดีย์ บุพระพุทธปรางค์ บุเครื่องลำยอง

ประกอบหน้าบัน บุหัวเสา
           งานบุประดับราชภัณฑ์ ได้แก่ ฐานพระเบญจา พระแท่นราชบัลลังก์ บุษบก

พระลองประกอบพระโกศ ฝักพระแสง
           งานบุประดับประติมากรรม ได้แก่ บุพระพุทธรูป บุพระพิมพ์ บุปลาตะเพียนทองเงิน

 เป็นต้น

ช่างปูน
Plastering



           ช่างปูน เป็นช่างประเภทหนึ่งในจำพวกช่างสิบหมู่ งานของช่างปูน เป็นงานสร้างทำอาคา

สถานชนิดเครื่อง ก่อประเภท เจติยสถานและศาสนสถานต่างๆ เช่น พระสถูปเจดีย์ พระพุทธปรางค์

เจดีย์ พระอุโบสถ พระวิหาร ฐานชุกชี ซุ้มคูหา กับได้ทำพระมหาปราสาท พระราชมณเฑียร

แท่นฐาน เกยราชยาน ประตู เครื่องยอดต่างๆ ใบเสมา กำแพงและป้อมปราการ เป็นต้น

และงานของช่างปูนยังเนื่องด้วยการปั้นปูนอีกด้วย

 

           งานปูน จัดเป็นงานช่างเก่าแก่ จำพวกหนึ่งที่ในสยามประเทศนี้ ทั้งนี้พึงเห็นได้จากซาก

โบราณสถานประเภท เจติยสถาน ชนิดเครื่องก่ออิฐถือปูนทำลวดบังประกอบส่วนต่างๆ

อย่างประณีตแสดงฝีมือและความสามารถช่างปูน ชั้นสูง แต่ทว่าหลักฐานความเป็นมาของ

ช่างปูนรุ่นเก่าๆ นั้นไม่สู้มีหลักฐานสิ่งอื่นๆ แสดงให้ทราบได้ว่าเป็นช่างพวก ใดเป็นผู้สร้างทำ

 นอกเสียจากรูปแบบที่แสดงฝีไม้ลายมือฝากไว้เท่านั้น
           งานปูน หรืองานช่างปูนแต่สมัยก่อน มีชื่อเรียกเป็นคำเก่าอีกอย่างหนึ่งว่า "สทายปูน"

งานของช่างปูน อาจจำแนกลักษณะงานของช่างปูนออกได้เป็น ๒ ลักษณะ ด้วยกันคือ

ช่างปูนงานก่อ

           ช่างปูนจำพวกนี้ ทำงานในลักษณะการก่อวัสดุชนิดต่างๆ เช่น อิฐ หิน ศิลาแลง เป็นต้น

 ขึ้นเป็นรูปทรงสิ่ง ต่างๆ ตั้งแต่ขนาดเล็ก เช่น ก่อเขามอขึ้นอ่าง ไปจนกระทั่งก่อพระสถูปเจดีย์

 ก่อพระพุทธปรางค์เจดีย์ หรือได้ทำการ ในด้านบูรณะปฏิสังขรณ์ เครื่องหิน เครื่องอิฐก่อที่ชำรุด

ให้คืนดีขึ้นดั่งเดิม

ช่างปูนงานลวดบัว

           ช่างปูนจำพวกนี้ ทำงานในลักษณะการถือปูนทำผิวเป็นลวดบัวแบบต่างๆ เช่น บัวคว่ำ

 บัวหงาย บัวหลังเจียด บัวปากปลิง บัวลูกแก้ว บัวอกไก่ สำหรับประกอบทำฐานลักษณะต่างๆ

 เป็นต้นว่า ฐานเชิง บาตร ฐานเท้าสิงห์ ฐานปัทม์ ฐานเฉียง ฐานบัวจงกล ฯลฯ หรือทำการถือปูน

จับเหลี่ยมเสาแบบต่างๆ คือ เสาแปดเหลี่ยม เสาย่อมุมไม้สิบสอง เสากลม เป็นต้น
           งานปูนที่เป็นงานในหน้าที่ของช่างปูนดังกล่าวมีวัตถุปัจจัยสำคัญสำหรับงาน คือ ปูน

ซึ่งช่างปูนได้ใช้ในงาน ก่อ ฉาบ และถือปูนเป็นสิ่งต่างๆ มาแต่โบราณ การผสมปูนนี้ ช่างปูน

บางคนได้ผสมเนื้อปูนให้มีคุณภาพเหนียวและ คงทนถาวรอยู่ได้นานปี บางคนใช้กระดาษฟางบ้าง

หัวบุบุก หัวกลอยบ้าง แม้หัวต้นกระดาษก็ใช้ตำผสมเข้ากับเนื้อ ปูน เพื่อช่วยเสริมความเหนียว

และยึดตัวดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชื่อและประสบการณ์ของช่างปูนแต่ละคน
           งานช่างปูนนี้ เมื่อจะทำการคราวหนึ่งๆ จึงทำปูนขึ้นเฉพาะงานคราวนั้น จะทำเตรียมไว้ล่วง

หน้านานเป็นแรม เดือนไม่ได้ การทำปูนเตรียมไว้สำหรับงานก่อ ฉาบ จับ ถือปูนเป็นงานค่อนข้าง

หนักแรง เพราะต้องใช้แรงตำปูนกับ สิ่งที่ผสมร่วมกันนานกว่าจะเข้าเป้นเนื้อเดียวและเหนียวได้ที่

ในการงานช่วงนี้ มักเป็นภาระหน้าที่ของลูกมือ ช่างปูนตำปูนให้แก่ช่างปูน แต่ในบางกรณีที่ช่างปูน

ได้ทำงานก่อ งานปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม ที่เป็นงานของหลวง อุปถัมภ์การพระศาสนา มักมีชาว

บ้านสมัครมาช่วยตำปูน เป็นการร่วมทำบุญสร้างกุศลด้วยการโขลกตำปูนถวายวัด บุญกิริยาเช่นนี้

จึงเกิดเป็นธรรมเนียมขึ้นในสมัยก่อน เมื่อมีการสร้างหรือซ่อมปูชนียสถาน หรือศาสนสถานอย่าง

หนึ่ง อย่างใดที่เป็นชนิดเครื่องก่อขึ้นในวัด ชาวบ้านวัยหนุ่มวัยสาวจะสมัครมาช่วยกันตำปูนเตรียม

ไว้สำหรับช่างปูน จะได้ใช้งานตำปูนนี้จะทำกันในตอนหัวค่ำภายหลังเสร็จธุระประจำวันแล้ว

ตั้งครกตำปูนเรียงรายกันหลายๆ ลูกครก ตำปูนนี้โดยมากใช้ครกกระเดื่องซึ่งจะช่วยผ่อนแรงตำ

ได้มาก เมื่อตำปูนเหนียวได้ที่ครกหนึ่งๆ ก็ตักเอาไปพักไว้ใน อ่างดิน เอาผ้าหรือฟางชุบน้ำคลุมปิด

ไว้ให้ปูนชื้นพอแก่เวลาที่ช่างปูนจะมาเอาไปใช้ในวันรุ่งขึ้น อนึ่ง ปูนที่จัดการ โขลกตำเตรียมไว้นี้ยัง

ไม่ต้องใส่เชื้อน้ำตาล จะใส่เชื้อน้ำตาลก็ต่อเมื่อช่างปูนจะใช้ปูน จึงใส่เชื้อดังกล่าวเอาเองตาม

ส่วนหรือขนาดที่เข้าใจ ธรรมเนียมชาวบ้านช่วยตำปูนถวายวัดนี้ นอกเสียจากเป็นบุญกิริยาแล้ว

ยังอาจกล่าวได้ว่า เป็นโอกาสสำหรับคนหนุ่มสาวได้มาสมาคมกันได้โดยผู้ใหญ่ไม่สู้เดียดฉันท์
           ช่างปูนที่เป็นช่างปูนงานก่อก็ดีช่างปูนงานลวดบัวก็ดี ช่างประเภทนี้ ใช้เครื่องมือที่จำ

เป็นอยู่ ๒-๓ อย่าง คือ
           เกรียงเหล็ก ขนาดต่างๆ
           เกรียงไม้
           ประทับหรือบรรทัด ถือลวดบัว หรือจับเหลี่ยม
           ครก และสากไม้
           ตะแกรง สำหรับร่อนปูน และทราย
           อ่างดิน สำหรับพักหรือหมักปูน
           ช่างปูน เป็นช่างฝีมือที่ได้ใช้ความสามารถของฝีมือสร้างทำปูนให้เป็นรูปลักษณ์ที่ประ
กอบ

ไปด้วยศิลป ลักษณะ มีความงามและคุณค่าเชิงประณีตศิลป์ ฉะนี้ช่างปูนจึงได้รับการยอมรับและ

จัดรวมเข้าในหมู่ช่างสิบหมู่ด้วย สาระสำคัญของช่างปูนตามที่ได้อธิบายมานี้

อ้างอิง : http://thaihandiwork.com , http://th.wikipedia.org


โดย ศิลป์สารคามพิท

 

กลับไปที่ www.oknation.net