วันที่ อังคาร มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องสั้น...ประตูที่ไม่เคยปิด (ตอนจบ)


"ประตูที่ไม่เคยปิด" (ตอนจบ)

โดย : ทิวสน ชลนรา



เสียงล้อเหล็กบดกับราง ดังแหลมเสียดแก้วหู พร้อมแรงกระตุกจากการเบรก ทำเอาหญิงสาวสะดุ้ง พร้อมหลี่ตามองนอกหน้าต่าง ขณะที่รถค่อยๆ ชะลอ ป้ายสีขาวตัวหนังสือสีดำเขียนว่า "โพธาราม" ถึงแล้วหรือนี่...หญิงสาวยันกายนั่งตรง ขยับตัวหันมองท้ายโบกี้ ซึ่งเป็นทางลง



* * * * *


นาฬิกาที่หน้าห้องขายตั๋วบอกเวลา 22.20 น. มอเตอร์ไซค์รับจ้างส่งสัญญาณเชิงเชิญชวน แต่เธอส่ายหน้าปฏิเสธพาหนะซึ่งเป็นชนิดเดียวที่จะนำสู่จุดหมายได้...ใช่จะเย่อหยิ่ง แต่ทั้งตัวเธอไม่มีเงินเหลือแล้ว...วิธีเดียวที่จะถึงบ้านคือ เดินเท้า กับระยะทาง 2 กิโลฯ จากที่นี่สู่บ้านเธอ... "จะเป็นไรไป...ในเมื่อเคยเดินมาแล้วนี่" เธอบอกตัวเอง พลางกอด อก บรรเทาหนาว แล้วก้าวเดินจากชานชาลา มุ่งหน้าผ่านตลาดสดไปยังถนนที่ทอดสู่ชานเมือง...


* * * * *


แม้จะเป็นตัวอำเภอ แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่เข้านอนกันหัวค่ำ เธอย่ำเท้าเดินผ่านถนนหน้าตลาดสด ที่มีรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า บะหมี่ ขนมหวาน และอื่นๆ อีก 2-3 ร้าน มีคนนั่งกินอาหารรอบดึกอยู่ประปราย...

"ทานก๋วยเตี๋ยว โต๊ะว่างนั่งเลยจ้า" เสียงเจ๊ร่างท้วมทักทาย เธอหันมองพบรอยยิ้มเชิญชวน ได้แต่ยิ้มตอบอย่างแห้งเหี่ยว กลิ่นน้ำซุปลอยมาตรึงจมูกยั่วน้ำลาย...พร้อมรู้สึกแสบท้องมากขึ้น แต่จำต้องเบือนหน้ากัดฟันเดินต่อไป...

เริ่มออกห่างจากตลาด ก็เริ่มห่างบ้านเรือนผู้คน ถนน 2 เลน ทอดยาวออกไป มองเห็นแสงไฟวอมแวมอยู่ลิบๆ ความมืดโรยตัวอยู่รายรอบ หญิงสาวรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง อยากเดินให้ถึงบ้านโดยไว ความหนาวเย็นและความเหนื่อยล้าทำให้ระยะทางเหมือนอยู่แสนไกล ปล่อยให้สองเท้าย่างก้าวไปเรื่อยๆ ขณะที่ความคิดวูบหนึ่งพาให้หวนนึกถึงความอบอุ่นใจที่เคยได้รับเสมอมา ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์...

คราวนั้นราว 3-4 ขวบ ที่หกล้มเพราะวิ่งซนไล่จับกับหนูส้มโอ้ที่บ้านลุงวิชัย ซึ่งรั้วติดกัน แม้จะดูแก่นและเป็นหัวโจกในกลุ่มเพื่อน แต่พอถึงคราวเจ็บตัวเธอก็หมดมาด ร้องไห้ปาดน้ำตาวิ่งกลับบ้านไปหาแม่ และไม่ว่าแม่จะทำอะไรหากได้ยินเสียงก็จะพักมือเข้ามาหา ดึงเข้าไปกอดไว้ ลูบหัว นำไปทำความสะอาดแผล...ใส่ยา...แล้วเป่าไปตรงที่เจ็บ... จากนั้นแม่ก็จะสอนให้ระวังมากขึ้น แม้อีกหลายครั้งจะไม่มีแผลฟกช้ำ แม่ก็ยังเป็นห่วงเป็นใยเสมอ...

เธอยังจำแววตาที่เปี่ยมความเมตตาคู่นั้นได้ดี...และสิ่งที่แม่ไม่เคยลืมเลยเมื่อสอนเสร็จคือ แม่จะกุมมือน้อยของเธออธิษฐานกับพระเจ้าของแม่ ให้พระองค์รักษาเธอให้หายโดยไว หญิงสาวในวัยเด็กนึกถึงภาพตัวเองที่จ้องมองแม่หลับตาอธิษฐาน ซึ่งเธอมักจะพูดลงท้ายว่า "เอเมน" พร้อมแม่เสมอ และทุกครั้งก่อนที่จะปล่อยให้เธอออกไปวิ่งเล่นต่อ แม่จะพูดว่า "หนูเป็นลูกของแม่...แม่รักลูกนะเดือน" เสมอ

เธอยังจำได้ดี...ทุกครั้งก่อนนอน แม่มักจะเล่านิทาน และอ่านพระคัมภีร์ที่แม่อ่านเป็นประจำให้เธอฟัง เธอเองก็ช่างซักเหลือเกิน

"ทำไมพระเจ้าหวงแอ๊ปเปิ้ลล่ะแม่...ทำไมเอวา เป็นเด็กดื้อจังแม่...โนอาห์เก่งจังเลยแม่...สร้างเรือลำโตได้ด้วย..."

สารพัดคำถามและความเห็นของเด็กช่างพูด แต่แม่ไม่เคยเบื่อที่จะตอบ แม้หลายครั้งจะตอบเพลินจนลืมดูไปว่า เธอหนุนตักแม่หลับไปนานแล้ว...

วันอาทิตย์เป็นอีกวันที่เธอสนุกกับการได้เจอเพื่อนเยอะๆ เพราะพ่อแม่พาเด็กมาที่โบสถ์ แถมยังได้กินขนมอร่อยๆ พอวันคริสต์มาส เธอมักจะได้แสดงรีวิวประกอบเพลงกับส้มโอ และเด็กๆที่อยู่ละแวกนั้นเสมอ...

หลายหนที่แม่มักจะบอกว่า "พระเจ้ารักลูกนะเดือน" แม่อยากให้เธอรู้จักพระองค์ด้วยตัวเธอเอง และสอนให้อธิษฐาน แต่เธอก็อธิษฐานอย่างเสียไม่ได้ โดยเฉพาะก่อนทานข้าวพร้อมแม่

กระทั่งเมื่อเรียนจบชั้นประถมปลาย แล้วเรียนต่อมัธยมในตัวจังหวัด คำอธิษฐานก็ห่างไปจากปากและจากใจจนหมดสิ้น พร้อมความห่างเหินที่เธอมอบให้กับแม่เพราะติดเพื่อน ขณะที่แม่ยังคงพยายามเข้ามาดูแลเธอเช่นเดิม คอยเตรียมอาหาร เตรียมสิ่งจำเป็นให้อยู่มิได้ขาด แม้จะต้องใช้จ่ายมากขึ้น แต่แม่ก็ไม่เคยบ่น หากยังคงทำงานหนัก พร้อมกับวัยที่เริ่มโรยรา…น้ำตาเอ่อไหลลงมาเคลีย 2 แก้มอีกครั้ง...ทำไมหนอ...ทำไมเธอจึงได้เฉยชาต่อความรักของคนที่รักเธอเช่นนี้

แสงไฟจากเสาไฟสองฟากฝั่งถนนแลเห็นอยู่ไม่ไกล บอกถึงระยะทางที่กระชั้นใกล้ชุมชนและบ้านเข้าไปทุกขณะ และตอนนี้ 2 ขาแสนจะหนักอึ้งจนแทบก้าวไม่ไหวแล้ว...

เธอเดินผ่านบ้านเรือนที่คุ้นเคย... ซ้ายมือนั้นคือโรงเรียนที่เคยเรียนเมื่อครั้งประถมฯ... ขวามือคือบ้านของป้าอ้อยเพื่อนของแม่ ขายห่อหมกที่สถานีรถไฟ...และนั่น ตรงหัวมุมถนนด้านขวา อาคารไม้จั่วแหลม ด้านบนมีไม้กางเขน เป็นโบสถ์ที่เธอเคยมาประจำตอนเด็ก เธอเดินข้ามฝั่งไปยังทางแยกข้างโบสถ์ เพื่อเดินเข้าซอยเล็กๆ จากตรงนี้อีกไม่ไกลก็ถึงบ้าน แต่หัวใจเธอสิ โบยบินไปถึงที่ห้องนอนแต่นานแล้ว...

ถนนสายเล็กๆ เส้นนี้ไงเล่าที่เธอวิ่งเล่นมาตั้งแต่เด็ก และได้จากไปเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน แต่คล้ายดังว่าจากไปนานเหลือเกิน ยิ่งเดินเข้าใกล้ก็เห็นบ้านหลังน้อยในเงามืดชัดเจนขึ้น เมื่อเข้าไปใกล้มากขึ้นก็สังเกตเห็นแสงไฟที่สาดลอดมาจากหน้าต่างฝั่ง "ห้องนอนแม่"

เธอหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูรั้วสูงระดับสายตา มองบ้านที่โอบล้อมด้วยแมกไม้ด้วยความอบอุ่นใจ กำลังจะล้วงกุญแจรั้วบ้านในกระเป๋าพลันนึกขึ้นได้ว่า ตอนที่จากไป เธอไปแต่ตัว... "จะเป็นไรไปปีนก็ได้" หญิงสาวจับที่ขอบด้านบนของรั้ว ครั้นกำลังจะโหนตัวขึ้นไป ประตูก็เปิดออก...รั้วบ้านไม่ได้ใส่กุญแจ!... เธอผลักประตู เดินผ่านเข้าไปแล้วปิด มุ่งไปที่ประตูชั้นล่าง ในเงามืดนั้นเธอมองเห็นว่า ประตูได้เปิดแง้มไว พลางนึกเฉลียวใจ...ปกติแม่ไม่เคยลืมดูแลบ้านแบบนี้..ประตูรั้วไม่ได้ปิด ซ้ำประตูบ้านก็ไม่ปิด เอ๊ะ...หรือว่า....!?

ความกังวลวิ่งพล่านในหัว หญิงสาวก้าวเท้าฝ่าความมืดเข้าไปในบ้าน มุ่งไปยังชั้น 2 ทันที แล้วตรงไปที่ห้องนอนของแม่ ซึ่งพบว่าเปิดแง้มไว้เช่นกัน ความหวาดกลัวผุดขึ้นมาอีกครั้ง เธอไม่อยากจะคิด ไม่อยากจะคาดเดาอะไร..ในใจเริ่มนึกถึงใครสักคน ใครคนนั้นที่เธอเคยรู้จัก คนที่แม่พร่ำบอกให้เธอพึ่งพาเสมอ...พระเจ้า ช่วยหนูด้วย หนูไม่อยาก...

เธอก้าวไปถึงประตู มองเข้าไปในห้อง ครั้นเห็นภาพข้างใน ต้องตาเบิกโพลงหัวใจเต้นแรง...

แม่หันหลังนอนหมอบตะแคงอยู่ข้างเตียง เธอปราดเข้าไปหาทรุดตัวลงเขย่าตัว

"แม่!...แม่!...แม่เป็นอะไร!...แม่อย่าเป็นอะไรนะ...ใครทำอะไรแม่ หนูกลับมาแล้ว แม่จ๋า แม่ต้องไม่เป็นอะไร..พระเจ้าขา ช่วยแม่หนูด้วย" พลางเริ่มร้องไห้ เขย่าตัวแม่ แล้วซบหน้าลงที่ไหลของแม่ซึ่งนอนนิ่ง...

ขณะที่สะอื้นไห้ตัวโยนอยู่นั้น ก็มีมือหนึ่งไล้ที่เรือนผมของเธอ พร้อมกับการพลิกตัวของแม่ เดือนลุกขึ้นนั่งมองดูแม่ ที่ค่อยๆ เผยอตาขึ้นมอง..แล้วเบิกกว้าง พร้อมกับยันกายลุกขึ้น

"เดือน!...เดือน!...ลูกกลับมาแล้วเหรอลูก...ลูกของแม่..." พูดเพียงเท่านั้นก็โผกอดลูกสาวแน่น ขณะที่เดือนกลับงุนงง

"แม่จ๋า...แม่..แม่ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย...ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย" เธอระล่ำระลักถามพลางสะอื้น

แม่คลายอ้อมแขน จ้องมองใบหน้าลูกสาว มือที่เริ่มเหี่ยวไล้ไปที่แก้มปาดน้ำตาที่ไหลเป็นทาง "แม่ไม่เป็นไร...แม่ไม่ได้เป็นอะไรลูก"

"แล้ว...ประตู...เปิดเอาไว้..." หญิงสาวซักได้เท่านั้น ผู้เป็นแม่ก็พูดสวนขึ้น

"เดือน...แม่เป็นห่วงลูกมากรู้มั้ย...แม่อธิษฐานเผื่อลูกตลอดเวลา ร้องทูลวิงวอนพระเจ้าทุกคืน ขอให้นำลูกของแม่กลับมา...และตอนนี้ ลูกของแม่ก็กลับมาแล้ว...กลับมาอยู่ต่อหน้าแม่แล้ว..แม่ดีใจจริงๆ ขอบคุณพระเจ้า...ขอบคุณพระเจ้า" เธอบอกความในใจด้วยน้ำตา

"แล้วประตู..." ไม่ทันที่เธอจะถามซ้ำ แม่ก็เอ่ยขึ้น

"ลูกเอ๋ย...อย่างไรแม่ก็รัก และให้อภัยลูกเสมอ ลูกคือของขวัญที่พระเจ้าประทานให้กับแม่ ลูกคือแก้วตาดวงใจของแม่นะลูก...บ้านนี้เป็นบ้านของเรา...เป็นบ้านที่ลูกมีสิทธิ์จะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้" ถ้อยคำกลั่นจากใจเอ่ยขึ้นพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้นเปี่ยมรัก

"ลูกรัก...แม่เข้าใจลูกเสมอ...แม่รู้ว่า หากลูกกลับมา บางทีลูกอาจจะไม่พร้อมที่จะเห็นหน้าแม่ ไม่พร้อมจะเจอแม่...แม่รู้ว่า ลูกไม่ได้เอากุญแจบ้านไป…และตั้งแต่วันที่หนูจากแม่ไป แม่ก็ไม่เคยปิดประตูบ้านของเราอีกเลย"


ได้ฟังเพียงเท่านั้น หญิงสาวก็โผเข้ากอดแม่ ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น พร้อมคำขอโทษ สำนึกผิดที่พรั่งพรูออกมาไม่รู้หมดสิ้น

"แม่จ๋า...หนูขอโทษ...หนูขอโทษ ฮือ.อ.อ.อ." ขณะที่แม่เองก็กอดกระชับลูบหลังเชิงปลอบโยน

"แม่จ๋า...หนูมีอีกอย่างอยากจะบอกแม่..."

"อะไรเหรอลูก"

"...หนูตัดสินใจแล้ว...พรุ่งนี้วันอาทิตย์...หนูขอไปโบสถ์ด้วยนะแม่"


"...ได้สิลูก...พระองค์ก็รอหนูกลับบ้านเสมอ...แม้ทางจะแคบ แต่ประตูที่เข้าสู่ทางนี้ก็ไม่เคยปิดเลย ลูกเอ๋ย"

(หมายเหตุ : เขียนจากประสบการณ์ชีวิตจริงสั้นๆ ในหนังสือชุดชิคเค้นซุป)


* * * * * * * * * *

โดย ทิวสน

 

กลับไปที่ www.oknation.net