วันที่ เสาร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : สังคมเสี่ยง...ระวัง "ฟางเส้นสุดท้าย"


ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ :
สังคมเสี่ยง...ระวัง "ฟางเส้นสุดท้าย"

          "สังคมมีความเสี่ยง เพราะสถานะของกลไกผ่อนเบาความขัดแย้งทุกอันอ่อนกำลังลง ระบบราชการแตกแยกภายในทุกระบบ รัฐอ่อนแอในด้านความสามารถที่จะเผชิญกับความขัดแย้ง และการสนทนาระหว่างนายกฯกับ นปช.วันแรก ทำให้เห็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันอย่างหนึ่งคือ ความขัดแย้งในสังคมไทยเที่ยวนี้ทั้งใหญ่และลึก ซึ่งต้องแก้ไขโดยด่วน"

          ทั้งหมดคือ "ลักษณะของความขัดแย้ง" ในสังคมไทยปัจจุบันที่สะท้อนภาพโดย ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติวิธีชื่อดัง และอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งช่วยกระตุกเตือนสังคมให้เร่งหาทางออกโดยพลัน และคงไม่ใช่ทางออกง่ายๆ ประเภทยุบสภาภายในเท่านั้นเท่านี้วันแน่ๆ

           เพราะความขัดแย้งนั้น หากปล่อยให้เนิ่นนานยืดเยื้อจะทำให้เกิดความสูญเสีย ที่เห็นชัดๆ ก็คือการมีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย ที่ผ่านมาตลอดหลายปีตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง) มาถึงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (เสื้อแดง) มีความสูญเสียเกิดขึ้นมากมาย โดยผู้บาดเจ็บของพันธมิตรมีทั้งสิ้น 650 คน เสื้อแดง 234 คน ตำรวจ 126 นาย และทุกกลุ่มทุกสีเสียชีวิตไปแล้ว 8 คน

           อย่างไรก็ดี ก่อนจะไปค้นหา "ทางออก" ของความขัดแย้ง ต้องย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ "ความขัดแย้ง" เสียก่อน ซึ่งปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความขัดแย้งคือ การเผชิญหน้ากันของ "อำนาจ" ฉะนั้นต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจเรื่องอำนาจด้วย

ความลับของอำนาจ

         
อาจารย์ชัยวัฒน์ อธิบายว่า อำนาจหรือสมการอำนาจ ประกอบด้วยปัจจัย 3 อย่าง ได้แก่

          1. ทิศทาง (Direction) หมายถึงเผชิญกับใคร ที่ไหน

          2. ฐาน (Base) หมายถึงใช้อะไรในการเผชิญกับคู่ขัดแย้ง

          3. ความเข้มข้น (Magnitude) หมายถึงความตั้งใจหรือเจตนาในการเผชิญกับคู่ขัดแย้ง

          อาจารย์ชัยวัฒน์ บอกว่า ปัจจัยทั้งสามสิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน ขาดอันใดอันหนึ่งไปอำนาจจะเป็นศูนย์ นี่อาจเรียกได้ว่าคือความลับของอำนาจ

        
  "ยกตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะมีคนมีสตางค์มาก (ฐาน) เข้ามาเล่นการเมือง และกล้าใช้สตางค์ในบางลักษณะ (ทิศทางและความเข้มข้น) ทำให้สมการอำนาจเปลี่ยน"

         
อย่างไรก็ดี นักวิชาการชื่อดังย้ำว่า เงินหรืออาวุธไม่ได้สำคัญที่สุดในสมการอำนาจ เพราะต้องใช้ใจหรือเจตนาด้วย ถ้าใจถึงก็จะยิ่งเพิ่มพลังอำนาจ แต่ในทางกลับกัน หากใช้ใจอย่างเดียวโดยไม่มีฐาน เช่น เงิน หรืออาวุธ อำนาจก็จะเป็นศูนย์

          ทั้งนี้ เมื่อนำทฤษฎีมาเปรียบเทียบกับสังคมไทย จะพบว่าปัญหาในสังคมไทยขณะนี้ เป็นการเผชิญหน้ากันของอำนาจฝ่ายต่างๆ ซึ่งแต่ละฝ่ายล้วนมีปัจจัยทั้ง 3 อย่าง แต่มีไม่เท่ากัน

          อีกประเด็นหนึ่งที่อาจารย์ชัยวัฒน์ หยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ หน้าตาของอำนาจ ซึ่งมีหลายอย่าง เช่น อำนาจแบบบังคับ เครื่องมือก็คือกำลังและอาวุธ, อำนาจในการควบคุมสถานการณ์ เครื่องมือคือการสร้างเงื่อนไข, อำนาจในการใช้อำนาจหน้าที่ เครื่องมือก็คือความชอบธรรม, อำนาจในการใช้ปัญญาในทางวิชาการ เครื่องมือคือเหตุผลและหลักฐาน

          แต่กระนั้น อำนาจที่สำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งคืออำนาจที่เกิดจากความรัก โดยมีเครื่องมือคือความเสียสละ เพราะความรักมีพลังมากที่จะทำให้มนุษย์ทำอะไรได้หลายๆ อย่าง ถ้าสังคมมีความสามารถโอบกอดคนที่แตกต่างกันไว้ได้ ก็จะมีพลังมาก แต่ถ้าไม่ได้ ก็จะนำไปสู่ความเดือดร้อน

          อาจารย์ชัยวัฒน์ ยังยกตัวอย่างเรื่องของ "ชาติ" ซึ่งให้คำจำกัดความว่า ชาติเป็นความมหัศจรรย์ เพราะทำให้คนรักกันโดยไม่เคยเห็นหน้ากัน  เชื่อมคนจากต่างถิ่นและมีความหลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน ฉะนั้นเมื่อใดที่ภายในชาติไม่สามารถโอบกอดคนไว้ด้วยกันได้ เมื่อนั้นความเดือดร้อนก็จะบังเกิด

เข้าใจความขัดแย้ง

         
จากเรื่องของอำนาจ มาสู่เรื่อง "ความขัดแย้ง" ในมุมมองของ ศ.ดร.ชัยวัฒน์ เห็นว่า ความขัดแย้งมาจาก 3 ปัจจัยเช่นกัน ได้แก่ 1.การรับรู้ (Perception) 2.ความคาดหวัง (Expectation) และ 3.อำนาจ (Power) กล่าวคือความขัดแย้งมักเกิดจากการที่คนเรารับรู้ต่างกัน คาดหวังต่างกัน และมีการเผชิญหน้ากันระหว่างพลังอำนาจ

          อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ อาจารย์ชัยวัฒน์ เน้นเป็นพิเศษก็คือ การรับรู้และความคาดหวัง เพราะมนุษย์อยู่ด้วยความคาดหวัง ซึ่งในความคาดหวังก็จะมีองค์ประกอบอีกหลายอย่างเรียกว่า "โครงสร้างแห่งความคาดหวัง" ซึ่งโครงสร้างนี้จะเชื่อมร้อยผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อโครงสร้างแห่งความคาดหวังได้รับความกระทบกระเทือน ก็จะเกิดความเสียหาย

         
"ความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ แต่ความรุนแรงเป็นเรื่องไม่ปกติ คนในสังคมขัดแย้งก็คืออำนาจที่เผชิญหน้ากัน แต่การเผชิญหน้าของอำนาจไม่ได้อยู่กับที่ และโครงสร้างของความคาดหวังก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลา เมื่อเวลาเปลี่ยนไป โครงสร้างความคาดหวังก็จะเปลี่ยนไปด้วย ขณะที่การเผชิญหน้าของอำนาจก็เปลี่ยนเหมือนกัน"

          
อาจารย์ชัยวัฒน์ ยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีว่าต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพราะสังคมไม่ได้คาดหวังว่านายกฯจะต้องมาจากการเลือกตั้ง แต่ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 กลับบัญญัติให้นายกฯต้องเป็น ส.ส. เพราะความคาดหวังของสังคมเปลี่ยนไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าเมื่อเวลาเปลี่ยน โครงสร้างแห่งความคาดหวังก็เปลี่ยนแปลงไป

ฟางเส้นสุดท้าย

          
ในบริบทของความขัดแย้งนั้น "ทฤษฎีขนนก" หรือ "ฟางเส้นสุดท้าย" (Trigger Event) เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะหากตกลงมาถูกจังหวะ ก็จะสร้างความเปลี่ยนแปลงถึงขั้นจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่ และอาจเกิดความรุนแรงได้เลยทีเดียว

           "บางทีทนกันมาได้ตั้งนาน แต่พอมีฟางเส้นสุดท้ายนิดเดียว ระเบิดเลย นี่คือประเด็นสำคัญ และเมื่อโครงสร้างอำนาจเปลี่ยน โครงสร้างสังคมก็เปลี่ยน ฉะนั้นโอกาสความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย ต้องบอกว่ามีสูงมาก" นักวิชาการชื่อดัง ระบุ

           ทั้งนี้ อาจารย์ชัยวัฒน์ ได้สรุปประเด็นความขัดแย้งในสังคมไทยเอาไว้ว่า

           1.สังคมไทยมองของสิ่งเดียวกัน หรือเรื่องเดียวกันด้วยความหมายที่ไม่เหมือนกันอีกแล้ว เรื่องเล็กๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง คือเรื่องใหญ่มากหรือคือชีวิตของคนอีกกลุ่มหนึ่ง

           2.ความขัดแย้งวันนี้เหมือนภูเขาน้ำแข็ง คือเห็นเฉพาะส่วนที่โผล่พ้นน้ำ ขณะที่ส่วนที่อยู่ใต้น้ำและมองไม่เห็นยังมีอีกมากมาย เหมือนภูเขาน้ำแข็งในภาพยนตร์เรื่องไททานิค หากเป็นภูเขาน้ำแข็งขนาดที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา เรือไททานิคคงไม่จม เพราะเรือลำใหญ่มาก แต่เป็นเพราะขนาดของภูเขาน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำมันใหญ่กว่า ไททานิคถึงจม ขณะนี้สังคมไทยกำลังอยู่ในโลกแบบนั้น

อดีตไม่เหมือนปัจจุบัน

          
มีประเด็นที่น่าพิจารณาก็คือ ความขัดแย้งในสังคมไทยเที่ยวนี้ต่างจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอดีตอย่างเห็นได้ชัด โดยสามารถแบ่งเป็นช่วงเวลาได้ดังนี้

           ช่วงปี พ.ศ.2490-2516 เป็นความขัดแย้งหลักระหว่างกลุ่มผู้นำด้วยกันเอง และส่วนใหญ่เป็นกลุ่มทหาร

           ช่วงปี พ.ศ.2516-2549 เป็นความขัดแย้งหลักระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม

           ช่วงปี 2550 -ปัจจุบัน เป็นความขัดแย้งหลักระหว่างขบวนการสังคมขนาดใหญ่ 2 กลุ่ม ถือเป็นสภาพที่สังคมไทยไม่เคยเจอมาก่อน และขบวนการสังคมขนาดใหญ่ทั้ง 2 กลุ่มนั้น ยังมีปัจจัยสนับสนุนเหมือนๆ กันคือ

          1.มีทุนทั้งคู่
          2.มีสื่อทั้งคู่ และมีความสามารถในการผลิตสื่อให้เกิดความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมาก
          3.มีอิทธิพลและกลุ่มทุนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
          4.คนจำนวนมหาศาลรู้สึกโกรธกันจริงๆ
          5.มีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองใหญ่

          สรุปก็คือสังคมไทยไม่เคยอยู่ในสถานการณ์ลักษณะนี้มาก่อน

สังคมเสี่ยง-สันติวิธีไม่ง่าย

         
"การสนทนาระหว่างนายกฯกับแกนนำนปช.ผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ถามว่ามีประโยชน์หรือไม่ แน่นอนว่าการเจรจาเป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ได้ทำความเข้าใจมากขึ้นในหมู่สมาชิกของขบวนการสังคมขนาดใหญ่ เพราะจากรายงานที่ทีมสันติอาสาลงไปรับฟังความเห็นของผู้ชุมนุม ซึ่งไปฟังในช่วงที่ถ่ายทอดสดการเจรจา ปรากฏว่าผู้ชุมนุมไม่ได้ยินที่นายอภิสิทธิ์พูด เพราะผู้ชุมนุมพากันโห่และใช้ตีนตบตลอดเวลา ฉะนั้นความรู้สึกจึงยังเหมือนเดิมจากอคติที่ถูกผลิตซ้ำโดยสื่อของฝั่งตัวเอง เหตุนี้วิธีแก้แบบสันติวิธีจึงไม่ง่าย" นักวิชาการชื่อดัง กล่าว

          อาจารย์ชัยวัฒน์ ชี้ด้วยว่า สังคมไทยขณะนี้อยู่ในภาวะเสี่ยงสูง เพราะสถานะของกลไกผ่อนเบาความขัดแย้งทุกอันอ่อนกำลังลง อันสืบเนื่องจากความยืดเยื้อของความขัดแย้ง ยิ่งความขัดแย้งมีอายุยืนนานเท่าไหร่ก็จะบ่อนเซาะทุกสถาบันมากขึ้นเท่านั้น ที่สำคัญระบบราชการก็ยังแตกแยกภายในทุกระบบ รัฐเองก็อ่อนแอในด้านความสามารถที่จะเผชิญกับความขัดแย้ง

          "การสนทนาระหว่างนายกฯกับนปช.วันแรก (28 มี.ค.) ทำให้เกิดอย่างหนึ่งคือ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าความขัดแย้งในสังคมไทยทั้งใหญ่และลึก ต้องแก้ไขโดยด่วน และทางออกต้องแก้ด้วยการเมือง แต่การป้องกันฟางเส้นสุดท้ายยากมาก ต้องจัดโครงสร้างทางอำนาจเสียใหม่ และต้องทนคนที่เห็นต่างกับเราได้มากๆ" อาจารย์ชัยวัฒน์ กล่าว

           สาเหตุที่ทำให้ความขัดแย้งในประเทศไทยขณะนี้แก้ยาก ได้แก่

           1.คนในประเทศเห็นต่างกันว่าอยากได้รัฐบาลและสังคมการเมืองแบบไหน

           2.ในอดีตสังคมไทยเคยตกลงวิธีการครองรัฐได้ว่าจะใช้วิธีใด เมื่อก่อนการเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้าย ซึ่งการเลือกตั้งเป็นนวัตกรรมแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในรอบ 200 ปีมานี้ แต่ปัจจุบันนี้ความเชื่อในเรื่องนี้แตกต่างกันมากแล้ว ฉะนั้นต้องคิดว่ามีอะไรต้องทำก่อนเลือกตั้ง

           3.มีการผลิตซ้ำทางความผิดผ่านสื่อบางประเภท ถึงขั้นว่าอยู่อีกขั้วหนึ่งไม่ใช่คนไทย ต้องระวังจะกลายเป็นความขัดแย้งเรื่องความเป็นไทย ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด

ทุกความขัดแย้งจบที่"เจรจา"

          
อาจารย์ชัยวัฒน์ ยังกล่าวถึงความขัดแย้งที่ถึงตาย หรือ Deadly Conflict ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จากการเก็บข้อมูลทั่วโลกว่า ส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งภายในของแต่ละชาติเป็นหลัก และเป็นเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์ มีคนเสียชีวิตไปแล้วถึง 3 ล้านคน แต่ทุกกรณีจบลงด้วยการเจรจา

           ทั้งนี้ ไม่ได้แปลว่าการเจรจาทำให้ความขัดแย้งหายไป เพราะบางแห่งก็กลับมารบกันใหม่ก็มี แต่ทุกกรณีจบลงได้บนโต๊ะเจรจา บางกรณีมีฝ่ายที่สามเข้าไปช่วย ทั้งฝ่ายที่สามจากในประเทศหรือต่างประเทศ

           "แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมไม่ค่อยเห็นความขัดแย้งของคนขนาดใหญ่เท่ากับในประเทศไทย ยกเว้นการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ๆ ของโลกที่ผ่านมา และที่สำคัญนี่ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ เพราะหากเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ เช่น ฟิลิปปินส์ในหลายทศวรรษก่อน ประชาชนจะอยู่ตรงกลาง สามารถป้องกันสงครามกลางเมืองได้ แต่นี่ไม่ใช่ เป็นความขัดแย้งของขบวนการประชาชนขนาดใหญ่เอง" อาจารย์ชัยวัฒน์ กล่าวในที่สุด

โดย ปกรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net