วันที่ จันทร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขอให้เป็น...บักทึกเลือดครั้งสุดท้ายในประเทศไทยได้มั้ย?


ค่ำคืนวันที่ 10 เมษายน 2553

ตลอดวันนี้ฉันฟังข่าวทั้งวัน...ประเมินสถานการณ์ในใจว่า "คืนนี้จะได้รับรู้ข่าวอะไร" เพราะไม่มีครั้งไหนที่มีการปะทะแล้วจะไม่เกิดการสูญเสีย และแล้วก็เป็นไปอย่างที่คิด...รู้สึกปวดใจมาก ๆ
แม้จะโล่งใจที่ไม่มีญาติเป็นทหาร หรือเป็นพลเรือนที่อยู่แถบนั้นก็ตาม

แม้กระนั้นทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงเช่นนี้ก็อดนึกถึงเพื่อนรักและน้องพยาบาลที่รู้จักไม่ได้
คนหนึ่งเป็นพยาบาลของ "ศูนย์นเรนทร กรุงเทพมหานคร"
อีกคนหนึ่งเป็นพยาบาลของ "วชิรพยาบาล"
และก็ไม่ได้ผิดคาดเพราะเธอทั้งสองคนต้องร่วมปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้ป่วยครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
และฉันก็ได้มีโอกาสไปให้กำลังใจเธอในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้อีกครั้ง

ฉันเคยถามน้องพยาบาลของฉันว่า"รู้สึกไม่อยากรักษาฝ่ายที่แอ้ไม่ชอบบ้างมั้ย"
ฉันภูมิใจในคำตอบของเธอที่ว่า "แอ้ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใครหรอกพี่ แม้จะไม่ชอบในสิ่งที่เขาทำก็ตาม เพราะไม่ว่าใครเข้ามา เราก็ต้องรักษาเขาทุกคนค่ะ...แอ้ยังเคยเตือนพวกเขาว่า 'หายแล้วก็อย่าไปอีกนะ คิดถึงพ่อแม่ที่บ้านบ้าง' แอ้ว่าต้องเลิกการชุมนุมค่ะถึงจะไม่สูญเสีย แต่ถ้ามีเมื่อไหร่เตรียมใจเพื่อสูญเสียเลย แค่ไม่รู้จะเป็นพี่เป็นน้องเราหรือเปล่าก็เท่านั้น"

ฉันเข้าใจอารมณ์นั้นมาก ๆ ฉันเคยร่วมชุมนุมเหมือนกัน...เคยบอกแม่ว่า "ถ้าแตนเป็นอะไรไป แม่อย่าว่าใครนะ...แตนเต็มใจจ้ะ...แม่เข้าใจใช่มั้ย"

และค่ำวันที่ 10 เมษายนนี้เอง ก็ได้แวะไป รพ. ต่าง ๆ ต่อ รวมทั้ง รพ.พระมงกุฏเกล้าด้วย
ระหว่างเดินเข้าไปก็มีญาติของทหารคนหนึ่งขอร้องฉันว่า "พี่ช่วยผมหน่อยได้มั้ยนะครับ ผมไม่มีแรงจะหาชื่อพี่ผม เขาชื่อ ปรัชญา....ครับ" และอีกไม่ถึงนาทีฉันก็เจอชื่อนั้น...จากนั้นแล้วเขาก็วิ่งไปหาหมอเพื่อยืนยันว่าเขาเป็นญาติ

.

"

สักพักฉันเห็นผู้หญิงอีกคนกำลังยืนร้องไห้หน้ากระดานประกาศชื่อ ฉันถามเธอว่า “เจอชื่อญาติมั้ยค่ะ” เธอตอบทั้งน้ำตาว่า "เจอแล้วค่ะแต่ยังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นยังไง หมอยังไม่ให้เข้าเยี่ยม รู้แต่ว่าโดนสะเก็ดระเบิดน่ะ"
ฉันมองหน้าเธอและถามว่าเขาชื่ออะไรค่ะ เธอตอบมาว่า"จ่า จำเนียร เนาว์เพชร น่ะค่ะ"
ฉันพูดปลอบต่อว่า "คงไม่เป็นไรหรอกนะคะใจดี ๆ ไว้ ยังไงจะภาวนาเผื่อไม่ให้เป็นอะไรมากนะคะพี่...ลองติดต่อคุณหมอดูอีกทีนะคะ" แล้วเธอก็เดินเข้าไปพบแพทย์อีกครั้ง
ฉันหันหน้าเข้ากระดานประกาศรายชื่อผู้บาดเจ็บเพื่อหารายชื่อ "จ่า จำเนียร" โดยไม่คิดอะไรมากแค่อยากถ่ายภาพเป็นที่ระลึกเท่านั้น...ทั้งกระดานมีชื่อ “จำเนียร” คนเดียวเลยคิดว่าใช่แน่นอน

ค่ำคืนวันที่ 11 เมษายน 2553 เวลา 22.30 น.

ศูนย์เอราวัณรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมเป็น 21 แล้ว ทหาร 4 ท่าน พลเรือน 17 ท่าน
ไม่รู้คิดยังไงลองเช็ครายชื่่อผู้เสียชีวิตทาง Internet ดู...ทั้งที่ก็รู้ว่าไม่มีญาติของเราแน่ ๆ
แต่ที่ทำให้ตกใจมาก...

ก็คงจะเป็นชื่อผู้เสียชีวิตลำดับที่ 15. ส.อ.จำเนียร (ไม่ทราบนามสกุล)

.
ฉันแน่ใจว่าไม่ใช่ "จำเนียร" อื่นแน่เพราะฉันเช็คชื่อนี้มากับตาตัวเองและตายด้วยสาเหตุที่ทราบ

ฉันพูดไม่ออกกับสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นี้ก่อนที่จะลงมือ “บันทึกเลือดนี้...ด้วยน้ำตา”

เขาไม่ใช่ญาติฉันหรอกค่ะ...แต่เขาเป็น "คนไทยที่ทำหน้าที่เพื่อชาติ" "ไม่ว่าจะทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา" หรือ "ทำเพื่ออะไรเพื่อใครก็ตาม" แต่เขาก็เป็นคนไทยที่ไม่ควรเจอเรื่องเช่นนี้

แม้ใจหนึ่งคิดว่า "ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย" แต่อีกใจก็บอกว่า "เขาจะได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว"
ไม่ว่า "ใครจะประนามทหารว่าอะไรก็ตาม" ฉันรู้แต่ว่าเมื่อเขาถอดชุดทหารแล้ว เขาก็คือ "คนไทยธรรมดา" เหมือนเรา ๆ นี่เอง

รู้สึกเศร้าสลดกับภาพเหตุการณ์วันนี้ทั้งวันมาก ๆ ไม่ว่าจะฝ่ายทหารหรือพลเรือนก็ตาม

ทำไมคนไทยต้องมาฆ่ากันตายเพราะ "ผู้ชายที่มักใหญ่ใฝ่สูง" เพียงคนเดียว

เมื่อไหร่กัน...ที่เขาจะสำนึกว่า "ตายไปก็เอาอำนาจ เงินทองและอื่น ๆ ไปไม่ได้"
เมื่อไหร่กัน...ที่เขาจะหยุดทำร้ายคนไทยและประเทศไทยที่ให้ที่ซุกหัวนอนเขาตลอดชีวิตที่ผ่านมา
เมื่อไหร่กัน...นะ

ขอให้พรุ่งนี้ได้ฟังข่าวดีด้วยเถิด...
ขอให้พรุ่งนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี...

ขอให้เป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกคน
ขอให้ประชาชนสีแดงตาสว่างสักที

ขอไว้อาลัยให้ทุกชีวีที่เสียชีวิตใน “สงครามเลือดครั้ง” นี้ด้วยค่ะ

ด้วยรักและเคารพ

ภิริสา

เขียน ณ วันที่ 11 เมษายน 2553 เวลา 23.55

และขอให้เป็นบันทึกเลือดครั้งสุดท้ายของประเทศไทยเถิดค่ะ

โดย Bhirisa_ภิริสา

 

กลับไปที่ www.oknation.net