วันที่ อังคาร มีนาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มิจฉาทิฏฐิของทักษิณ เลวร้ายกว่าถูกระเบิดปรมาณูถล่ม


นช. พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำประเทศ ระหว่างวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544-18 กันยายน 2549

มีรายงานและมีข่าวที่เกี่ยวกับมูลค่าทรัพย์สินของเขา

ปี 2544 ได้แจ้งมูลค่าสินทรัพย์ ปรากฏเป็นหลักฐานกับปปช. 49,000 ล้านบาท

ปี 2549 ก่อนเกิดรัฐประหาร มีประจักษ์เป็นหลักฐานว่า มีการชายชินคอร์ปให้เทมาเส็ก แห่งสิงคโปร์ได้มูลค่าประมาณ 73,000 ล้านบาท

ส่วนที่ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานต่อปปช.

สื่อประเทศอังกฤษ เสนอข่าวหลังทักษิณถูกถอนวีซ่า มีการอายัดทรัพย์สินของทักษิณมีมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 140,000 ล้านบาท สื่อประเทศมาเลเซียเสนอข่าว ทักษิณมีเงิน 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 192,500 ล้านบาท ก่อนจะขาดทุน จากการเก็งกำไรน้ำมัน และอสังหาริมทรัพย์ เหลือ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 17,500 ล้านบาท รวมแล้วมีมูลค่าเกือบ 5 แสนล้ายบาท

ปี 2552 มีคนพบว่าทักษิณดอดบินเข้าประเทศมาเลย์เซีย เชื่อว่าคงเข้าไปจัดการบัญชีทรัพย์สินของตนที่มาเลย์เซีย

ทักษิณบอก ให้ประชาชนเป็นอยู่อย่างพอเพียง ตามพระราชดำรัสพ่อหลวง แต่จากต้นปี 2544 ถึงปลายปี 2549 ระยะเวลาประมาณ 6 ปี มูลค่าทรัพย์สินเขาเพิ่มจาก 5 หมื่นล้าน เป็น 5 แสนล้าน มูลค่าทรัพย์สินเพิ่ม 10 เท่า ชาวบ้านไม่มีจะกิน แต่ของเขากินใช้สิบชาติไม่หมด 

มิจฉาอาชีวะเท่านั้น ที่จะทำให้สินทรัพย์ของเอกชนหรือประชาชนมีมูลค่าเพิ่มสูงแบบเหลือเชื่อ อาชีพทางอบาย นักกีฬาอาชีพ นักร้อง นักแสดง การพนัน ค้าสิ่งเสพติด ขายเหล้าเบียร์ โจรใส่สูท รวมทั้งจากการปั่นตลาดหุ้น ทำให้เอกชนหรือประชาชนมั่งคั่งแบบผิดปกติได้

มิจฉาอาชีวะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการ มากกว่าจะเป็นประโยชน์ต่อระบบหรือต่อสังคม จะก่อให้เกิดปัญหา สังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองไม่มั่นคง ปรัชญาของระบบที่ดี คือต้องทำให้ระบบให้เกิดความมั่นคง อาชีพอะไรที่ทำให้เอกชนมั่งคั่ง อาชีพนั้นอาจจะเอารัดเอาเปรียบระบบ และทำให้ระบบไม่มั่นคง รัฐต้องสนับสนุนเอกชน และประชาชน ประกอบการสัมมาอาชีวะ มากกว่าสนับสนุนประกอบการมิจฉาอาชีวะ 


ความอยากร่ำอยากรวยของทักษิณมีมาแต่ต้น ลาออกจากราชการ มาทำหนังเร่ ประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจช่วงที่ประเทศไทยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟครั้งแรก ระหว่างปี 2525-2535 มีคดีเกี่ยวเช็คปรากฏอยู่

ระยะหลังมาเปิดบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ กิจการก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

กรณีถุงขนม 2 ล้านบาท เป็นตัวบ่งบอก ถึงรูปแบบและวิธีการประกอบอาชีพของทักษิณในระยะหลัง

จุดเริ่มต้นความมั่งคั่งของทักษิณ

"ชัยวัฒน์ สุรวิชัย" นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย 14 ตุลา สมาชิกพรรคพลังธรรม ที่เคยร่วมงานกับทักษิณ เขียนจดหมายนอกคุกถึง “โอ๊ค เอม อุ๊งอิ๊ง หลานรัก” กล่าวถึงทักษิณ..“หากไม่มี บิ๊กจ๊อดผมก็คงไม่มีวันนี้” หลานคงรู้ว่าเป็นเรื่องการให้สัมปทาน ซึ่งคุณพ่อต้องให้อะไรจึงได้มา แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและหลักธรรมาภิบาล ซึ่งนักธุรกิจที่ดีและกล่าวอวดตัวว่าดี "ไม่ควรทำ” ..

..“ผมพอแล้วครับ ประเทศให้ผมมากแล้ว ต่อไปนี้ ผมจะขอตอบแทนคุณแผ่นดิน หากผมทำให้ประเทศเจริญขึ้น ผมก็ได้ทางอ้อมอยู่แล้ว (จากหุ้นที่เพิ่มขึ้น) ขอให้มาช่วยกันนะครับ”..

คำพูดและการกระทำที่ผ่านมาแต่ต้น ถึงทุกวันนี้ ร่วม 20-30 ปี ไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ล้วนเป็นคำพูดที่เหลวไหล เชื่อถือไม่ได้ จึงหวังความดีงามจากทักษิณไม่ได้ คนโกหกไม่ทำชั่วไม่มี

จากหากินทางฉายหนังเร่กลายมาเป็นเศรษฐีใหม่ ช่วงเวลาประมาณ 25 ปี และได้ขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ ทักษิณเป็นผู้ที่พูดฟังแล้วฟังดี แต่การกระทำเป็นคนละเรื่อง (มิจฉาวาจา) แสดงถึงความเป็นคนคดในข้องอในกระดูกมาแต่แรก มีมิจฉาทิฏฐิอยู่ในกมล

จากคำตัดสิน องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 ท่าน  วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 พิพากษายึดทรัพย์ น.ช. พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร  แสดงให้เห็นถึงความคิดทักษิณที่ เอารัดเอาเปรียบรอบด้าน

1) เอารัดเอาเปรียบประเทศชาติ (การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) ทำให้ไม่ต้องจ่ายเงินให้ ทศท.และ กสท.)

2) เอารัดเอาเปรียบเอกชนด้วยกัน (กรณีแปลงค่าสัมปทานเป็นค่าภาษีสรรพสามิต เป็นการกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่)

3) เอารัดเอาเปรียบประชาชน ..ต้องใช้ค่าบริการ ราคาสูง


การกระทำดังกล่าว เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพื่อเอื้อประโยชน์ "ทางพื้นฐาน" ให้หุ้นในกลุ่มชินคอร์ป เพื่อทำให้ "ราคาหุ้น" ในกลุ่มชินคอร์ปสูงขึ้น เพื่อขายให้เทมาเส็ก ให้ได้ราคาสูงขึ้น เอาความมั่งคั่งใส่กระเป๋าตนเอง

ที่เลวร้ายคือ แทนที่ทรัพย์สินดังกล่าวจะยังคงเป็นของคนไทย แต่กลับตกไปเป็นของต่างชาติ ความมั่งคั่งระยะยาวจะตกแก่ต่างชาติ

สัมปทานเป็นของคนไทยทุกคน แต่เอาไปขายให้เทมาเส็ก ทำให้คนไทยทั้งมวลเสียศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทย ก่อนหน้านั้นสินทรัพย์ของคนไทยตกเป็นของต่างชาติมากแล้ว ชินคอร์ปยังตกเป็นของต่างชาติอีก ชินคอร์ปถือหุ้นใหญ่เอไอเอส ทำให้เอไอเอสตกเป็นของต่างชาติด้วย ทำให้คนไทยกลายเป็นคนชั้น 2 ของประเทศ เป็นลูกจ้าง มีต่างชาติเป็นนาย

ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง                     คงจะต้องบังคับขับไส
เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำกรำไป                     ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย
เขาจะเห็นแก่หน้าค่าชื่อ                    จะนับถือพงศ์พันธุ์นั้นอย่าหมาย 
ไหนจะต้องเหนื่อยยากลำบากกาย     ไหนจะอายทั่วทั้งโลกา
พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖

ทักษิณพูดพล่อย พูดเอาแต่ตัวได้ ไม่มีหิริโอตัปปะ ไม่มีใจเป็นนักกีฬา เป็นตัวอย่างที่เลวแก่เยาวชน

จากความมั่งคั่งแห่งตน และกิเลสที่พอกพูนเพิ่มขึ้นทุกวัน จนยากที่จะรู้อะไรควร อะไรไม่ควร มีการแสดงออกทั้งทางวาจาและการกระทำ ว่ามีความต้องการที่มากขึ้นไปอีก เป็นที่กังขาของผู้คนว่าต้องการจะสถาปถานารัฐใหม่ และขึ้นเป็นผู้นำรัฐใหม่

กลไกเศรษฐกิจโลก เอื้อประโยชน์ช่วงทักษิณเป็นรัฐบาล เงินเหรียญสหรัฐเริ่มพังทลายในปี 2543 รัฐบาลทักษิณมาในปี 2544 เป็นช่วงที่เงินไหลออกจากอเมริกามาท่วมโลก ท่วมไทย ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยดีขึ้น ทุนสำรองฯ ค่าเงินบาท ตลาดหุ้น ราคาสินค้าเกษตร ราคายาง สูงขึ้น มีผลทำให้ประเทศไทยสามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดกลางปี 2546

ช่วงเวลาเดียวกันนี้ อินโดนีเซียและเกาหลีใต้ ที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟช่วงเดียวกัน ก็สามารถใช้หนี้ไอเอ็มเอฟหมดเช่นเดียวกัน

การที่เศรษฐกิจไทยดีขึ้น จึงไม่ใช่เกิดจากฝีมือการบริหารประเทศของทักษิณ แต่แทนที่ทักษิณจะรู้เท่าทัน กลับฉวยโอกาสเอาประโยชน์ใส่ตนอย่างเดียว รู้กันในวลี “คอร์รัปชันเชิงนโยบาย”

เงินเฟ้อเป็นเรื่องสำคัญ หากเกิดขึ้นแล้วไม่มีทางลง และจะต่อเนื่อง เงินเฟ้อยุคทักษิณพุ่งสูงมาก การสูงขึ้นของเงินเฟ้อเป็นผลจากการเอาหุ้นในกลุ่มปตท.เข้าตลาดหุ้น แล้วขึ้นราคาราคาน้ำมันมาขูดรีดชาวบ้าน

เศรษฐกิจยุคทักษิณไม่ได้ดีเด่นแต่อย่างใด มีการแก้ไขปัญหาปัญหาเฉพาะหน้าทางเศรษฐกิจตลอดเวลา มีการกระตุ้นเศรษฐกิจตลอดเวลา มีการขายสินทรัพย์ของกระทรวงการคลังออกมามาก กระทั่งต่างชาติเอาไปตั้งธนาคารขนาดใหญ่ได้ถึง 2 ธนาคาร คือธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ และธนาคารยูโอบี แม้รัฐบาลทักษิณจะขายรัฐวิสาหกิจถึง 5 แห่งเข้าตลาดหุ้น เงินคงคลังก็ยังติดลบ ไม่มีเงินพอที่จะจ่ายเงินเดือนข้าราชการ ต้องนำหุ้นอสมท.ขายฝากไว้กับธนาคารออมสิน

รัฐบาลทักษิณกู้เงิน 1.4 ล้านล้านบาท โดยแบ่งเป็นชุดๆ เพื่อชดเชยหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ออกพันธบัตรชุดแรกโตเป็นประวัติการณ์กว่า 7 แล้นล้านบาทหรือ 50 เปอร์เซนต์หนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จากระดับ 2 ล้านล้านบาท เพิ่มเป็น 3.4 ล้านล้านบาท


ทักษิณมีเครื่องมือประกอบการที่สำคัญ 2 อย่าง

1) เงิน

2) สื่อ

เงิน และ สื่อ ที่ทำให้ทักษิณมีชัยชนะทางการเมืองอย่างท่วมท้น และเงินก็เป็นต้นเหตุให้ศาลตัดสินยุบพรรคไทยยรักไทย และพรรคตัวแทนในเวลาต่อมา

สิ่งทั้ง 2 อย่างนี้เปรียบเหมือนดาบ 2 คมที่คมมาก หากใช้ทางสัมมาทิฏฐิ จะทำให้สังคมเจริญรุ่งเรื่องอย่างรุ่งโรจน์ได้ แต่หากใช้ทางมิจฉาทิฏฐิจะนำความล่มจมมาสู่สังคมอย่างยากที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบได้

ทักษิณเลือกใช้เครื่องมือทั้ง 2 ในทางมิจฉาทิฏฐิ ทักษิณใช้สื่อทุกเช้าวันเสาร์ตั้งแต่ปี 2544 บอกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจต่างๆที่ดีขึ้น ว่าเป็นฝีมือตน โดยเฉพาะเรื่องการใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ และการสูงขึ้นของราคายางเอามาเน้นย้ำเป็นพิเศษ ทำให้คนส่วนหนึ่งหลงเชื่อถึงขั้นหลงใหลว่าทักษิณเป็นสุดยอดผู้นำ

แต่คนอีกส่วนหนึ่งไม่เชื่อ เศรษฐกิจดีเพียงวาจา(มิจฉาวาจา) แต่เบื้องหลังมีการใช้ตำแหน่งหน้าที่สวมรอยหาประโยชน์ส่วนตนอย่างสุดเหวี่ยง ส่วนใหญ่หาประโยชน์ผ่านตลาดทุน เช่น การนำ 5 รัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น และการขายชินคอร์ปให้เทมาเส็กแห่งสิงคโปร์ ใช้ตลาดทุนเป็นช่องทางนำเงินไปไว้ที่ต่างประเทศ

ถึงทุกวันนี้เป็นเวลาถึง 9 ปีแล้ว ทักษิณยังคงใช้สื่อปลุกระดมคนในชาติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่า โฟนอิน วีดิโออิน และสไคพอิน

ความมั่งคั่งอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอันสั้น ทำให้ทักษิณหลงตัวและลืมตน คิดการใหญ่โตขึ้นไปอีก

การใช้สื่อแบบปลุกระดม ทำให้คนในสังคมแตกแยกเป็น 2 ฝ่าย


ความรุนแรงของคนในชาติ เริ่มต้นในรัฐบาลทักษิณ

เป็นความเสียหายที่ยากที่จะประเมินค่าได้ และยากที่จะให้ฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้

ระเบิดปรมาณู 2 ลูกทำความเสียหายให้เฉพาะ 2 เมืองที่่ญี่ปุ่นเท่านั้น คือ ฮิโรชิมาและนางาซากิ 

แต่ปรมาณูทางมิจฉาทิฏฐิของทักษิณไม่ได้ทำลายเฉพาะบางเมือง แต่ทำลายแต่ทำลายจังหวัดแต่ละจังหวัด คนแตกแยกทุกระดับชั้น ตั้งแต่ล่างสุดถึงบนสุด ครอบครัวแตกแยก เพื่อนฝูงแตกแยก คนในองค์กรแตกแยก คนหน่วยงานแตกแยก ทหาร ตำรวจ อัยการแตกแยก อาจารย์ในมหาวิทยาลัยแตกแยก พระสงฆ์แตกแยก สื่อแตกฝ่าย คนในสังคมแตกแยก ประเทศไทยแตกแยกเป็นเสี่ยง

แม้ทักษิณจะตายไปถึง 100 ปี ความเสียหายจะยังคงต่อเนื่องไปอีกตราบนานเท่านาน

มิจฉาทิฏฐิของทักษิณที่ถูกทิ้งลงทุกจังหวัดในประเทศไทย ผ่านสื่อเวลายาวนาน ร้ายแรงและเลวร้ายกว่าระเบิดปรมาณู 76 ลูก

..............................................................
ที่มา: ปรับปรุง แก้ไขเพิ่มเติมจาก "มิจฉาทิฐิของทักษิณร้ายแรงกว่าระเบิดปรมาณู 76 ลูก"
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000043059

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เนท
http://twitter.com/indexthai

โดย indexthai

 

กลับไปที่ www.oknation.net