วันที่ ศุกร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประชาธิปไตยที่พระพุทธศาสนารักษาไว้


   สวัสดีครับ บลอกเกอร์ทุกท่านที่เคารพ ผมได้เคยลองอ่านหนังสือที่มีชื่อว่า ปรีชาญาณของสิทธัตถะ ของท่าน สมัคร บุราวาศ ในหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่น่าอ่านอีกเล่มหนึ่งที่พุทธศาสนานิกชนที่ต้องการศึกษาความเป็นไปของพระพุทธศาสนาอย่างถึงแก่นแท้ ควรแสวงหามาอ่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นหนังสือที่แยกให้เห็นถึงหลักคำสอนของนิกายเถรวาท หรือ หินยาน และ มหานิกาย ว่ามีที่มาแตกต่างกันอย่างไร และการแตกแยกเป็นนิกายทั้งสองนิกายนั้น เริ่มจากพระภิกษุรูปใด ในพระพุทธศาสนา

    นอกจากนั้น หนังสือเล่มนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงการวิเคราะห์เรื่องพระพุทธศาสนาอย่างแตกฉานของท่านสมัครอีกด้วย นับเป็นบูรพาจารย์ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการศึกษาพุทธปรัชญาเป็นอย่างยิ่ง ท่านสมัครได้ แยกการอธิบายถึงหลักแก่นความคิดของพระอรรถาจารย์ของสำนักเถรวาทและมหานิกายออกจากกันอย่างชัดเจน และยังได้วิเคราะห์ถึงหลักพุทธปรัชญาอย่างชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายอีกด้วย

   เอาหล่ะครับ...ผมคงต้องเข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้ก่อนนะครับ เพราะว่าไม่อยากออกไปไกลมากนัก คือ มีอยู่ตอนหนึ่งที่ท่านสมัครได้เขียนถึง การปกครองแบบประชาธิปไตยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงยกย่องและเชิดชูชาววัชชี หรือ เรียกอีกชื่อหนึ่งคือ ชาวลิจฉวี ซึ่งชาววัชชีได้ยึดถือปฏิบัติกันเป็นประจำและสืบเรื่อยมา ก่อนที่จะเสื่อมสิ้นไปด้วยอุบายของมหาอำมาตย์ผู้ปราดเปรื่อง นามว่า มหาวัสสการพราหมณ์ ของ พระเจ้าอชาตศัตรู

   เรื่องก็มีแก่นแท้อยู่เพียงนิดเดียวครับ ก็คือ ประชาธิปไตยที่พระพุทธองค์ยกย่องให้พุทธศาสนิกชน ปฏิบัติก็คือ

- การร่วมประชุมกันเป็นกลุ่มใหญ่อย่างสม่ำเสมอ

- การร่วมแรงสามัคคีกัน

- การทำอุโบสถศีลอย่างเคร่งครัด

- การยึดถือประเพณีปฏิบัติที่ดีงามอย่างเคร่งครัด

- ไม่นำเอาประเพณีปฏิบัติใหม่ๆที่ไม่ดีเข้ามาแทนที่ประเพณีปฏิบัติเดิม

   ครับเพียงแค่นี้ ก็ทำให้นครวัชชี สามารถดำรงอยู่อย่างมั่นคง ไม่มีศัตรูใด มาทำลายหรือ ยึดครองไปได้ สืบมา แม้จะยกทัพมาตีสักกี่ครั้งก็ต้องพ่ายแพ้กลับไปเช่นเดิมทุกครั้ง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ชาวลิจฉวี หรือ ชาววัชชีนี้ มีความรักใคร่ กลมเกลียว สมัครสมาน สามัคคีกัน นั่นเอง เพราะได้ร่วมประชุมกันอย่างสม่ำเสมอและทุกคนก็เข้าร่วมประชุมกันทุกครั้ง 

   จนครั้งที่ถึงกาลปวสานก็มาถึงเมื่อครั้งที่ พระเจ้าอชาตศัตรู ต้องการจะเอาชนะให้ได้ จึงได้ออกอุบายลับๆ กับมหาวัสสการพราหมณ์ กันสองคน โดยให้วัสสการพราหมณ์ ทำเป็นขัดขวางการยกทัพเพื่อไปตีนครวัชชี พระเจ้าอชาตศตรูจึงลงโทษอย่างหนัก โดยการเฆี่ยนตี จนสลบและสั่งให้ทหารนำวัสสการพราหมณ์ไปทิ้งนอกเมือง เป็นการเนรเทศไป

   เมื่อวัสสการพราหมณ์รู้สึกตัวจึง เดินทางลัดเลาะไปจนถึงประตูเมืองนครวัชชี และขอเข้าเมืองไปอาศัยในตัวเมืองด้วยเหตุผลเพราะกลัวพระเจ้าอชาตศัตรูตามมาอาฆาตชีวิต แต่ทางอำมาตย์ลิจฉวี ก็มีความเห็นพร้อมกันว่า น่าจะเป็นอุบายของพระเจ้าอชาตศัตรูที่ต้องการให้วัสสการพราหมณ์เข้ามาเป็นใส้ศึก จึงไม่ยอมให้เข้าเมือง ครั้นวัสสการพราหมณ์ได้ใช้ปัญญาอธิบายเรื่องราวต่างๆ นาๆ เป็นการเสแสร้งว่า ตัวเขาเองเคยให้การรับใช้พระเจ้าอชาตศัตรูมามากต่อมาก ช่วยให้พระองค์รบชนะมาก็มากครั้ง แต่พระเจ้าอชาตศัตรูก็ยังทำกับตัวเขาได้ขนาดนี้ ถึงขนาดเฆี่ยนตีและเนรเทศออกจากเมืองเช่นนี้ ยังจะทำให้ตัวเขาเองจะยังภักดีต่อพระเจ้าอชาตศัตรูอีกหรือ ทำให้พระราชาลิจฉวีและเหล่าเสนาอำมาตย์หลงเชื่อ และยอมรับเข้ามาอยู่ในวัง

   เมื่อตอนแรก เมื่อวัสสการพราหมณ์ได้เข้ามาก็ทำให้เหล่าพระราชาลิจฉวีและมหาอำมาตย์หลงเชื่อ โดยการทำประโยชน์ให้กับแคว้นวัชชีมากมาย จนเป็นที่วางใจให้เป็นพระมหาศาตราจารย์ ให้สอนศิลปะวิทยาการต่างๆ ให้พระโอรสของเจ้านาย เสนาอำมาตย์ ในวัง จนเวลาล่วงเลยไปหลายปี ทำให้วัสสการพราหมณ์ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากพระราชาและเหล่าเสนาอำมาตย์จนสนิทใจแล้ว วัสสการพราหมณ์ก้เริ่มตามแผนที่ตนเองวางไว้โดยการเรียกพระโอรสของเจ้านายนครวัชชีเข้าไปหาในห้องคนหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดหรือถามอะไร และให้ออกไปจากห้อง เมื่อเห็นพระโอรสที่วัสสการพราหมณ์เรียกเข้าไปออกมา เหล่าพระโอรสอื่นๆ ก็เข้าไปถามว่า อาจารย์ว่าอะไร พระโอรสนั้นก็บอกไปว่า อาจารย์ไม่ได้ว่าอะไร ทำให้เหล่าพระโอรสอื่นๆเริ่มระแวง วันต่อๆมา วัสสการพราหมณ์ก็ทำเช่นเดียวกันกับพระโอรสองค์นั้นบ้าง องค์นี้บ้าง ทำให้พระโอรสบางพระองค์นำความเหล่านี้ไปบอกกับพระบิดาของตน ทำให้เหล่าเจ้านาย และเสนาอำมาตย์ ผู้เป็นพระบิดาของเริ่มไม่พอใจ หาว่า เจ้านายอื่นๆ มีความลับต่อตน เมื่อเวลามีประชุม ก็ไม่เข้าร่วมประชุมกัน โดยให้เหตุผลว่า มีคนที่เก่งกว่าตนอยู่แล้ว หากไม่มีพวกตนคนอื่น ๆ พระองค์อื่นๆ ก็ทำได้อยู่แล้ว

       และก็เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยๆ จนหนักเข้า   กระทั่งไม่มีคนมาประชุมกันเลยสักคนเดียว วัสสการพราหมณ์ก็ทำทีเป็นตีกลองเรียกประชุมอยู่หลายครั้ง เมื่อเห็นว่า ชาววัชชีเริ่มแตกความสามัคคีกันจนถึงที่สุดแล้ว ก็ส่งข่าวให้พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบ เพื่อให้นำทัพเข้ามาตี จนนครวัชชีแตกสลาย ถึงกับกาลปวสานในที่สุด นั่นก็เป็นเพราะความแตกสามัคคีของชาววัชชีนั่นเองจึงไม่มีเจ้านายองค์ใด ที่จะมาร่วมแรงสามัคคีกันร่วมต่อสู้เช่นแต่ก่อน เพราะความริษยา และความไม่ไว้ใจกันนั่นเอง   ส่วนวัสสการพราหมณ์ ก็ได้กลับไปเมืองเช่นเดิม และได้รับการปูมบำเน็จรางวัลมากมายจากพระเจ้าอชาตศัตรู

   ครับจะเห็นว่า ความสามัคคีกันนั้น มีความสำคัญมากในการสร้างชาติ สร้างประเทศ การแตกแยกเป็นสิ่งที่ต้องบอกว่าน่ากลัว ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดครับ ถ้าหากเราต้องการดำรงความเป็นชาติของเราไว้ให้คงอยู่ตราบนานเท่านานนะครับ การใส่ร้ายป้ายสีกัน การทำร้าย การหยิบยื่นสิ่งชั่วร้ายให้แก่กัน ควรจะเลิกได้แล้วนะครับ ผมว่า ยิ่งวิกฤติความสามัคคีในชาติเรา ตอนนี้เริ่มแย่ลงมากๆ เราคนไทยควรหันมาคิดใหม่ ทำใหม่ ได้แล้วนะครับ ยิ่งทุกวันนี้ผมเห็นแรงซื้อของชาวต่างชาติแรงขึ้นทุกวัน ผมก็เริ่มคิดมากเหมือนกันครับ กับสถานการณ์ที่คนไทยเราทะเลาะกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ขอภาวนาให้เป็นเรื่องราวของการลงทุนเพียงอย่างเดียวก็พอครับ อย่าให้มีอย่างอื่นเข้ามแอบแฝงเลย เพราะผมคิดว่า ชาวต่างชาติหรือคนในชาติเอง ก็เป็นนอมินีของกันและกันได้นะครับ

     สุดท้ายนี้ ผมอยากจะขอแสดงความเห็นบ้างนะครับ ถ้าไม่ถูกใจท่านใดก็ขออภัย ได้อดโทษให้ผมด้วยนะครับ ที่ผมจะแสดงความเห็นก็คือ

   " ระหว่างประชาธิปไตย กับ ชีวิตของท่านและประเทศชาติ ท่านคิดว่า สิ่งไหน ประเสริฐกว่ากัน สิ่งไหน มีค่ากว่ากัน"

        ลองเอาไปคิดดูนะครับ หากได้ให้หลายๆคน ลองเอาไปคิดดูก็จะดีมากเลยครับ เผื่อว่า ความคิดผมจะพอได้ช่วยให้ประเทศชาติมีโอกาสไปต่อได้อีกสักนิดครับ

     " แต่ผมไม่ใช่สีไหนทั้งนั้นนะครับ ผมไม่มีอคติกับฝ่ายใดทั้งสิ้นครับ เพียงแต่อยากให้ทุกท่านได้คิดในสิ่งง่ายๆดูครับ เพราะปัญหาที่เป็นวิกฤติอยู่ทุกวันนี้ คิดแก้ง่ายๆได้ครับ"

.....................ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านครับ แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้วครับ....................

โดย อนันตปัญญา

 

กลับไปที่ www.oknation.net