วันที่ จันทร์ มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประชาธิปไตยและธรรมะ.....เรื่องของการปกครองระหว่างอำนาจและความจริงของมนุษย์


     สวัสดีครับ  ท่านๆชาวบลอกเกอร์ทั้งหลาย ครั้งหนึ่งตอนค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) ผมเคยค้นคว้าเจอเรื่องๆหนึ่งของ ดร.จำเนียร จวงตระกูล ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์นี่แหละครับ ดร.จำเนียรนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นศิษย์เอกของ ดร.จีระ หงส์รดารมภ์ หรือปล่าว ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ 

  ผมอ่านเจอรูปแบบความคิด เกี่ยวกับการระบบการเชื่อมความสัมพันธ์ของระบบที่มีรากฐานที่มีที่มาต่างกันให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากันได้ ที่ผมหมายถึงก็คือ ทฤษฎ๊ต้นไม้สามต้น ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบการพัฒนาการนำเอารากฐานของความเป็นตะวันตกมาประยุกต์ใช้กับรากฐานวัฒนธรรมแบบไทยเรา ก็เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจมากครับ หากชาวบลอกเกอร์สนใจก็ลองค้นคว้า ศึกษาดูต่ออีกก็น่าจะดีครับ

   ดร.จำเนียรไม่ได้เสนอทฤษฎ๊ต้นไม้สามต้น เพื่อเป็นรูปแบบการพัฒนาด้านคนเท่านั้น แต่ก็มีบทความที่ท่านเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการนำเอาทฤษฎีมาประยุกต์ใช้กับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย ที่ไทยเรารับมาจากประเทศตะวันตกด้วย นี่แหละครับที่ผมว่าเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจ อีกทฤษฎีหนึ่ง และก็เป็นทฤษฎ๊ที่คิดค้นโดยคนไทยเราด้วยครับ น่าสนับสนุนนำออกมาเผยแพร่ครับ

   โดยรากฐานของระบอบประชาธิปไตยนั้น อาศัยกฎหมายรัฐธรรมนูญมาเป็นรูปแบบของการปกครอง ซึ่งนั่นก็เพราะแม่แบบ คือ สหรัฐอเมริกา ( ก่อนหน้านั้นก็คือ กรีกโรมัน เพียงแต่ว่ารูปแบบที่ใช้กันทุกวันนี้ ผมเห็นว่า อเมริกา เป็นตัวตั้งตัวตีในการเผยแพร่สู่ประเทศต่างๆและภูมิภาคต่างๆน่ะครับ) เนื่องจาก เมื่อครั้งที่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ หลุดพ้นจากการปกครองแบบสมบูรณายาสิทธิราชย์ อเมริกาก็ได้ตกลงกันที่จะร่วมกันปกครองด้วยระบอบที่มาจากประชาชนทุกคน และการส่งเสริมความเสมอภาคต่อกัน โดยไม่เอารูปแบบการปกครองแบบมีพระราชาหรือมีเจ้านาย

    รูปแบบการปกครองนี้ ทำให้สหรัฐอเมริกาโดดเด่นขึ้นมา เพียงแต่ยังไม่โดดเด่นขึ้นมาทันที แต่ที่เริ่มเมื่อครั้งหลังจากจบสงครามโลกครั้งที่สอง จากระเบิดปรมาณู และเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญที่ทำให้อเมริกากลายมาเป็นมหาอำนาจเพียงชั่วข้ามคืน (ไม่รวมจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในช่วงศตวรรษที่ 19 นะครับ) นั่นแหละครับ อเมริกาจึงเริ่มเผยแพร่ระบอบประชาธิปไตยอย่างจริงจัง และอีกทางหนึ่ง เพื่อต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมของรัสเซีย ซึ่งเรื่องนี้ออกจะเป็นทางโลกมากเกินไป ซึ่งผมจะไม่ขอเขียนมากเกินกว่านี้นะครับ เพราะไม่สัมพันธ์กันทางด้านศาสนาและธรรมะของผมเท่าใดนัก

    ที่ผมเกริ่นนำเกี่ยวกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและการปกครองแบบธรรมาธิปไตยนั้น ก็เพื่อจะชี้นำให้เห็นถึงพัฒนาการทางด้านการปกครองของไทยเราเป็นสำคัญ เพราะความแตกแยกด้านความคิดเรื่องการเมืองการปกครองของไทยเรานั้น มันไปไกลมากกว่าคำว่า ความแตกแยกปกติของระบอบประชาธิปไตยไปแล้วครับ ด้วยรากฐานความเข้าใจถึงแก่นแท้ของระบบประชาธิปไตยของคนไทยเรา ยังมีความเข้าใจไม่เท่ากันอยู่ครับ ที่ผมเขียนว่า ไม่เท่ากัน ก็คือ ทุกคนได้รับการถ่ายทอดมามากบ้างน้อยบ้าง น่ะครับ ต้องยอมรัยนะครับว่า การศึกษานั้น ไม่ได้เป็นตัวกำหนดความรู้ของคนเรา แต่การอ่านนี่สิครับ เป็นตัวสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านจุดความเข้าใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างมีเหตุมีผลมากกว่า การเอาความคิดของตัวเราเองเป็นที่ตั้ง

  การปกครองด้วยธรรมะ หรือ แบบธรรมาธิปไตย ที่พอจะมองเห็นและสามารถนำเอามาอธิบายได้ ก็จะมีในช่วงรัชสมัยการปกครองของ พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอโศกมหาราช และอีกหลายๆพระองค์ที่มีความเลื่อมใสพระพุทธศาสนา ครับจะเห็นได้เลยว่า พระพุทธศาสนา เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงระบบนะครับ เพราะระบบการปกครองก็ยังเป็นแบบปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดินเช่นเดิม เพียงแต่ด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของพระเจ้าแผ่นดินเหล่านั้น จึงก่อให้เกิดการปกครองโดยยึดเอาธรรมะ เข้ามาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ว่า พระราชาบางพระองค์จะทรงเคยโหดเหี้ยมมาก่อน แต่ในที่สุดก็สำนึกได้ ก็กลับมาปกครองด้วยทศพิธราชธรรม และ จักรวรรดิวัตร 12 ในที่สุด

  ครับ หลายๆท่านพอจะมองออกแล้วใช่ใหมครับว่า การปกครองแบบใช้อำนาจที่มาจากการเขียนขึ้นหรือบัญญัติขึ้นนั้น ต่างจากการปกครองด้วยธรรมะอย่างไร แต่ก็ต้องบอกก่อนนะครับ ว่า ผมไม่มีอคติเกี่ยวกับเรื่องนี้ใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่จะชี้ให้เห็นถึง หนทางของความคิดในการใช้หลักการพิจารณา หลักการใช้สติ มาใช้ควบคู่กับระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งโดยแท้จริงแล้วคนไทยเราเป็นพวกที่ใจดี รักกัน สามัคคีอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะมีเส้นผมหรือเศษฝุ่นมาบังตาเพียงสักนิด จึงทำให้คนไทยบางกลุ่มบางพวก ซึ่งก็คือ พี่น้องชาวไทยเรานี่เองที่อาจมองปัญหาตื้นเกินไป ลึกเกินไป หรือ อาจจะเป็นแค่ความละโมบโลภมากของคนไทยเพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น

  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านก็ทรงปกครองด้วยหลักธรรมะมาโดยตลอดช่วงรัชกาลของพระองค์นะครับ ประชาชนคนไทยก็เห็นกันทุกคน ว่า ธรรมะนั้น สร้างความรักความสามัคคีให้กับคนไทยเรามากมายขนาดไหน และต้องยอมรับนะครับ ว่าทุกระบอบการปกครองในโลกนี้ ล้วนมีชนชั้นนะครับ แต่จะมากจะน้อยก็อยู่ที่ความรู้ความสามารถของคนในชาตินั้นหล่ะครับ ที่จะขยายชนชั้นให้มีมากมีน้อยเพียงใด พระเจ้าแผ่นดินไม่มีพระราชอำนาจจะสร้างชนชั้นได้หรอกครับ และเช่นกันการปลูกฝังความคิดเรื่องชนชั้น อำมาตย์นั้น ก็อยากจะขอให้ทุกท่านอย่าไปพึงคิดแบบนั้นเลยครับ ในสังคมไทย 74 ปี ที่ก้าวข้ามมาปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยนั้น ระบบชนชั้นศักดินานั้น ตายไปหมดแล้วครับ

   หากทุกคนในชาติไทยนี้ มีจิตใจเอาธรรมะเป็นที่ตั้งก็น่าจะทำให้ประเทศชาติรอดพ้นวิกฤติทางการเมืองไปได้อย่างแน่นอน เพราะถ้ามีธรรมะในจิตใจแล้ว ผมเชื่อแน่ว่า เราไม่จำเป็นต้องเรียกหาประชาธิปไตยจากคนนั้น จากฝ่ายนี้ จากชนชั้นนั้น หรอกครับ เราไม่มีรูปแบบการปกครองก็ได้ ขอเพียงทุกคนในชาติมีธรรมะในจิตใจ เน้นย้ำนะครับว่า ต้องมีธรรมะในจิตใจ เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะเมื่อทุกคนมีธรรมะในจิตใจแล้ว ทุกคนก็จะเสมอภาคเท่าเทียมกันเอง ทุกคนก็จะมีความรักให้แก่กัน เมื่อมีความรักแก่กัน ความสามัคคีก็เกิดขึ้น ทุกคนต่างร่วมแรงร่วมใจช่วยกันพัฒนาประเทศชาติ ไม่เอาเปรียบไม่แก่งแย่งกัน ด้วยว่าทุกคนเห็นอกเห็นใจกัน คิดเอาใจคนอื่นมาใส่ใจตัวเอง เห็นธรรม ของโลกธรรม 8  เมื่อเป็นเช่นน้ันแล้ว ประเทศชาติเราก็จะปราศจาก พวกคลั่งชาติ คลั่งลัทธิการปกครอง ลัทธิศาสนา คลั่งชนชั้น  คลั่งทิฐิ

  ก็เหมือนศาสนานี่แหละครับ ทุกศาสนาย่อมมีการแตกแยกเป็นนิกายต่างๆ ตามพระอรรถาจารย์ของแต่ละนิกายนั้น เนื่องจากว่า คำสอนบางข้อนั้น มีข้อปฏิบัติที่แคบหรือกว้างขนาดไหน เหมาะกับคนในชาตินั้น เพียงใด และความสามารถในการเข้าถึงหลักแก่นแท้ของศาสนาของแต่ละพระอรรถาจารย์แต่ละท่านมากน้อยขนาดไหน แต่ก็ย่อมมีหลักที่เป็นสากลเดียวกัน คือ มุ่งหวังให้ทุกคนเป็นคนดี และมีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน รวมทั้งสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อาศัยโลกใบนี้อยู่อาศัย อาศัยอากาศ น้ำ และธรรมชาติของโลกใบนี้เป็นที่อาศัย ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง  เพราะสุดท้ายแล้ว ทุกคนและสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ ล้วยไม่มีใครเอาอะไร ออกไปจากโลกใบนี้ไปด้วย เมื่อตายไป สักคนเดียว

  ผมอยากให้ทุกคนหันหน้าจากระเบียบที่คนไม่กี่คนเขียนขึ้นมา เพื่อกำหนดให้ทุกคนทำตาม แต่เมื่อมีคนบางคนไม่ทำตามกลับนำไปเป็นเครื่องมือทำร้ายกันให้แทบเป็นแทบตาย เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มองเห็นความผิดของตัวเอง แต่ผมอยากให้ทุกคนหันมามองที่ความเป็นจริงของชีวิต ของเราเถอะครับ เพราะสิ่งเหล่านั้นทำให้เรามองเห็นได้เพียงภาพมายาของมันเท่านั้น ไม่สามารถทำให้เรามองเห็นภาพความจริงของเราได้หรอกครับ

  "รสของพระพุทธธรรมนั้น บริสุทธิ์ดุจน้ำฝนในป่าเขา ดุจน้ำผึ้งที่หวานหอม ไร้พิษภัย และเป็นวิมุตติสุขโดยแท้ เมื่อได้นำพาจิตใจของท่านเข้าไปถึงแก่นแท้ได้ "

   "ไม่ต้องอะไรมากมายหรอกครับ ขอเพียงแค่สักวันหนึ่งท่าน ทำตามหลักธรรมะที่ท่านเคยได้รับรู้มา หลักข้อไหนก็ได้ หลายข้อก็ได้ แล้วท่านจะพบว่า วันนั้นท่านมีความสุขที่สุดในชีวิต อย่างที่ไม่เคยมีความสุขเช่นนั้นมาก่อน  ผมรับรองครับ แต่หากไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ผมยินดีอธิบายให้ความรู้นั้น ด้วยความยินดี ในบลอกเกอร์นี้ครับ และไม่มีค่าตอบแทนครับ เพราะธรรมะที่ผมได้มานี้ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าให้ไว้กับพุทธศาสนิกชนทุกคนครับ ไม่ได้เป็นของผมหรือของใครคนใดคนหนึ่ง เช่น น้ำ ดิน ฟ้า อากาศ ธรรมชาติ ป่าเขา ในโลกนี้แหละครับ"

      .....................สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ........................................................

โดย อนันตปัญญา

 

กลับไปที่ www.oknation.net