วันที่ พุธ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไขปริศนามหาปราสาท .....ที่นักประวัติศาสตร์ไม่อยากได้ยิน


             หลายคนคงรู้จัก "กรุงสุโขทัย" กันเป็นอย่างดี ด้วยเป็นราชธานีอันยิ่งใหญ่ในอุดมคติของชาวไทย เป็นแหล่งกำเนิดของตัวอักษรไทย เป็นอุทยานประวัติศาสตร์และเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

           และเมื่อเอ่ยถึงพระนาม  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ และ ”ใครใคร่ค้าช้างช้าง ใครใคร่ค้าม้าค้า ไพร่ฟ้าหน้าใส “  ก็ให้ยิ่งผนวกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่เคย ”ท่องจำ” กันอย่างแม่นยำ ตอกย้ำความยิ่งใหญ่และ ”มีตัวตน” ของกรุงสุโขทัย “ราชธานี รุ่งอรุณแห่งความสุข“

        แนวคิดที่แตกต่างเกิดขึ้น คัดค้านและไม่เห็นด้วยในประวัติศาสตร์ นำไปสู่ข้อถกเถียงและข้อพิพาท จนกลายเป็นการแช่งชักหักกระดูกระหว่างตระกูลของผู้สืบทอดมาจากผู้เขียนประวัติศาสตร์ไทย นักวิชาการอวุโส  กับผู้ค้านที่ยืนยันความคิดเห็น และปรามาสประวัติศาสตร์นั้นว่าเป็นแค่นิยายที่แต่งขึ้น หรือเป็น”ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง” โดยเฉพาะประเด็นหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ ประเพณีลอยกระทง ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ฯลฯ

         ถึงจะสับสน แต่ผู้คนท้องถิ่นสุโขทัยในปัจจุบันยังคงเลือกที่จะ "เชื่อ" และใช้ประโยชน์ของประวัติศาสตร์ในส่วนที่ให้ผลประโยชน์กับบ้านเมืองของตนมากกว่าที่จะไปสนใจข้อถกเถียง ที่ดูน่าปวดหัวและไม่ชอบใจซักเท่าใดนัก เพราะมันสั่นคลอนความเชื่อเดิม ๆ ที่ปู่ย่าตายายเล่ากันมา

        แล้วก่อนกรุงสุโขทัยในประวัติศาสตร์ล่ะ เรารับรู้กันมากแค่ไหน ยิ่งไม่มีศิลาจารึกและไม่มีหลักฐานทาง”ตรง” ใด ๆ รวมทั้งยังมีนิทานประวัติศาสตร์แบบชาตินิยม โดยนำเรื่องราวในตำนานมาแต่งเติมให้อีก

          ปริศนาของบ้านเมืองก่อนที่จะกลายมาเป็นกรุงสุโขทัยในทันทีทันใดนั้น ย่อมมีพัฒนาการของผู้คน บ้านเมืองและวัฒนธรรมสืบเนื่องกันมา  ไม่ใช่อยู่ดี ๆ รังเกลียดขอมดำดิน ก็ผุดประวัติศาสตร์ขึ้นมาจากใต้ดิน ให้กลายเป็นบ้านเมืองใหญ่

         คำตอบของของปริศนาก็คือ ก่อนหน้าการกำเนิดของกรุงสุโขทัยในหน้าประวัติศาสตร์ไทย บริเวณพื้นที่แห่งนี้ คือวัฒนธรรมของเขมรโบราณ สุโขทัยเป็นนครใหญ่ทางเหนือสุดของอาณาจักรกัมพุศเทศ หรือที่เราชอบเรียกกันว่า “อาณาจักรขอม”

        ประวัติศาสตร์ชาตินิยมในสมัย ร. 6 ได้สร้างตัวตนของ “พระร่วงเจ้า”  และ “ นิทานขอมดำดิน” ขึ้นจากนิยายอังกฤษ  เพื่อแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างคนไทยในสุโขทัยและคนชาติขอมในประเทศเขมร จนกลายมาเป็นตำนานหรือนิยายการประกาศเอกราชจากชาติขอมดำดิน ที่มีขุนศึกอย่างสมาดโขลงลำโพญ แม่ทัพขอมผู้พ่ายแพ้และเสียกรุงสุโขทัยให้กับชาวไทย อย่างพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ อย่างประทับใจไม่รู้ลืม

         แต่กระนั้น ร่องรอยของหลักฐานก่อนการเกิดกรุงสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 19  ขัดแย้งกับเรื่องราวในนิทานที่กลายมาเป็นประวัติศาสตร์ของชาติ ด้วยมีร่องรอย”ที่ปกปิดไม่ได้” เป็นหลักฐานคาตาอยู่มากมาย ซึ่งก็มีความพยายามทำลายหลักฐานที่ ”ไม่พึงประสงค์” ไม่เข้าทางกับประวัติศาสตร์กรุงสุโขทัยอันสวยหรูให้พ้นทาง

        เรื่องราวของ มหาปราสาท ในวัฒนธรรมเขมรโบราณ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์ไม่พยายามพูดถึง เพราะปราสาทเหล่านี้ คือหลักฐานแสดงพัฒนาการของบ้านเมืองและผู้คนก่อนจะมาเป็นกรุงสุโขทัย ซึ่งต้องผ่านกระบวนการผสมผสานทางชาติพันธุ์ ก่อนมาเป็นคนสุโขทัยในยุคต่อมานั่นก็คือชาวเขมรโบราณผสมกับคนในตระกูลไท – ลาว กลายมาเป็นชาวสุโขทัย ไม่ใช่คนไทยที่ไหนอยู่ดี ๆ ก็โผล่ขึ้นมา

        ปราสาทในวัฒนธรรมเขมรที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด อยู่ห่างจากเมืองโบราณสุโขทัยไปทางตะวันตกราว 20 กว่ากิโลเมตร เป็นปราสาทที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดและตั้งอยู่ในภูมิภาคเหนือสุดของอาณาจักรเขมรโบราณ ตัวปราสาทเดี่ยวที่สร้างด้วยอิฐ อายุในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ก่อนกำเนิดกรุงสุโขทัยในประวัติศาสตร์ไทย 300 ปี พบฐานรูปเคารพขนาดใหญ่ซึ่งน่าจะเป็นฐานตั้งของศิวลึงค์ และรูปสลักหินทราย ปราสาทตั้งอยู่บนภูเขาลูกเล็ก ๆ ชื่อ”เขาปู่จา”  รอบ ๆ เป็นที่ลุ่มนาล้อมรอบ ซึ่งเป็นคติสำคัญของลัทธิบูชาพระศิวะในยุคนั้น

ภาพ ปราสาทเขาปู่จา ร่องรอยวัฒนธรรมเขมร-อินเดียในยุคต้น ก่อนการเกิดของกรุงสุโขทัย

         ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ชุมชนสุโขทัยในวัฒนธรรมเขมร เติบโตเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ดูจากร่องรอยของการสร้างสระน้ำหรือ "บาราย" ขนาดใหญ่ รายรอบปราสาทสามองค์ของ"วัดพระพายหลวง " การวางผังภูมิทัศน์มีลักษณะเดียวกับผังจักรวาลเขาพระสุเมรุของปราสาทนครวัด ซึ่งมีคติการบูชาพระนารายณ์หรือไวษณพนิกายเป็นหลัก

ภาพ แสดงผังจักรวาลของปราสาทวัดพระพายหลวง ทางทิศเหนือของกรุงสุโขทัย

           วัดพระพายหลวงเคยเป็นปราสาทองค์เดี่ยว แล้วมีการสร้างต่อเติมเป็นสามองค์ใน ลัทธิวัชรยาน ผู้นับถือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแบบบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18  ซ่อมแซมเป็นวัดในพุทธศาสนาเถรวาท ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 – 20 ลงมา

ภาพ ปรางค์สามองค์วัดพระพายหลวง

 

          ศาลตาผาแดง เป็นศาสนสถานในยุคสุดท้ายของลัทธิบูชาพระศิวะ หรือไศวะนิกาย เป็นปรางค์เดียวอยู่ในตัวเมืองสุโขทัยในยุคขยายเมือง เป็นปราสาที่สร้างเพื่ออุทิศให้กับบรรพบุรุษ พบรูปสลักหินเทพเจ้าชายหญิงที่มีความละเอียดสวยงาม อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 17 แสดงให้เห็นว่าเมืองสุโขทัยเก่าที่วัดพระพายหลวง ได้ขยายตัวมายังเมืองโบราณสุโขทัยใหม่ทางทิศใต้

ภาพ ศาลตาผาแดง ปราสาทเขมรในพุทธศตวรรษที่ 17

         ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ปราสาทศรีสวายหรือวัดศรีศรีสวาย จึงถูกสร้างขึ้นในลัทธิวัชรยาน ซึ่งรุ่งเรืองในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โดยปราสาทสามหลังเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าสูงสุดในวัชรยานอันได้แก่พระมหาไวโรจนะในองค์กลาง สุริยประภาเทพ และจันทรประภาเทพ หรืออาจจะเป็น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและนางปรัชญาปารมิตา ด้านซ้ายและขวา  ปราสาทนี้พบรูปเคารพที่ถูกทุบทำลายของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ปัจจุบันติดป้ายว่าเป็นพระพุทธรูปอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสุโขทัย รวมทั้ง ทับหลัง ศิลปวัตถุและรูปเคารพศิลปะแบบบายน จำนวนมาก ปราสาทองค์นี้ถูกแปลงเป็นวัดในพุทธศาสนาลังกาวงศ์หรือเถรวาทในยุคต่อมา

ภาพ ปราสาทศรีสวาย ปราสาทในวัชรยานองค์แรกของกรุงสุโขทัย

        นอกจากปราสาทเขมรในกรุงสุโขทัยดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีปรางค์เดี่ยวปริศนาอีกองค์หนึ่ง ที่เมืองโบราณศรีสัชนาลัย อันมีชื่อใหม่ว่า ปรางค์วัดเจ้าจันทร์ ปราสาทองค์นี้ถูกบูรณะใหม่จนมีรูปร่างที่น่าแปลกอัศจรรย์ เป็นปรางค์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็น"สุขคาลัย" ของอโรคยศาลา ในราวพุทธศตวรรษที่ 18  ก่อนที่จะมีการมาสร้างวิหารด้านหน้าแปลงปราสาทให้กลายมาเป็นวัดในยุคต่อมา

ภาพ ปราสาทวัดเจ้าจันทร์ ศรีสัชนาลัย อโรคยศาลาเหนือสุดของอาณาจักรเขมรโบราณ

 

          ปราสาทหินและศิลปวัตถุในวัฒนธรรมเขมรโบราณ คือร่องรอยหลักฐานที่"ปิดไม่ได้" ของความพยายามในการปกปิดเรื่องราวก่อนกรุงสุโขทัย ด้วยนิทานประวัติศาสตร์ชนชาติไทยประกาศเอกราชจากชาติขอม ทั้ง ๆ ที่สุโขทัยเองก็คือบ้านเมืองในพุทธศาสนาสายลังกาวงศ์และเถรวาท ที่สืบทอดมาจากสุโขทัยในวัฒนธรรมเขมร ศาสนาพราหมณ์ฮินดู และวัชรยาน อย่างต่อเนื่อง

          คงไม่ต้องมาถามกันหรอกว่า ตัวอักษรที่ว่า”ประดิษฐ์” ขึ้นใหม่นั้น “ลอก” และ "ดัดแปลง" มาจากอักษรอะไรเป็นแม่แบบ

          ก็ปราสาทมันยังตั้งฟ้องอยู่ทนโท่ ..........นี่ไง

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net