วันที่ เสาร์ มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อาจารย์ธิดาและหมอเหวง ที่เคยรัก


นายแพทย์เหวง เหวง โตจิราการ

ณ ดินแดนเสรีชน ปราศจากอคติ อวิชชาและผลประโยชน์

อาจารย์ธิดาและหมอเหวง ที่เคยรักกัน

ก่อนอื่นผมต้องขอโทษ ที่นำชื่ออาจารย์ธิดา(ส.ปูน)  ขึ้นนำหน้าหมอเหวง(ส.เข้ม) เหตุผลคือ การให้เกียรติสตรี ซึ่งเดือนนี้(8 มีนาคม)เป็นวันสตรีสากล ไม่ได้คิดว่า ใครจะเป็นผู้นำหรือให้ใครมีบทบาทมากกว่าใคร

1.ผมขอเริ่มต้น ด้วยการกล่าวถึง ”was  is  will be” หรือ” อดีต  ปัจจุบัน  อนาคต”

เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด  ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในยุคแห่งความสับสนซับซ้อน ที่ถูกกลายเป็นผิด และผิดกลายเป็นถูก” เพื่อนพ้องน้องพี่”ที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาร่วมกัน 37 ปี กลับกลายเป็นคนแปลกหน้าและถือเป็นฝ่ายตรงข้าม   ที่ต้องด่าประนามเอากันถึงตาย  คนที่เพิ่งรู้จักอย่างผิวเผินกลับเป็นมหามิตรที่รับใช้เขาอย่างสุดจิตสุดใจ  โดยถ้าใช้ภาษามิตรสหาย  “  เอามิตรมาเป็นศัตรู  และเอาศัตรูมาเป็นมิตร “ เป็นการผืดอย่างร้ายแรงขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างผิดไปหมด

สหายปูน อดีตเป็นกรรมการกลางของพรรคที่นักอุดมการณ์ใฝ่ฝัน ปัจจุบันปฏิเสธพรรค เหตุผลเพราะ ทักษิณมีอนาคตกว่า และไม่เห็นด้วยกับพรรคที่ถือว่าระบอบทักษิณเป็นทุนสามานย์เป็นศัตรูหลักของประชาชน, เธอเป็นผู้มีบทบาทสูงมาก ในฐานะครูใหญ่โรงเรียนการเมืองนปช. เป็นผู้ชี้นำทางการเมือง  เป็นผู้นำของครอบครัวปฏิวัติของขบวนการไพร่ยุคโลกาภิวัฒน์ใหม่ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในโลกปัจจุบัน และแม่ พ่อ และลูก สามัคคีเข้าร่วมอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ……       อนาคต…?

สหายเข้ม อดีตเป็นพันธมิตรระดับแนวหน้า ขึ้นเวทีด่าชำแหระทักษิณและระบอบทักษิณอย่างเป็นระบบ แถมกล่าวว่า “น่าสงสารคนที่ไม่รู้ทันไปเข้าข้างทักษิณ ไม่โง่ ก็มีผลประโยชน์ “ เคยเป็นหมอที่ฉีดยาผ้าตัดคนไข้ด้วยความมีอุดมการณ์และจรรยาบรรณ    ปัจจุบัน   เป็นแกนนำม๊อบที่แทงเข็มดูดเลือดไพร่คนละ10cc แล้วนำมารวมกันไปทำในสิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกและช๊อคสังคม โดยสร้างเป็นสัญญาลักษณ์ของความรุนแรง ความอาฆาตแค้นและความเกลียดชัง “เลือดต้องล้างด้วยเลือด” ในการนำเลือดคนไปสาดใส่ทำเนียบรัฐบาล หน้าพรรคการเมือง และหน้าบ้านของนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ในขณะที่กระทำไป จิตใจเต็มไปด้วยความสะใจ โห่ร้องดีใจ มีความภาคภูมิใจเหมือนเป็นหัวหน้าเผ่าคนเถื่อนที่ชนะศึก มิได้เป็นหมอที่มีวิชาความรู้และมีจรรยาบรรณที่ดีเลย

และก้าวขึ้นมาอยู่ในแนวหน้าเป็นระดับแกนนำคนเสือแดงเคียงคู่กับสามเกลอที่นำโดยคุณวีระ  (ทดแทนความรู้สึกที่ไม่ได้เป็น5แกนนำพธม.) กลายเป็นคนโปรดผ่านการไปดูใบ (ไม่ใช่ สองมาตรฐานหรือสองเพศ) คาระวะท่านผู้นำหัวหน้าไพร่ ด้วยความภูมิใจมาแล้ว ได้ทำการขอขมาในช่วงที่ขึ้นเวทีพธม.ด่าท่านผู้นำ? อนาคต…?                 

คุณวีระดำ  อดีต เคยถูกทักษิณช่วงเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมปฏิเสธ ข้อหา ”เป็นบุคคลอันตราย”(คุณไชยวัฒน์ เสนอเพื่อให้มาช่วยพรรค เพราะเห็นในคุณค่า) และถูกไม่ให้เกียรติและไม่ให้ความไว้วางใจเต็มที่ในฐานะผู้นำม๊อม  โดยทักษิณใช้การติดต่อแกนนำคนอื่นโดยตรง ทำให้การนำมีหลายขั้ว เป็นผลให้เพลี่ยงพล้ำในเหตุการณ์เมษาเลือด 2552    ปัจจุบัน   ได้รับการชื่นชม(เก่งมาก) และยังสับทับ โดยบิ๊กจิ๋วถึงสองครั้ง (วีระนายแน่มาก)   ซึ่งผู้สันทัดทางการเมืองจะรู้ดีว่า   “ ใครที่ถูกบิ๊กจิ๋วชมแล้ว อนาคตไม่ดีเลยสักคน “……………………. อนาคต …….?
(เรื่องของคุณวีระ เป็นส่วนที่ยกมาให้ อาจาร์ยธิดาและหมอเหวงพิจารณาในขั้นต้น)

2. การเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นเรื่องของความแน่นอน เป็นอนิจจัง แต่ด้วยใจแท้แล้ว ไม่อยากเชื่อว่าจะมาเกิดกับสองมิตรสหายเลย เราเคยร่วมเป็นร่วมตาย และผ่านความเป็นความตายความยากลำบากมาด้วยกัน และบางช่วงก็มีส่วนร่วมในความสุข   จากความรักแรกแย้มของสาวสูงอายุ กับ หมอหนุ่มอุดมการณ์มากพลังที่มีความมุ่งมั่นเฝ้าฝ่าฟันจนบรรลุความสำเร็จ     ในช่วงท้ายของสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไปที่สมรภูมิภูพาน

“มิใช่เรื่องผลประโยชน์ “แต่เป็นเรื่อง ...ซึ่งแตกต่างจากอีกหลายคนที่เปลี่ยนไป

มิใช่นักการเมือง ที่หวลหาตำแหน่ง สส. รัฐมนตรี ในระบบการเมืองเก่าที่ต้องอาศัย

การอุปถัมภ์ค้ำจุน  ต้องมีเงินก้อนใหญ่ชุบตัวสร้างฐานอำนาจ ซื้อต๋วผ่านทาง และการทำตัวให้อยู่ในสายตา เป็นคนเก่งเป็นเด็กดี  ไม่โต้แย้งคัดค้าน  ไม่ทำตัวเทียบ เสมอ

มิใช่นักธุรกิจนายหน้า ที่ต้องการสัมปทาน หรือใบสั่งพิเศษถึงรัฐมนตรี หน่วยงานทางเศรษฐกิจ  บริษัทในตลาดหลักทรัพย์  หรือเงินกู้จากธนาคารและสถาบันการเงิน การวิ่งหาโครงการจากภาครัฐ   หรือการสนับสนุนจากสายผู้มีอำนาจทางการเมืองมาเสริมและยกฐานะให้กลายเป็นคนชั้นสูงในสังคม เหมือนกับคนบางคน  ฯลฯ

มิใช่นักวิชาการหอคอยงาช้าง ที่ยึดหลักการและตำรา ฟังความข้างเดียว จับกลุ่มพวกเดียวความคิดเดียวที่เป็นอำมตะ เป็น”ลิงสามตัว”ที่ปิดหูปิดตาปิดจมูก ไม่เข้าใจถึงการพัฒนาเปลี่ยนแปลงและไม่ยอมรับความเป็นจริง ขาดการลงไปสัมผัสขาดการปฏิบัติ  กลัวคามเจ็บปวดจากเข็มฉีดยาของความเป็นจริง อยู่ในโลกของมายาหลงตัวเองหลอกลูกศิษย์ให้ข้อมูลเท็จมอมเมาประชาชน (โดยมิได้เจตนา) ฯลฯ

มิใช่กลุ่มนักศึกษาที่ฝักใฝ่ลัทธิการเมือง ที่เป็นคนส่วนน้อยของนิสิตนักศึกษาซึ่งมีข้อดีที่สนใจสังคม แต่ไปติดกับดักความคิดเก่าที่ล้าหลังไม่เป็นจริงในยุคปัจจุบันของกลุ่มนักวิชาการดังกล่าวและยังไม่มีประสพการณ์ที่เข้าใจโลก มีบทบาท ทำหน้าที่ออกแถลงกสารณ์สนับสนุนทักษิณและแดงซ้ายจัด ฯ

ใช่แน่นอน เป็นเรื่องของ อคติ และ อวิชชา

มิใช่เรื่องของความฉลาด หรือ ความรู้ เพราะทั้งสองภรรยาสามีมีความเก่งและความสามารถสูง
 
แต่เป็นการมองไม่เห็นความเป็นจริง ไม่ได้แสวงหาสัจจธรรมจากความเป็นจริง ไม่ได้ พิจารณารูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

ยึดติดกับอัตตาของตน กูเก่งกูถูกกูรู้จริงกูของแท้ แต่คนอื่น มิใช่

ผิดโดยพื้นฐานในการวิเคราะห์สังคมไทย และการพัฒนาของสังคมไทยและยุคสมัย

มองทุนสามานย์ทักษิณ เผด็จการรัฐสภาของนักการเมืองเลือกตั้ง เป็นมิตรร่วมรบ เป็นแนวร่วมชั้นสูงที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนาประชาธิปไตยไทย

มองศักดินา เป็นศัตรูร้ายกาจ  เป็นต้นเหตุของความเลวร้ายทั้งปวง เป็นผู้บงการและกำหนดทุกเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นเจ้าของระบบอุปถัมภ์แต่ผู้เดียวเป็นอุปสรรคขั้นพื้นฐานต่อการพัฒนาประชาธิปไตยที่แท้จริง

มองมิตรสหายเพื่อนร่วมอุดมการณ์ที่เคยต่อสู้กับเผด็จการทรราชในยุค14 ตุลา 16 เรื่อยมาถึง 17 พฤษภา 35 และ 11ตุลา 2540  จนถึงยุคทักษิณ ก็ได้ร่วมกันต่อต้าน  แต่หลังเหตุการณ์ 19 กันยา 49 พักใหญ่จึงแปรเปลี่ยนไป กลับมองมิตรเป็นศัตรู  และ ไปเข้าข้างและรับใช้ทักษิณอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น เอาทักษิณเป็นมหามิตรหรือแนวร่วม ?? 

โดยทัศนะคติเช่นนี้ และเพื่อตอกย้ำความเชื่อและน่าตา รวมทั้งการเป็นผู้นำของตน  จึงใช้อคติและอวิชชา บดบังปัญญา  เอาความเท็จมาแทนความจริง สร้างและอธิบาย “วาทกรรม และเรื่องราวต่างๆ“  ที่สำคัญ เช่น

3. อำมาตย์ ใช้แทน ศักดินา ( ดูความหมายของศักดินาในทัศนะของเขา ) หมายถึง ผู้สูงกว่า (และกล่าว) พลเอกเปรม ประธานองคมนตรี

โดยนำมาแทนความหมายที่แท้จริง  คือ การปกครองที่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ระบบราชการ คือ ทหารและข้าราชการ ในยุคเริ่มต้น แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และขึ้นอยู่กับว่า ใคร? บุคคล  กลุ่มบุคคล หรือสถาบันใด  เป็นผู้กุมอำนาจรัฐ และจะใช้อำนาจรัฐนั้นอย่างไร  เป็นเผด็จการ  กี่งเผด็จการกึ่งประชาธิปไตย   หรือกึ่งประชาธิปไตย

ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราช  พระมหากษัตริย์ เป็นผู้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จแต่ผู้เดียว

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน2475 ผู้ใช้อำนาจมีการเปลี่ยนแปลง

คณะราษฎร (ไม่ได้มีอำนาจเต็มที่)

ยุคเผด็จการทหาร อำนาจเบ็ดเสร็จ(จอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม พล.ร.อ.สงัด  พล.อ.สุจินดา  พล.อ.สนธิ)

ยุครัฐบาลหลายพรรค (พล.อ.เปรม  พล.เอก.ชาติชาย นาบชวน นายบรรหาร  พล.เอก.ชวลิต  นายสมัคร  นายสมชาย  นายอภิสิทธิ์)

ยุครัฐบาลพรรคเดียว (มีอำนาจเบ็ดเสร็จ) พตท.ทักษิณ

โดยสรุป นายกรัฐมนตรี  (จากการแต่งตั้ง หรือจากการเลือกตั้ง) หรือหัวหน้าคณะรัฐประหาร เป็นผู้ใช้อำนาจระบบราชการ  เป็นหลัก

อำนาจความเป็นเผด็จการของทหาร จะเริ่มลดลงหลังยุคของสุจินดา บทบาทของผู้นำของทหารจะถูกจำกัด จากการปรับตั วให้สอดคล้องกับสภาพสังคม   แต่ที่เป็นหลักคือ การตื่นตัว การมีส่วนร่วมและความเข้มแข็ง  ของประชาชนทั้งชนชั้นกลางคนเมืองและคนชนบท     อีกทั้งการปฏิเสธไม่ยอมรับการรัฐประหารของชาวโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ แต่กลับกัน การใช้อำนาจรัฐที่ขาดธรรมาภิบาลจะมากขึ้นและไร้ยางอายเพิ่มขึ้น ในรัฐบาลที่มาจากนักเลือกตั้ง ที่กติกา  กำหนดให้มาจากพรรคการเมือง ที่ส่วนใหญ่มิใช่ พรรคการเมืองประชาธิปไตย โดยเฉพาะในยุครัฐบาลที่มีอำนาจเด็ดขาดทั้งพรรคเดียวและพรรคใหญ่ที่มีอิทธิพลมาก

เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ท้าทายความเป็นนักวิชาการที่มีคุณภาพของสังคมไทยที่ขาดหายไป

ว่า  เราจะเอารูปแบบหรืออคติในอดีต หรือเนื้อหาความเป็นจริงในปัจจุบัน  เพื่อไปเข้าใจความเป็นจริงของสังคม และจะสามารถเริ่มต้นบรรทัดแรกของการแก้ไขปัญหาของประเทศ   ซึ่งแน่นอน จะต้องเจ็บปวดหรือกระทั่งผิดหวัง กับตนเองและภาพที่ตน ยึดเกาะกอดติดอย่างแน่นแฟ้นมาตลอด  ( สังคมเยอรมัน   เริ่มต้นการแก้ปัญหา    ก็เริ่มต้น จากการสรุปบทเรียนที่เป็นจริง โดยการซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่เข้าข้างใคร )

อคติ เช่นนี้   ยังมีพี่น้อง ญาติโกโหติกา  อีกมาก  ที่รอคอย ” ความจริงร่วมมือกับความกล้า “ มาแก้ไข  เช่น ทัศนะที่ทหารมองคนตุลา คอมมิวนิสต์ทั้งหมด  เป็นผู้ร้าย เป็นผู้ไม่รักชาติ  ต้องเข่นฆ่าให้ดับชีพ ( กรณี 6 ตุลา 2519 )

ใคร ที่คิดผิด ควรจะปรับทัศนะ ใครทำผิดไปแล้ว  ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือข้า ก็ควรจุดธูปเทียน ขอขมา “ ข้าผิดไปแล้ว เพราะความไม่รู้  ข้าผิดไปแล้ว เพราะตอนนั้นข้ายัง เป็นเด็กคิดคะนอง “ และยอมรับใช้มหากรรมนั้น

แล้วสังคมจะดีขึ้น  เป็นสังคมภราดรภาพ เป็นมิตร เป็นพี่เป็นน้อง ยิ้มแย้มให้กัน

สรุปคือ  อำมาตย์มิใช่ศักดินา ที่สองผ้วเมียพยายามบิดเบือนให้ร้าย เพื่อสนองตัณหาและอคติของตน

อำมาตย์ เป็นคำที่ใช้และมีความหมายในอดีตที่หมดยุคสมัยไปแล้ว ไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน  และการนำเอามาใช้ ทำให้เกิดการตีความหมายที่แท้จริงยากหรือไม่ได้ หากมีเจตนาที่บริสุทธิ์ อาจจะต้องใช้คำว่า “ระบบราชการภายใต้การกำกับหรือบงการของผู้มีอำนาจรัฐหรือรัฐบาล “

แต่มิใช่ผู้เขียนจะสนับสนุนว่า   สถาบันดังกล่าว  ดีหมดไม่มีข้ออ่อนไม่มีข้อผิดพลาด  แน่นอนว่าจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหญ่   ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลื่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์  โดยมีหลักการพื้นฐานสำคัญ คือ ต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติมากขึ้น  เป็นศูนย์รวมและหลักชัยของชาติ อยู่เหนือการเมืองการปกครอง

มิใช่จะต้องไปโค่นล้มทำลายล้างให้สิ้นซาก หรือการไปมั่วบิดเบือนข้อมูลใส่ร้ายป้ายสี ว่ามีแต่ความชั่วหลาย ไม่มีดีไม่เคยทำประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ กล่าวหาว่า อยู่เบื้องหลังและเป็นต้นเหตุของทุกความเลวร้ายที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

หากมิใช่มีอคติสุดๆ ก็จะเป็นการยกย่องอำมาตย์ว่าเป็นผู้เก่งกาจมีความสามารถสูงส่ง ซึ่งไม่น่าเป็นเรื่องจริงแต่อาจจะเป็นนิยายที่สองผัวเมียจิตนาการขึ้นจากอวิชชาเท่านั้น

4.สงครามชนชั้น  เป็นการสร้างหรือประดิษฐ์ “วาทกรรม” ขึ้นมารับใช้เป้าหมายและผลประโยชน์หรือเจตนาแฝงเร้นของทักษิณและกลุ่มซ้ายจัดอคติ

โดยการใช้ คำว่า ”ชนชั้น“ มาแทน “ความดีและความชั่ว”  “ความยุติธรรมและความไม่ยุติธรรม“ ...ฯลฯ

และอาศัยระบบการสื่อสาร การโฆษณาซ้ำถี่ยิบ ปลุกระดม ปฏิบัติการจิตวิทยา ทั้งการจัดเวทีชุนนุม   โรงเรียนการเมือง การกระซิบบอกต่อ  tv วิทยุ  sms  หนังสือพิมพ์

TWITTER     VDO LINK     PHONE IN ...ฯลฯ

สร้างแปรจริงเป็นเท็จ แปรเท็จเป็นจริง

ให้ทักษิณ เป็นตัวแทนของชนชั้นไพร เป็นตัวแทนของความดี ความยุติธรรม  แต่ไม่ได้รับความยุติธรรม ความเป็นธรรม  ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกระทำ เป็นสองมาตรฐาน

เฉกเช่นเดียวกับไพร่ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำมาตย์

ให้อำมาตย์ เป็นคำที่ใช้เรียก หรือเป็นตัวแทนของทุกคนทุกฝ่าย ทั้งสูงสุดและต่ำสุด ที่อยู่ตรงข้ามหรือคนละฝ่ายกับทักษิณ ให้เป็นตัวแทนของความชั่ว ความไม่ยุติธรรม

กล่าวสรุปได้ว่า “ทักษิณ คือ พระเอก”  และ “อำมาตย์ คือ ผู้ร้าย“

ในภาพยนต์ เรื่อง “บ้านจันทร์ส่องหล้า ณ ดูใบ“ อำนวยการสร้าง โดย “ทักษิณพจมาน”

นอกจากนี้ คำว่า “ชนชั้น” ยังไม่เป็นข้อยุติทางวิชาการว่า มีหรือไม่มีในปัจจุบัน  แต่ที่แน่นอน คือ ความไม่เป็นธรรม การเอารัดเอาเปรียบ การเหลื่อมล้ำในสังคม การใช้อำนาจบาดใหญ่ของข้าราชการนักการเมืองนายทุนใจร้ายกระทำต่อประชาชนคนเล็กคนน้อยในสังคม    

และช่องว่างใหญ่ 3 ประการ ในสังคม  คือ เมืองกับชนบท ภาคอุตสาหกรรมภาคบริการกับภาคเกษตร  และ คนรวยกับคนจน

แต่จะเอาคำว่า “ ชนชั้น “ มาแทน หรือ การเป็นต้นเหตุ  ได้หรือไม่  ก็ยังไม่มีข้อสรุป

ยิ่งกว่านั้น  จะเอาคำว่า “สงคราม“  มาใช้แทน  สภาพปัญหาที่เกิดความขัดแย้งอย่างลึก ในขณะนี้ได้ไหม  เป็นการใช้คำตรงหรือเกินข้อเท็จจริงหรือไม่

และยิ่งจะต้องใช้ดุลยพินิจใหญ่ของวงการวิชาการและการเมืองการทหาร มาตัดสินว่า

จะเอาคำที่ยังไม่ชัดเจน ของ สองคำ คือ ชนชั้น และสงคราม  มารวมกันเป็น

“สงครามชนชั้น“ เพื่อ สนองอัตตา หรือ  โลภะ โทสะ โมหะ ของทักษิณ ?
         
5. รัฐไทยใหม่ หากเป็นความหมายที่ดี เหมือนกับ การเมืองใหม่ คือ สังคมที่มี ความภราดรภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม มีเอกราช ( มีสิทธิอัตตวินิจฉัยในเรื่องของประเทศได้ด้วยตนเอง ไม่ถูกครอบงำหรือแทรกแซงอำนาจอธิปไตยทั้งการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ ) มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ( อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ทิ้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ) และมีการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นเรื่องดี

แต่หากเป็นความหมายแบบที่ปลุกระดมกัน คือ ต้องเป็นประเทศที่ไม่มี ชนชั้นแต่มีแม้วแดงเป็นผู้นำที่มีอำนาจสูงสุด เป็นผู้ปกครองเหมือนกับพระเจ้ามูลเมืองในนิยายอดีต มีการเปลี่ยนระบบการปกครองใหม่ ที่ไม่มีสถาบัน ไม่มีแม่เปรม อภิสิทธิ์ สนธิ…..ฯลฯ    มีสามเกลอเป็นรัฐมนตรี (ไปแย่งกันเอง )    หมอเข้มเป็นว่าการสาธารณสุข  อาจารย์ปูนเป็นว่าการศึกษา

เพชรรัชและขวัญชัยเป็นว่าการและรองท่องเที่ยว  ต่างประเทศ (ไปตกลงกันเองระหว่างจักรภพและนพดล ) แต่กระทรวงที่สำคัญที่สุด 4 กระทรวง ห้ามใครแตะต้อง

เพราะคุณหญิงและสามลูกกตัญญู จองไว้แล้ว ครับ

แต่ในทัศนะผม  รัฐไทยใหม่  จะต้องมีที่อยู่ที่ยืนให้กับคนทุกเพศทุกวัยทุกอาชีพ

ทักษิณ ต้องมีที่อยู่ในคุก รับโทษกรรมตลอดชีวิต เอาไว้ในพิพิธภัณฑ์เผด็จการอันดับแรก เพื่อเป็นตัวอย่างให้บทเรียนแก่เยาวชน

หมอเข้มและอาจารย์ปูน จะต้องสามารถเป็นประธานและเลขาธิการพรรคใหม่ได้ โดยมีกฏหมายรับรอง

อาจารย์ธิดา โตจิราการ

6. สองมาตรฐาน เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง ตั้งแต่การก่อติ้งประเทศไทย

เป็นเรื่องที้เกิดขึ้นจากโครงสร้างของสังคมและระบบการเมืองการปกครองและเศรษฐกิจ ที่เอื้อให้กับคนส่วนน้อยเป็นผู้กำหนดกติกา และเอาเปรียบคนส่วนใหญ่ ของประเทศ ในทุกเรื่อง รวมทั้งกระบวนการยุติธรรม

เป็นเรื่องสำคัญและรีบด่วนที่ทุกฝ่ายจะต้องรีบแก้ไข โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญ้ติ ฝ่ายตุลาการ  และที่สำคัญที่สุด คือประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศตัวจริง (แต่ไม่มีเสียงจริง ) ต้องเข้ามีส่วนร่วม มิใช่เป็นคนนอกคอยดูหรือเป็นพลังเงียบ

ปัญหาใหญ่ตอนนี้คือ  สองมาตรฐานถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้นำกองทัพไพร่ในการทำ

สงครามทางชนชั้น โค่นอำมาตย์ชรา เพื่อสถาปนา รัฐไทยใหม่ ตามความเพ้อฝันและจินตนาเกินของพวกเขา

ทำให้สองมาตราฐานถูกเลือกใช้ปฏิบัติ  เช่น

ธิดาเหวง  มีบทบาทและคุณค่ามากกว่า อาจารย์จรัลผู้ไร้สมบัติ  แต่ได้รับการปูนบำเหน็จน้อยกว่าสามเกลอ

แกนนำได้รับลาภยศสมบัติ การอยู่กินสวัสดิการความปลอดภัยมากกว่าไพรผู้มาชุมนุม

ทักษิณและครัวครอบ ไม่ต้องสละเลือด 10 cc. เหมือนแกนนำตัวแสดง เพราะราคาของการสร้างเม็ดเลือดต่างกัน (คนโกงเงินหมื่นล้าน กับ เศรษฐีใหม่หลักสิบหลักร้อยล้าน ) และมีไมล์เลสพิเศษ ที่เดินทางได้ตลอดเวลาช่วงต้องเสี่ยงภัย เพราะคนมันไม่เท่ากัน ( ไม่ต้องคิดอะไร มันเป็นเรื่องของนายจ้างและลูกจ้าง )

มาดูหัวหน้าไพร่แสนสบาย นั่งนอนสั่งการจากโรงแรมหรูเจ้าของเกาะ

ออกมายกย่องเชิดชมศาลไทย มีความยุติธรรมสูงส่ง เมื่อศาลตัดสินให้ชนะคะแนนอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ ในกรณี ซุกหุ้นภาคปฐมภูมิ

แต่กลับ ออกมาด่าวิพากษ์วิจารณ์   ศาลฎีกา  อย่างเสียหาย แถมไปชักชวนให้ฮุนเซ็น ออกมาเหยียบย่ำซ้ำเดิมประเทศไทยอีกด้วย เมื่อมีมติอย่างยุติธรรมที่สุด เมื่อวันประวัติศาสตร์ 26 กุมภา 2553

ชื่นชมและยกย่องคุณสมัคร ที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี  รวมทั้งคุณสมชายที่ เป็นนายกคนถัดมา ( แม้ว่าจะเป็นการหักหลังหักหน้าคุณสมัครที่แต่งตัวเก้อกลางสภา)

แต่มาด่าวิจารณ์ไม่ยอมรับ คุณอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ทั้งที่มาจากรัฐธรรมนูญ 2550 ( เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีการลงประชามติของประชาชนทั้งประเทศ )และหลังการรัฐประหาร 19 กันยา 2549

ยังมีอะไรอีกมาก … ขอความกรุณา    “แฟนของสุรพล“ เพิ่มเติมตามศรัทธา และอารมณ์ที่อึดอัด

อนึ่งมีเรื่องที่เกี่ยวข้องที่จะขอกล่าวถึง  คือการกระทำในลักษณะสองหน้าของทักษิณ

และแกนนำแดง อาจจะรวมสองสามีภรรยารุ่นน้องและรุ่นพี่ของผมหรือไม่ ไม่ทราบ

กล่าวคือ หน้าหนึ่งยิ้มแย้มแจ่มใส ปากปราศรับ สุภาพนิ่มนวลอ่อนน้อม

แต่อีกหน้าหนึ่ง กลับตรงกันข้าม   น้ำใจเชือดคอ

ความหมายที่แท้จริงอยู่ที่ใจเพราะมาจากความคิดและเจตนาจริง

ปาก บอกว่า สันติ  แต้ใจ คือ ความรุนแรง  เลือดต้องล้างด้วยเลือด

ปาก บอกว่า ต้องการประชาธิปไตย แต่ใจ ต้องเอาเผด็จการรัฐสภาทักษิณทุนสามานย์

ปาก บอกว่า ต้องการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่ใจ กูเป็นคนจ่ายตนลงทุน

ขอฝากไว้ให้คิด  เอาใจคิดนะครับ แล้วจะได้คำตอบได้ของจริง
   
7. พี่ปูนและน้องเหวง ที่เคยรักกัน

ณ ดินแดนเสรีชน ปราศจาก อคติ อวิชชา และผลประโยชน์

ถอดเอาหัวโขนที่หนักอึ้งแถมปิดความคิดและอุดมการณ์ ออกไป

ถอยห่างจากทักษิณ ชั่วขณะ  เปิดใจพูดคุยกันฉันท์มิตรสหาย

ถอด อคติ อวิชชา  อารมณ์ทางชนชั้น  ใช้สติ ปัญญา เป็นตัวตั้ง

อย่าใช้ความเกลียดชัง ความคับแค้น  มาแทน ความรัก ความชอบ

อย่าใช้คำว่า ศัตรู กับมิตรสหาย ที่มีอุดมการณืร่วมกันมากว่า สามสิบปี

อย่าใช้ความเท็จ การบิดเบื้อน  มาแทน ความจริง การเปิดเผยตรงไปตรงมา

อย่าใช้ผลประโยชน์ส่วนตนและการรับใช้คนคนเดียว มาแทนคนทั้งชาติ

จงใช้ ความรัก มิตรสหาย ความจริง ผลประโยชน์ที่แท้จริงของประชาชน

แล้ว พวกเธอจะมีดวงตาเห็นธรรม ความถูกผิด ความชอบธรรม

กลับมาเถิด ทุกคนที่บ้านเป็นห่วง และให้อภัยทุกอย่าง กลับจากการเป็นคนดีของทักษิณ  มาเป็นคนดีของเพื่อนมิตรและประชาชน

ทุกคนไม่มีใครไม่เคยทำความผิด  แต่ผิดแล้ว รีบกลับใจ เร็วแค่ใหนยิ่งดี

ความผิดของเพื่อนน้อยมาก เทียบไม่ได้กับทักษิณ  จึงแก้ได้ง่ายและเร็วกว่า

ขอถามประโยชน์เดียว

“ รักและปรารถนาดี ต่อ ทักษิณ จริงหรือ  หรือเพียงต้องการใช้ทักษิณเป็นเครื่องมือ”

ถ้าต้องการ ใช้ทักษิณเป็นเครื่องมือ  เลิกคิดได้แล้ว
 
เครื่องมือที่ชำรุด ผู้ที่ตกเวทีประวัติศาสตร์  fighting in a losing war

หลังจากโฉมหน้าที่แท้จริงโผล่ออกมา เห็นหัวเห็นหางทั้งตัว

การท้าท้ายสถาบัน ผู้ที่ต้องการเห็จทูล เสียงกระซิบ ผู้เหนือรัฐธรรมนูญเหนือแม่เปรม

การเอาผลประโยชน์ของตนและครอบครัวเป็นที่ตั้ง  เอาความพ่ายแพ้ย่อยยับของชาติ

เป็นชัยชนะของตน ( กรณีบุกล้มเลิกการประชุมอาเซียน + 6 ที่พ้ทยา  การปิดถนนเดินขบวนทั่วทั้งกรุง ทั้งเหตุการณ์ปีที่แล้วและปัจจุบัน ชนิดไม่ได้ไม่ชนะไม่เลิก )

แต่หากรักและปรารถนาดีอย่างแท้จริงต่อทักษิณ 

ต้องแสดงความรักความเป็นแท้ต่อมิตร บอกความจริงที่ซ่อนอยู่ลึกในจิตสำนึก

“ท่านทักษิณ ท่านไม่มีทางชนะ  ท่านแพ้แล้ว“

“ ยุติเถิด  พอได้แล้ว   อย่าให้ประชาชนต้องเดือดร้อนและประเทศต้องเสียหายไปมากไปกว่านี้อีกเลย เราเสียโอกาสของประเทศไปมากแล้วเพื่อสนองตัณหาของท่าน”

การถอยห่างออกมาจากทักษิณทั้งแกนนำ พรรคเพื่อไทย และมวลชน จะเป็นการทำให้ทักษิณ เห็นสภาพที่แท้จริง  เห็นความจริงของชีวิต แล้วทักษิณจะเดินคอตก เดินมาเข้าคอกเข้าคุก ที่อยู่ประจำตำแหน่ง กลับมาอยู่มาตายที่เมืองไทย  ไม่มีที่ใหนมีสุขเท่าบ้านเรา home sweet home

มีความกล้าหาญทางคุณธรรมไหม

เพื่อนก็โตๆกันแล้ว

ผมก็ทำหน้าที่ของผมแล้ว

ผมคนธรรมดาที่เกษียณแล้วจะทำหน้าที่คิดและทำเพื่อคนอื่นนอกจากตัวเองต่อไป

และพร้อมจะก้าวเข้าสู่แนวหน้า หากเกิดวิกฤติต่อแผ่นดินเกิดทุกเวลา

มันเลือกไม่ได้เป็นกรรมเก่าต้องใช้ชีวิตตอบแทนบุญคุณสังคมจนกว่าหน้าจะกลบดิน

ขอให้เพื่อนโชคดี ตัดสินใจถูก



ด้วยรักและปรารถนาดีต่อกัน
ชัยวัฒน์  สุรวิชัย

เจ้าเก่า คนหน้าเดิม
ปลายเดือนมีนาคม 2553    

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net