วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จับไมค์ ใส่ขนนก...เพลินสุดแรงม้า


    การย้ายร่างย้ายวิญญาณเข้ามาอยู่ในพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ เพื่อชมนิทรรศการชั่วคราว 'จับไมค์ ใส่ขนนก' ครั้งนี้ทำให้พบว่า มีอะไรที่ยังไม่รู้อีกมากเกี่ยวกับเพลงลูกทุ่ง
    เริ่มจาก...
    เพิ่งจะทราบ ว่าภาพวาดบนซองใส่แผ่นเสียงเพลงลูกทุ่งในยุคแรก ๆ วาดโดย เปี๊ยก โปสเตอร์ แต่พอค้น ๆ ด้วยในอินเทอร์เน็ตก็ทำให้เพิ่งจะทราบอีกว่า เพลงลูกทุ่งไทยเดี๋ยวนี้เรียกกันว่า Thai Funk ได้แล้ว โดยการมิกซ์ดนตรีใหม่จากเหล่าดีเจคนไทยในนามว่า ZudRangMa Records หรือ 'สุดแรงม้าแผ่นเสียง'
    และได้คิดต่อไปว่า...
    แต่เดิมเพลงลูกทุ่งได้รับการตีความตามเนื้อหาของเพลง ว่าถ้าเพลงนั้นพูดถึงท้องถิ่น ไร่นา ป่าเขา วัวควาย อีพ่ออีแม่ นั่นคือเพลงลูกทุ่ง และหากไม่กล่าวถึง Tag เหล่านี้แล้วอาจเรียกว่าเพลงลูกทุ่งได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ยิ่งมีคำว่า เพจโฟน มือถือ หน้าจอ โทรศัพท์ SMS เข้ามาในเพลงลูกทุ่ง ก็ยิ่งผิดเพี้ยนไปจากแนวเนื้อหาแต่เดิมของเพลงลูกทุ่ง
    หรือเมื่อตีความเพลงลูกทุ่งไปที่เครื่องดนตรีที่ใช้ว่าจะต้องเป็นซอ เป็นพิณ เป็นตะโพน เป็นเครื่องดนตรีไทยเท่านั้น เพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่ ๆ ที่เป็นแนวเมกะแด็นซ์ โปงลางสะดิ้งก็หมดสิทธิ์จัดเข้าหมวดเพลงลูกทุ่งไปโดยปริยาย
    การวิเคราะห์เพียงรูปแบบเช่นนี้ เป็นฐานคิดที่ทำให้เกิดคำวิพากษ์ว่า “เพลงลูกทุ่งตายแล้ว”
    แต่เมื่อขยายมุมมองออกมาให้กว้างขึ้น อ่านและมองให้เห็นวิวัฒนาการของเพลงลูกทุ่งที่ปลูกขึ้นจากพื้นฐานวัฒนธรรมเพลงพื้นบ้าน เพลงไทยเดิม ทำให้เพลงลูกทุ่งมีรากฐานที่หนักแน่นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันก็ครอบคลุมเพลงพื้นบ้านในภูมิภาคอื่น ๆ เข้ามาได้ด้วย ไม่ต้องจำกัดว่าเพลงลูกทุ่งคือเพลงที่มาจากนักร้องภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ภาคอื่น ถิ่นอื่นก็สามารถเรียกว่าเพลงลูกทุ่งได้ โดยสังเกตที่เจาะลึกลงไปในจังหวะดนตรีทำให้เพลงลูกทุ่งมีมิติร่วมกับเพลงพื้นบ้านสมัยก่อน และยังมีมิติร่วมกับเพลงสากลในยุคสมัยใหม่
    เช่น
    เพลง 'ยอยศพระลอ' และเพลง 'รักน้องพร' เป็นทำนองเดียวกัน นั่นคือ ทำนองเพลงลาวกระทบไม้ เพียงแต่เปลี่ยนการบรรเลงดนตรีเท่านั้น
    ทำนอง 'รำมะนาลำตัด' เป็นแบบ พรึม พรึม โจ๊ะ พรึม พรึม เช่น เพลง รูปหล่อถมไป ขับร้องโดย บุปผา สายชล
    เพลง 'สาวอีสานรอรัก' เป็นทำนอง 'มือฆ้อง' สามารถผสมผสานกับเพลงบลูส์ ของจิมมี่ เฮนดริกซ์ ได้อย่างลงตัว
    ฉะนั้น ทัศนะที่มีต่อเพลงลูกทุ่งทั้งในแง่เนื้อหาในเพลงและจังหวะเพลง ก็เป็นทัศนะที่ขยายขอบเขตออกไปได้มากนัก
    แต่เท่านั้นยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ การวิเคราะห์เพลงลูกทุ่งยังละทิ้งไม่ได้ในประเด็นเรื่องการขับร้อง
    เพราะ 'ดีเอ็นเอ' ของแนวเพลงลูกทุ่ง คือ การร้องเสียงเอื้อน เขย่าลูกคอ ที่พัฒนาต่อยอดมาจากแนวเพลงไทยเดิมและเพลงพื้นบ้านของไทย
    เมื่อพบ 'ดีเอ็นเอ' 'บุคลิก' และ 'วิถีทาง' ที่เป็นรหัสพื้นฐานของเพลงลูกทุ่งเช่นนี้แล้ว ต่อให้ดนตรีในโลกนี้จะพัฒนาไปแค่ไหน ต่อให้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างไร วิถีเพลงลูกทุ่งก็ยังคงปรับตัวและพร้อมปะทะกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้นเสมอ
    เพลง 'ช่วงที่ดีที่สุด' ของ BoydPod สามารถใส่ลูกเอื้อนและลูกคอแบบเพลงลูกทุ่ง จึงเกิดเพลง 'ช่วงที่ดีที่สุด' ในเวอร์ชั่นของชินกร ไกรลาศ
    เพลง 'ช้าไปไหมเธอ' ของ พัดชา อเนกอายุวัฒน์ จากบ้าน AF เมื่อร้องผ่านราชีนีเพลงลูกทุ่งอย่าง สุนารี ราชสีมา เพลงของพัดชาก็กลายเป็นเพลงลูกทุ่งในทันที
    เพลงของศิลปินเกาหลี Super junior ก็สามารถย้อมให้เป็นแนวลูกทุ่งได้ โดยวีเจและนักร้องลูกทุ่งวัยรุ่นดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง วัชสัณห์ รักสงบ
    ริทึ่มก็ริทึ่มเถอะ เกาหลีก็เกาหลีเถอะ ป๊อบก็ป๊อบเถอะ เจอลูกคอเอื้อนเข้าไปก็กลายเป็นลูกทุ่งทัคอนเสิร์ตลูกทุ่งได้โดยไม่ยาก
    ทำนองเพลงไทยเดิม เพลงพื้นบ้าน เนื้อร้องผสมผสานทั้งไทยและสากล การร้องเอื้อนเสียงและมีเขย่าลูกคอ สีสันอลังการของเครื่องกายแต่งกายและการเต้นของหางเครื่อง บวกกันเป็นวัฒนธรรมเพลงลูกทุ่ง
    ใครที่เคยไปชมนิทรรศการ 'จับไมค์ ใส่ขนนก' มาแล้วคงจะสังเกตเห็นว่า ผู้จัดนิทรรศการครั้งนี้ใส่ใจในรายละเอียดมาก ๆ โดยเฉพาะเส้นทางการเดินภายในนิทรรศการครั้งนี้ ทำให้เหมือนว่าเรากำลังเดินออกจากหลังเวทีคอนเสิร์ต ค่อย ๆ เดินลัดเลาะผ่านเหล่าหางเครื่องในชุดฟูลออพชั่น ไปสู่หน้าเวทียังไงยังงั้น
    ถ้าหากมีไมโครโฟนอยู่ที่ท้ายนิทรรศการล่ะก็ อาจได้ร้องเพลง 'รักน้องพร' ...พรจ๋าพร คืนนี้ขอนอนบ้านพรด้วยได้ไหม...โชว์ลูกคอก่อนกลับบ้าน
    ใช่แล้ว บนเวทีคอนเสิร์ตลูกทุ่ง หางเครื่องจะเต้นอยู่แถวหลัง แต่ในนิทรรศการครั้งนี้ ส่วนจัดแสดงชุดหางเครื่องได้รับการจัดไว้ด้านหน้าสุด
    สิ่งหนึ่งในนิทรรศการนี้ที่ทำให้ตาลุกโพลง นั่นคือ ชุดหางเครื่องหรือชุดแดนเซอร์ที่ชื่อว่า 'มูแลงรูจ เดอ สยาม' เป็นชุดผังเพชรที่เปิดเผยโนมเนื้อและเรือนร่างของแดนเซอร์ชนิดที่ว่า 'เพียงแผ่นมือน้อย ๆ ประคองช้อนปิด แนบสนิทชวนให้คิดเตลิด'
    โอ้ว มิใช่เพียงแค่นั้น แต่อยู่ที่ข้อมูลของชุดอลังการชุดนี้ที่นับเป็นจุดเปลี่ยนของวงการหางเครื่องไทย เมื่อ ๓๐ ปีก่อน
    ข้อมูลมีดังนี้...
    เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ ศกุนตลา พรหมสว่าง คู่ชีวิตของ เพลิน พรหมแดน ติดตาติดใจเครื่องทรงของโฟลี แบร์แฌร์ (Folies Bergeres) และ มูแลงรูจ (Moulin Rouge) เมื่อคราวไป "ดูงาน" ที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วนำมาดัดแปลงใช้กับชุดหางเครื่องเพลงลูกทุ่งเป็นครั้งแรก จนเกิดเป็น "เทรนด์" ที่ปลุกกระแสแฟชั่นไปทั่ววงการ จากเพลงลูกทุ่งปกติธรรมดาจึงกลายเป็น "ศิลปะการแสดงระดับโลก หางเครื่องนับร้อย นุ่งน้อย ห่มนิด ฟิตเปรี๊ยะ" โดยจัดแสดงครั้งแรกในช่วงท้ายคอนเสิร์ตของ เพลิน พรมแดน
    ถ้าจินตนาการภาพชุด 'มูแลงรูจ เดอ สยาม' ไม่ออก ให้นึกถึงการแสดงโชว์ของ Moulin Rouge แล้วคูณด้วย ๒ หรือ ๓
    ...
    นิทรรศการนี้จัดขึ้นชั่วคราวประมาณ ๓ เดือน ที่พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ถนนสนามไชย กรุงเทพฯ เป็นนิทรรศการที่เหมาะกับการจัดชั่วคราวดี เนื่องจากสอดคล้องกับวิถีวงดนตรีลูกทุ่งที่ต้องทัวร์คอนเสิร์ตไปตามที่ต่าง ๆ
    ไม่แน่ นิทรรศการ 'จับไมค์ ใส่ขนนก' อาจไป World Tour


โดย respiration

 

กลับไปที่ www.oknation.net