วันที่ พุธ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... พระราชอารมณ์ขันของในหลวง


ว่างเว้นบล็อกจากเรื่องเครียดๆ มาเรื่องดีดีดีกว่าค่ะ
(ขอ 3 ดี มาประเดิมไว้ก่อนเลย อิอิ)
เชิญยิ้มกับพระราชอารมณ์ขันในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกันเถอะค่ะ
อ่านกี่ครั้งก็ทำให้เรา 'ยิ้มสู้' ได้ในทุกสถานะการณ์ค่ะ

(1)

         ในการเสด็จฯ ออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองไกลๆ นั้น ต้องตรากตรำพระวรกายเป็นอย่างมาก ทรงหนีบแผนที่อยู่ตลอดเวลา เพื่อดูรายละเอียดเกี่ยวกับหมู่บ้านและเส้นทางของแม่น้ำลำธาร ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการวางแผนพัฒนา นอกจากนั้นแล้วยังทรงมีปัญหาเรื่องอื่นๆ อีกร้อยแปด จะต้องเสด็จฯ ไปงานพระราชพิธีต่างๆ จะต้องเสด็จฯ ออกรับแขกเมืองชาวต่างประเทศที่ขอเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายของบ้าง ถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลบ้าง ฯลฯ เยอะแยะไปหมด การที่ทรงสามารถรับพระราชภาระอันหนักเช่นนี้อยู่ได้นานนับสิบๆ ปี ก็เพราะทรงมีพระราชอารมณ์ขันนั่นเองเป็นทางระบายความเครียด ข้าราชบริพารและตำรวจทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี และมักเล่าสู่กันฟังด้วยความชื่นชมในพระราชอารมณ์ขันของพระองค์อยู่เสมอ

นายตำรวจคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ในการเสด็จฯ ออกเยี่ยมราษฎรอำเภอไกลๆ ที่กันดารนั้น บางครั้งกำนันก็อยากจะกราบทูลด้วยราชาศัพท์แต่อันที่จริงนั้นไม่ต้องก็ได้ มิได้ทรงเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทรงถือว่าความจงรักภักดี และความเคารพในหัวใจนั้นสำคัญยิ่งกว่าราชาศัพท์ แต่ถึงกระนั้น กำนันบางคนก็ยังอยากจะกราบทูลให้ถูกต้องตามแบบแผนอุตส่าห์ไปซ้อมมาเสียหลายวัน ท่องมาจนจำขึ้นใจ แต่พอเสด็จฯ มาถึงเข้าจริงๆ ท่านกำนันก็สั่นเทิ้มด้วยฤทธิ์ประหม่า รายงานตัวออกไปว่า

"ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า……"

"เราพวกเดียวกันนะ…." รับสั่งด้วยความเมตตาอย่างพ่อพูดกับลูก

ท่านกำนันเห็นว่าทรงพระกรุณาเช่นนั้น ก็เลยเปลี่ยนใจมากราบทูลด้วยภาษาธรรมดา

(2)

          เรื่องราชาศัพท์นั้น อย่าแต่ว่าชาวบ้านแถวร้อยเอ็ดหรือทุ่งสงเลย ขนาดอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ยังประหม่า ใช้ถูกใช้ผิดเพราะไม่เคยชิน ก็เลยต้องอึกๆ อักๆ แต่มีอยู่คราวหนึ่ง มีพระราชกระแสรับสั่งกับราษฎรในชนบทกลุ่มหนึ่ง และมีผู้ชายอายุขนาดกลางคนผู้หนึ่ง กราบบังคมทูลชี้แจงชัดถ้อยชัดคำ ใช้ศัพท์แสงอย่างสูงพอดู สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจึงรับสั่งถามเป็นทำนองว่า เคยเข้ารั้วเข้าวังที่ไหนอยู่หรือ จึงพูดจาใช้ราชาศัพท์คล่องแคล่ว

ชาวผู้นั้นกราบทูลตอบว่า "ขอเดชะ…พระบารมีปกเกล้าฯ เกล้ากระหม่อมเคยเป็นตัวเอกลิเกมาก่อน พะยะค่ะ

ความลับแตกดังโพละออกมาเลย….ทำเอาขบวนตามเสด็จหัวเราะกันครืนไป

(3)

          เรื่องพระราชอารมณ์ขันนี้ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เคยเล่าให้ฟังว่า ที่มหาวิทยาลัยประสานมิตรปีหนึ่ง เมื่อพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จแล้ว มีพระราชดำรัสแก่ ม.ล.ปิ่นว่า "วันนี้ฉันได้ให้ปริญญาบัตรไปกี่กิโล"

ม.ล. ปิ่น มาลากุล อึกอัก จนด้วยเกล้าฯ เพราะมิได้ให้ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีชั่งน้ำหนักปริญญาบัตรไว้ก่อน เพื่อกราบบังคมทูลแต่ในปีต่อมา ในโอกาสเช่นเดียวกัน เผื่อเหนียว…อธิการบดีของมหาวิทยาลัย ได้เตรียมพร้อมชั่งน้ำหนักใบปริญญาบัตรจำนวนทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้วล่วงหน้า ม.ล.ปิ่น มาลากุล จึงกราบทูลเสียงดังว่า

"วันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรไปจำนวนทั้งหมด 230 กิโลกรัม"

ในทันทีนั้นก็มีพระราชดำรัสถาม ม.ล.ปิ่นว่า"ฉันจะต้องได้อาหารสักกี่แคลอรี่ จึงจะพอชดเชยกับแรงงานที่ได้เสียไป

(4)

          มีอยู่คราวหนึ่ง หลังจากปีนเขาขึ้นไปบนสันเขาลูกใหญ่ลูกหนึ่ง มีผู้กราบบังคมทูลถามในหลวงว่า ภูเขาลูกใหญ่ที่ปีนเมื่อวานซืนกับลูกนี้ลูกไหนจะสูงกว่ากัน

ในหลวงทรงตรัสตอบว่า

"ลูกวานซืนนี้สูงกว่า เพราะฉันเคี้ยวมะขามป้อมถึงห้าลูกกว่าจะถึงยอด… แต่วันนี้เพียงสามมะขามป้อมเท่านั้น"

(5)

          แม้แต่ในยามทรงพระประชวร เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระอาการไข้สูง พระหทัยเต้นไม่เป็นส่ำแต่ก็ยังทรงมีพระอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา

ในฐานะที่เป็นนักดนตรี ได้รับสั่งกับหมอว่าจังหวะการเต้นของพระหทัยนี้ คล้ายๆ กับจังหวะห้าสี่ในทางดนตรี และหลังจากทรงหายพระประชวรแล้ว ก็ทรงแต่งเพลงแจ๊ส จังหวะห้าสี่ขึ้น เพลงหนึ่ง…

…….ให้ชื่อว่า High Fever!

(6)

         ในระหว่างถวายการรักษานั้น คณะแพทย์ต้องเจาะพระโลหิตกันเกือบทุกวัน วันละ 50 ถึง 100 ซีซี ขณะที่ทรงพระประชวรนี้ มีพระหทัยตั้งสมาธิแน่วแน่ พระอารมณ์แจ่มใส ได้ทรงล้อเลียนคณะแพทย์เมื่อพระอาการทุเลาลงแล้ว โดยทรงรับสั่งว่า คณะกรรมการแพทย์ชุดนี้ รักษาพระอาการแบบโบราณโดยที่ไม่ถวายพระโอสถเลย…แต่ใช้วิธีสูบเลือดออก

(7)

          เมื่อครั้งบ็อบ โฮ้พ มาแวะกรุงเทพฯ เพื่อจะไปเปิดการแสดงกล่อมขวัญทหารอเมริกันในเวียดนามระหว่างแวะพักตั้งหลักที่กรุงเทพฯ บ็อบ โฮ้พ โชคดีได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ที่วังสวนจิตรฯ โดยโปรกเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงดินเนอร์ด้วย

บ็อบ โฮ้พ กราบบังคมทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้า ขอพาเพื่อนไปด้วย"

"ได้เลย…..ไม่ขัดข้อง" รับสั่งตอบ "พาเพื่อนของคุณมาได้เลย"

"ต้องขอบพระทัยแทนเพื่อนหกสิบสามคน ของข้าพระพุทธเจ้าด้วย"

คืนนั้น บ็อบ โฮ้พ ได้นำวงดนตรีของเขา เข้าไปเล่นถวายในวังสวนจิตรฯ อยู่จนดึก จึงกราบทูลเชิญเสด็จฯ ที่บ้านพักของเขา รับสั่งว่า "ยินดี….ฉันพาเพื่อนหกสิบสามคนของฉันไปด้วยนะ"

พระราชอารมณ์ขันจงเจริญ
จากหนังสือ พระราชอารมณ์ขัน โดย คุณวิลาศ มณีวัต
สำนักพิมพ์ บริษัท พี.วาทิน พับลิเคชั่น จำกัด 2539 


โดย ปิรันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net