วันที่ เสาร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

:: บทที่ 3 ไม่เมาเหล้า แต่เรา(ดัน) เมา...รถ ::



หลังจากแวะเติมพลังงานให้กับร่างกาย ณ ภัตตาคารแม่โขงเป็นที่อิ่มหนำสำราญเรียบร้อยแล้ว
ขบวนของเราก็เดินทางออกจากเวียงจันทน์ เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป นั่นคือ เมืองวังเวียง
ซึ่งตามโปรแกรมบอกไว้ว่าเราจะต้องพักค้างคืนกันที่นั่นในค่ำคืนนี้
ก่อนจะเดินทางไปยังเมืองหลวงพระบางต่อไป...



"จริงๆ แล้วผมชอบรถตู้ของไทย โตโยต้ารุ่นใหม่มากกว่านะ งามมากๆ
แต่ว่าสู้ราคาไม่ไหว คันนึงตั้งเกือบ 300 ล้านกีบ เป็นรถเปล่าๆ ไม่รวมค่าตกแต่งด้วยนะ"

"คันของผมนี่ประมาณ 100 ล้านกีบ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 4 แสนบาท"

โชเฟอร์รถตู้ชาวลาวให้ความกระจ่าง เมื่อเราถามเขาเกี่ยวกับรถตู้ที่เราใช้เป็นพาหนะ
สำหรับการเดินทางตลอดระยะเวลา 4 วัน 3 คืนในทริปนี้ ซึ่งก็คือรถตู้ขนาด 11 ที่นั่ง
ของเกาหลี ยี่ห้อฮุนได รุ่นสตาร์เร็กซ์ ขนาดเล็กกะทัดรัด (เกินไป) รวมทั้งสิ้น 7 คัน
นัยว่าเป็นรุ่นที่นิยมที่สุดในลาว ณ เวลานี้
(สังเกตได้จากจำนวนรถใหม่ที่เข้าคิวรอการจดทะเบียนที่สำนักงานขนส่ง)



เมื่อทำความคุ้นเคยกันมาได้ระยะเวลาหนึ่ง ก็ได้รับรู้ว่าคณะพรรคของรถคันที่ 3 นี้
ประกอบด้วยสมาชิกระดับ สว. ทั้งนั้น (ผมพูดจริงๆ นะครับ ก็ สว.ที่ว่าน่ะ ผมหมายถึง ผู้สูงวัย)
ได้แก่ เจ๊สุ นักธุรกิจเจ้าของบริษัทขนส่ง เจ๊นา เพื่อนสนิท(มั่กๆ) ของเจ๊สุแกน่ะแหละ
แล้วก็ยังมีคุณเตี่ยกับคุณแม่ของเจ๊นา ผู้ใหญ่อารมณ์ดีที่มีลูกฮาพกมาเพียบ
เจ๊นัน (BG ป้าน้องขิม) อดีตลูกน้องของผมเอง ที่อุตส่าห์ลา(โดด) งานตามผมมาด้วย
เจ๊ต๋อย ผบ.ทบ. นค. (ผู้บังคับบัญชาเมื่ออยู่ที่บ้านของนายครก) และตัวผมเอง
รวมทั้งสิ้นก็ 7 ชีวิตพอดิบพอดี...



ส่วนโชเฟอร์ที่เราต้องฝากชีวิตไว้ภายใต้การบังคับและควบคุมรถอย่างมีประสิทธิภาพของแกนั้น
ชื่อว่า คำสิง เป็นผู้บ่าวลาว ซึ่งคณะพรรคมีมติต้องกันให้เรียกแกว่า "อ้ายสิง"
และต้องถือว่าเป็นโชคดีของพวกเราที่ได้ถูกกำหนดให้ใช้บริการรถของอ้ายสิงในครานี้
ด้วยเพราะว่าพี่แกมี Services mind อยู่ในระดับ 5 ดาวเลยเชียว
(อันนี้พลพรรคยกมือสนับสนุนเป็นเอกฉันท์)

ผมมารู้เอาภายหลังว่า พี่แกเคยทำงานในโรงแรมมาก่อน เคยเป็นกุ๊กร้านอาหาร
มีธุรกิจร้านอาหารของตัวเอง และที่สำคัญแกมีภรรยาเป็นคนไทยครับ
เปิดร้านขายกระเป๋าอยู่ที่หาดป่าตอง ภูเก็ต 



ด้วยเหตุเหล่านี้เอง จึงทำให้แกค่อนข้างเข้าใจกับขนบวัฒนธรรม
นิสัยใจคอของลูกทัวร์ (แบบไทยๆ)
ตลอดจนเข้าใจภาษาไทยในระดับที่ถือว่าดีมากทั้งฟังและพูด
แถมพี่แกยังทำหน้าที่เป็นไกด์ให้กับพวกเราได้อีกด้วย

"ระยะทางจากเวียงจันทน์ไปฮอดวังเวียงประมาณ 170 กิโลแมดครับ
ตรงนี้เรียกว่าเมืองโพนโฮง เป็นเมืองหลวงของแขวงเวียงจันทน์..."

"ทางแยกตรงนั้นไปเขื่อนน้ำงึมได้นะ แต่โปรแกรมของเราไม่ได้เข้าไปครับ
ถ้าอยากไป มื้อหน้ามากันเอง ก็โทรมาหาผมนะ ผมจะพาไปให้ เติมน้ำมันให้ผมก็พอ..."

มิตรไมตรีจากด่างแดน เริ่มก่อตัวให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้วล่ะครับพี่น้อง...




หลังจากนั่งรถไปตามเส้นทางที่ต้องขึ้นเขา ลงเขา ขึ้นเขา แล้วก็ลงเขาลูกแล้วลูกเล่า
ถนนหนทางที่สุดแสนเลี้ยวลดคดเคี้ยวยิ่งกว่างูเขียวเมาเหล้าแล้วเลื้อยไปมา โค้งแล้วโค้งเล่า
เราก็เข้าสู่เขต เมืองวังเวียง เอาเมื่อประมาณบ่ายแก่ๆ และภาพที่ปรากฏต่อสายตาพร้อมความตื่นใจ
ก็คือเทือกเขาหินปูนสูงใหญ่ทอดตัวเรียงต่อกันยาวเหยียด ที่สามารถมองเห็นเด่นแต่ไกล
เจ๊ต๋อยแกบอกว่าเหมือนฉากในหนังจีนกำลังภายใน พวกจอมยุทธภูเขาเหลียงซานประมาณนั้น





"เมืองวังเวียงเพิ่งจะมีคนเริ่มมาเที่ยวหลายๆ เมื่อประมาณ 4-5 ปี นี่เอง ส่วนใหญ่จะเป็นพวกฝรั่ง
ทัวร์คนไทยจะแค่มาพักค้างคืนระหว่างทางไปเมืองหลวงพระบาง พอขากลับก็ไม่ได้แวะแล้ว
แต่พวกฝรั่งจะมาอยู่กันหลายวัน มาว่ายน้ำ พายเรือในแม่น้ำซอง ขี่รถถีบดูธรรมชาติ"
อ้ายสิงอธิบายให้ฟังเมื่อผมถามแกเกี่ยวกับเมืองวังเวียง

"ธรรมชาติที่นี่ส่วนมากจะเป็นถ้ำ เพราะมีภูเขาอยู่หลาย พวกฝรั่งชอบขี่รถถีบไปเที่ยวถ้ำกันครับ
แต่ที่ทัวร์คนไทยชอบมาเที่ยวก็คือ ถ้ำจัง วันพรุ่งนี้เราก็จะได้ไปดูเหมือนกัน"





"แล้วอีกนานมั้ย กว่าจะถึงที่พักน่ะ"
ผมกล้ำกลืนฝืนยิงคำถามออกไป ทั้งที่สภาพร่างกายอยู่ในภาวะติดลบแล้ว

"ไม่เกินชั่วโมงก็ถึงแล้วครับ พี่หิวข้าวแล้วใช่มั้ยล่ะ รออีกแป๊บนึงเด้อ"
อ้ายสิงตอบพร้อมแสดงความห่วงใยในแววตาและสีหน้าที่เห็นได้ชัด

ผมได้แต่พยักหน้ารับรู้แทนคำตอบ
ทั้งที่ใจจริงแล้ว ผมน่ะอยากตะโกนบอกบางอย่างกับกับอ้ายสิงมากกว่า!!!






ในขณะที่หลายคนกำลังตื่นตาตื่นใจ ให้ความสำคัญกับทิวทัศน์ที่สวยงามตลอดสองข้างทางอยู่นั้น
ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า ยังมีใครอีกคนกำลังนั่งหลับตาอัดยาดม อมยาหอม
อ้าปากพะงาบๆ อยู่บริเวณที่นั่งด้านท้ายรถ พร้อมกับเสียงพึมพำเบาๆ
ซึ่งถ้าใครตั้งใจฟังให้ดีคงพอจับใจความได้ประมาณนี้

 



"ข้อยบ่ได้หิวข้าวเด้ออ้าย แต่ข้อยย่านสิฮากใส่รถเจ้าติ ฮู้บ่?"



 


ไม่เมาเหล้า แล้วสิเรา (ดัน) เมารถ...

อ้วกกกกกก!!! 


  **********
 

 

 


เพลง : ในหุบเขา

อัลบั้ม : เจ้าสาวผีเสื้อ

ศิลปิน : พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ


 

 

 

 


ทำความเข้าใจกับที่มาที่ไปของเอนทรี่นี้ได้จากลิงก์ด้านล่างครับ :

:: บทที่ 1 เราจะเดินไปไหนกัน (ไปหลวงพระบางมั้ยจ๊ะ):: 

:: บทที่ 2 ผ่านพบ (ก็) ผูกพัน ::



 

โดย นายครก

 

กลับไปที่ www.oknation.net