วันที่ อังคาร เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปกราบ พระดี ที่...เมืองนนท์....หลวงปู่บุญฤทธิ์ ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต


ไปกราบ 'พระดี' ที่...เมืองนนท์

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต 

----------------------------

          จ.นนทบุรี มีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา สองฟากฝั่งจึงเต็มไปด้วยสวนผลไม้ต่างๆ มากมาย รวมทั้งต้นไม้ใหญ่น้อยที่สร้างความร่มรื่นเป็นอันมาก แม้ทุกวันนี้ความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง ได้รุกรานแปรเปลี่ยนที่ดินจากสภาพร่องสวนให้กลายเป็นบ้านที่อยู่อาศัยอย่างหนาแน่นมากขึ้นก็ตาม แต่ยังมีอยู่อีกหลายพื้นที่ที่ยังคงสภาพความเป็นสวน มีต้นไม้ใหญ่ๆ และไม้ผลไม้ดอกให้ความร่มเย็นตลอดเวลา

          โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาณาเขตบริเวณของ สวนทิพย์ บ้านเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ดินของลูกหลานท่านจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งได้เปิดเป็นร้านอาหารไทย อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นบรรยากาศบ้านสวน ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ทำให้มีอากาศที่สดชื่นอยู่เสมอ

          ด้วยความที่เจ้าของบ้านสวนทิพย์ เป็นผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง และมีความเคารพศรัทธานับถือพระเถราจารย์ท่านหนึ่ง ผู้มีวัตรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นอย่างยิ่ง จึงได้จัดมุมหนึ่งของสวนทิพย์ให้เป็นที่พักสงฆ์ขึ้นมา และได้กราบนิมนต์พระเถราจารย์ท่านนี้มาพำนักจำพรรษา เพื่อให้พระเดชพระคุณท่านได้มีสถานที่อันสงบเงียบ และร่มเย็น เหมาะสำหรับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญจิตภาวนา ได้โดยสะดวก

          พระเถราจารย์ที่ว่านี้ คือ หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต (บัณฑิโต) พระวิปัสสนาจารย์กรรมฐาน (พระป่า) ศิษย์สาย พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ผู้มีปฏิปทาอันน่าเคารพศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง

          หลวงปู่บุญฤทธิ์ เป็นชาวท่าอิฐ อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ท่านเกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๗ ปีขาล มีชื่อเดิมว่า บุญฤทธิ์ จันทรสมบูรณ์ เป็นบุตรของ หลวงพินิจจินเภท และ คุณแส (บุญสืบ จันทรสมบูรณ์)

          โยมแม่เป็นผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก และเป็นผู้ใฝ่ศึกษาหาความรู้อยู่เสมอ ที่บ้านจึงมีตู้หนังสือ มีหนังสือต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะหนังสือธรรมะ และบทสวดมนต์ต่างๆ ทำให้หลวงปู่มีนิสัยชอบการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เยาว์วัย

          เมื่อเด็กๆ หลวงปู่มีผิวขาว ใบหน้าคล้ายคนฝรั่ง ผมสีแดง จนชาวบ้านชอบล้อท่านว่า เป็นลูกครึ่งฝรั่ง พอโตขึ้นมา ผมสีแดงนั้นค่อยๆ กลายเป็นสีดำ

          พอโตขึ้นมาหน่อย หลวงปู่ถูกส่งตัวเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนหนังสือที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล สามเสน ได้เลขประจำตัว ๗๒๒ ด้วยเหตุนี้ หลวงปู่จึงมีความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศส เป็นอย่างดี มาตั้งแต่เด็กๆ

          ต่อมาท่านได้สอบชิงทุน ก.พ. ไปเรียนวิชาโบราณคดีที่ฮานอย เวียดนาม พอเรียนจบแล้วได้เดินทางกลับเมืองไทย เข้าทำงานที่ห้องสมุดแห่งชาติ (เก่า) โดยมี พระยาอนุมานราชธน เป็นหัวหน้า และหลวงวิจิตรวาทการ เป็นอธิบดีกรมศิลปากร

          หลังจากนั้นไม่นาน ท่านได้สอบเข้าทำงานที่กองการต่างประเทศ (สมัยนั้นขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย) ตำแหน่งล่ามภาษาฝรั่งเศส ทำงานอยู่ได้ระยะหนึ่ง ได้รับคำสั่งให้ไปประจำที่ จ.พระตะบอง (สมัยนั้นยังเป็นของไทย ปัจจุบันอยู่ในเขมร)

          ช่วงนั้นกำลังเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ หลวงปู่ทำงานอยู่ได้ ๖ เดือนก็ย้ายกลับเข้ากรุงเทพฯ ๑ ปีต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่ จ.พระตะบอง อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับทำหน้าที่ล่ามประจำจังหวัดหนองคาย

          และที่นี่เอง ที่หลวงปู่ได้รู้จักกับ คุณนายละเมียด สัชฌุกร ได้สนทนากันเรื่องพระพุทธศาสนา ซึ่งหลวงปู่กำลังสนใจในเรื่องนี้อยู่ และได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับพระสูตรที่สำคัญสุดในการภาวนา คือ สติปัฏฐานสูตร แต่หลวงปู่ไม่รู้จักการภาวนา และการปฏิบัติก็ยังไม่มี           

          คุณนายละเมียด ท่านนี้เป็นลูกศิษย์ของ พระอาจารย์กู่ ธัมทินโน วัดป่าทุ่งสว่าง อ.เมือง จ.หนองคาย ผู้เป็นศิษย์รุ่นแรกของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และเป็นสหธรรมิกกับหลวงปู่เทสก์ หลวงปู่ชอบ หลวงปู่หลุย หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่ขาว หลวงปู่ลี ฯลฯ

          พร้อมกันนั้น คุณนายละเมียดได้พาหลวงปู่ไปหาพระอาจารย์กู่ ที่วัดป่าทุ่งสว่าง วัดเล็กๆ มีศาลาอเนกประสงค์หลังน้อยๆ หลังคามุงสังกะสีผุๆ ไม่มีฝา ขณะนั้นมีชาวบ้านกำลังนั่งฟังเทศน์จากพระอาจารย์กู่ หลวงปู่ก็เข้าไปนั่งฟังด้วย

          พอท่านเทศน์จบ หลวงปู่ได้สอบถามปัญหาธรรมะต่างๆ อย่างพรั่งพรู  โดยหลวงปู่บอกว่า...เหมือนยิงลูกศรไปในอากาศ...มีแต่ความว่าง พระอาจารย์กู่ ท่านไม่มีอารมณ์เลย ท่านไม่มีขัดข้องอะไร มีแต่ความเมตตา ใจเย็นสม่ำเสมอ สบาย นี่ถ้าเป็นพระบางรูป คงจะโกรธแล้ว นึกในใจว่า... พระรูปนี้ไม่ใช่พระธรรมดาเสียแล้ว

          ตรงนี้ทำให้หลวงปู่มีความประทับใจพระอาจารย์กู่มาก จึงได้ไปสนทนากับท่านบ่อยๆ จนเกิดศรัทธาอยากจะบวชขึ้นมาทันที ขณะนั้นเป็นปี ๒๔๘๙ โดยประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบทที่วัดศรีเมือง จ.หนองคาย มีท่านพระครูเจ้าอาวาสวัดศรีเมือง และเจ้าคณะจังหวัด (ธรรมยุต) เป็นพระอุปัชฌาย์ (ต่อมาท่านพระครูรูปนี้ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระธรรมไตรโลกาจารย์ เจ้าคณะภาค)

          หลังจากนั้น หลวงปู่ซึ่งเป็นพระบวชใหม่ได้ไปอยู่จำพรรษากับพระอาจารย์กู่ ที่วัดป่าอรุณรังษี อยู่หลังเรือนจำ นอกเมืองหนองคาย อันเป็นอีกวัดหนึ่งที่พระอาจารย์กู่ปกครองดูแลอยู่ในสมัยนั้น

          หลวงปู่เริ่มปฏิบัติธรรมภาวนาทันที โดยมีพระอาจารย์กู่คอยให้คำแนะนำ และเมื่อปฏิบัติบ่อยๆ เข้าก็เกิดความปีติ มีความรู้สึกว่า การปฏิบัติธรรมภาวนา ทำให้จิตสงบ เป็นความสุขที่หาไม่ได้ง่ายนัก

          มาถึงตรงนี้ หลวงปู่คิดว่า เราสบายแล้ว ไปเที่ยวธุดงค์ดีกว่า ไปนานหรือไม่นานก็ไม่เป็นไร ช่วงนั้นหลวงปู่มีอายุ ๓๑ ปี ใจก็คิดอยากบวชไปนานๆ เลยทำหนังสือขอลาออกงานราชการ

          เรื่องราวของหลวงปู่บุญฤทธิ์ น่าสนใจและน่าเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะชีวิตในสมณเพศของท่าน ที่ได้มุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรมภาวนา แบบถวายชีวิตต่อพระพุทธศาสนา จนได้พบกับพระคณาจารย์สำคัญๆ ที่ล้วนเป็นพระป่า ศิษย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลายท่านด้วยกัน

          ตลอดเวลาที่หลวงปู่บวชเป็นพระกว่า ๖๐ ปี มีเรื่องอันน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะการปฏิบัติธรรมภาวนา การเดินธุดงค์ไปทั่วทุกแห่งหนในเมืองไทย รวมทั้งการเป็นพระธรรมทูต ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ รวมทั้งอบรมการปฏิบัติธรรมภาวนา เริ่มจากออสเตรเลีย (พ.ศ.๒๕๑๗) เม็กซิโก สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน เบลเยียม ฯลฯ

          ทุกเรื่องราวที่ผ่านมา หลวงปู่ได้ทำบันทึกไว้อย่างละเอียด และได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ เสียงจากปากเกร็ด หนากว่า ๓๐๐ หน้า จัดพิมพ์มาแล้ว ๘ ครั้ง โดยคณะศิษยานุศิษย์ และผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใส ร่วมบริจาคปัจจัยเป็นทุนการจัดพิมพ์เผยแพร่

          หลวงปู่ได้กลับมาอยู่เมืองไทยเมื่อ ๕ ปีก่อน จนถึงทุกวันนี้ โดยพำนักอยู่ที่ ที่พักสงฆ์สวนทิพย์ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

          การเดินทางที่สะดวกสุด เริ่มจากท่าน้ำ ห้าแยกปากเกร็ด ซึ่งทุกวันนี้มี สะพานพระรามที่ ๔ ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา พอเลี้ยวยูเทิร์นใต้สะพานช่องสุดท้ายแล้ว ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสุขประชาสรรค์ (ทางไปวัดกู้) ระยะทางประมาณ ๑.๗ กม. จะเห็นป้าย สวนทิพย์ อยู่ซ้ายมือ ให้เลี้ยวเข้าไปได้เลย (หากไปไม่ถูกสอบถามได้ที่โทร.๐๘-๑๘๑๖-๑๖๑๙)

          ท่านที่จะไปกราบหลวงปู่ ขอให้ศึกษาข้อมูลต่างๆ ให้ดี โดยเฉพาะเวลาที่จะเข้าพบหลวงปู่ ที่คณะศิษยานุศิษย์ได้กำหนดไว้ ๔ ช่วง คือ ตอนเช้าเวลา ๐๘.๑๕ น. ตอนเที่ยงเวลา ๑๑.๑๕ น. ตอนบ่ายเวลา ๑๕.๐๐ น.  และตอนค่ำเวลา ๒๐.๐๐ น. ๒ เวลาช่วงหลังนี้ หลวงปู่จะเมตตาอบรมให้ญาติโยมนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมภาวนา

          นอกเหนือจากนี้ เป็นเวลาพักผ่อนของหลวงปู่ เนื่องจากมีอายุมากแล้ว (๙๖ ปี) จึงควรจะช่วยกันรักษาธาตุขันธ์ของหลวงปู่ให้ได้อยู่กับศรัทธาญาติโยมไปนานๆ

 

หลวงปู่บุญฤทธิ์ บัณฑิโต

'พระบริสุทธิสงฆ์' ที่น่ากราบไหว้

----------------------------

          หลวงปู่บุญฤทธิ์ บัณฑิโต ที่พักสงฆ์ "สวนทิพย์" อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ท่านบวชเมื่อปี ๒๔๘๙ หลังจากที่ได้อยู่จำพรรษากับ พระอาจารย์กู่ ที่วัดป่าอรุณรังษี อ.เมือง จ.หนองคาย ระยะหนึ่งแล้ว ท่านได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาพระไตรปิฎกอย่างจริงจัง แล้วจึงกลับไปอยู่ที่วัดสุปฏินาราม จ.นครราชสีมา จากนั้นได้ไปอยู่ที่วัดป่าลุมพุก จ.อุบลราชธานี รู้สึกพอใจสภาพของวัดนี้มาก จึงได้ฝึกปฏิบัติธรรมภาวนา และเรียนรู้เรื่องของปฏิจจสมุปบาทตอนต้น จนได้ปัญญา ทำให้ความคิดที่อยากจะลาสิกขา หายไปจนหมดสิ้น ตั้งใจว่า จากนี้ไปจะขออยู่ในสมณเพศไปตลอดชีวิต

          ต่อมาท่านได้เดินทางไปอยู่กับ พระอาจารย์ลี ธัมมธโร  (ศิษย์รุ่นที่ ๒ ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต) ที่วัดป่าคลองกุ้ง จ.จันทบุรี พอออกพรรษาปี ๒๔๙๑ ท่านได้เดินทางไป จ.เชียงใหม่ พักที่วัดเจดีย์หลวง พอถึงวันวิสาขบูชา มีพระป่าสายกรรมฐาน ศิษย์พระอาจารย์มั่น ร่วม ๑๐๐ รูป มาชุมนุมกันที่นั่น นับเป็นโอกาสอันดีที่หลวงปู่จะได้พบกับพระผู้ใหญ่หลายรูป อาทิ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม หลวงปู่ชอบ ฐานสโม ฯลฯ

          สำหรับ หลวงปู่ชอบ นับเป็นศิษย์รูปสำคัญของพระอาจารย์มั่นท่านหนึ่ง โดยมีผู้ยกย่องว่า ท่านเป็นผู้มี อภิญญา สูงมาก

          คำว่า 'อภิญญาสูงมาก' นี่เอง ที่ทำให้หลวงปู่บุญฤทธิ์เกิดความศรัทธานับถือ จึงได้เดินทางไปขอพบเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์

          ขณะนั้นหลวงปู่ชอบ จำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าบ้านยางผาแด่น อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ อันเป็นวัดเล็กๆ (สำนักสงฆ์) ที่ท่านได้สร้างขึ้น ในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง อยู่บนภูเขาสูง กลางดงป่าใหญ่ ทุรกันดารมาก ไม่มีทางรถไปถึง การเดินทางต้องบุกป่าฝ่าหนามปีนเขาขึ้นไปเท่านั้น

          พระผู้ใหญ่หลายท่านที่ได้ทราบข่าว ต่างพากันห้ามหลวงปู่บุญฤทธิ์ว่า อย่าไปเลย เพราะหนทางลำบากมาก โหดสุดๆ แต่ท่านก็ไม่เชื่อฟัง โดยได้ตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่แล้วว่า จะต้องเดินทางไปให้ถึงจนได้

          หลวงปู่บุญฤทธิ์ บันทึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า... "ญาติโยมได้ว่าจ้างคนหามของ บุกไป พื้นดินเป็นแต่ขี้โคลนครึ่งเข่า เดินขึ้นเขาสูงครึ่งวัน ทั้งวันจะหารอยเท้าคน รอยเท้าสัตว์ ไม่มีเลย ทางไปลำบากมาก วนเดินหลงป่าอยู่ ๒ หน ไปถึงวัดหลวงปู่ชอบเอาเกือบค่ำ แอบบ่นในใจว่า...แหมท่านอาจารย์ ทำไมมาอยู่ที่ยากอย่างนี้หนอ..."

          พอไปถึง ได้พบกับหลวงปู่ชอบแล้ว ท่านก็ได้จุดเทียนอธิษฐาน ปวารณาขอจำพรรษาบนเขาสูง วัดป่าบ้านยางผาแด่น กับ หลวงปู่ชอบ ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ในปีนั้น (พ.ศ.๒๔๙๓) โดยได้ทำหน้าที่ถวายอุปัฏฐากหลวงปู่ชอบทุกอย่าง ขณะเดียวกันก็ได้รับคำแนะนำสั่งสอนในการปฏิบัติธรรมกรรมฐานจากหลวงปู่ชอบด้วย

          ต่อมา เมื่อออกพรรษา หลวงปู่ชอบได้ลงไปจากเขา ส่วนหลวงปู่บุญฤทธิ์ยังอยู่ต่อไปเพียงรูปเดียว เพราะท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้แล้วว่า จะขออยู่บนนี้ ๓ ปี จึงต้องทำตามที่ได้ตั้งใจอธิษฐานไว้

          ในพรรษาที่ ๒ ท่านพ่อลี ธัมมธโร ได้ขึ้นมาอยู่บนเขานี้ด้วย และได้สอนให้หลวงปู่บุญฤทธิ์นั่งสมาธิแบบปฏิภาคนิมิต อานาปาณสติกรรมฐาน คือ การทำสมาธิโดยกำหนดลมหายใจเข้าออก ซึ่งท่านพ่อลีเป็นผู้เชี่ยวชาญทางนี้มาก

          หลวงปู่บุญฤทธิ์ได้ปฏิบัติธรรมภาวนาอยู่บนเขาบ้านยางผาแด่น จนครบ ๓ ปี ตามที่ได้อธิษฐานไว้ หลังจากนั้นท่านได้ลงมาจากเขาสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ โดยได้เดินทางไปอยู่วัดโน่นบ้าง วัดนี้บ้าง ที่เป็นวัดป่าสายพระอาจารย์มั่น ในหลายๆ จังหวัด เป็นเวลาหลายปี รวมทั้งได้ไปดูแลการก่อสร้างวัดป่าที่ จ.สตูล อีกด้วย

          พ.ศ.๒๕๑๗ หลวงปู่ได้รับหน้าที่ให้เป็นพระธรรมทูต ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่ประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งการสอนปฏิบัติธรรมภาวนา เผยแผ่ให้ทั้งคนไทยในออสเตรเลีย และชาวต่างชาติที่สนใจ รวมทั้งได้เขียนหนังสือเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติธรรมภาวนา ที่เป็นชาวต่างชาติได้เรียนรู้เข้าใจง่ายขึ้น

          และที่ออสเตรเลียนี้เอง ที่ คุณแซม ชาวออสเตรเลีย เกิดความศรัทธาเลื่อมใสหลวงปู่มาก จึงได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์ ติดตามรับใช้หลวงปู่ ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนก็ตาม  คุณแซมได้ติดตามหลวงปู่มาจนถึงทุกวันนี้ รวมเวลาได้ ๒๐ ปี คุณแซมจึงสามารถพูดภาษาไทยฟังภาษาไทยได้เป็นอย่างดี

          เรื่องราวเหล่านี้ หลวงปู่บุญฤทธิ์ได้บันทึกไว้แล้วอย่างละเอียด ในหนังสือ "เสียงจากปากเกร็ด" ซึ่งผู้ไปกราบไหว้ท่านที่ สวนทิพย์  สามารถขอรับได้ โดยขอให้ช่วยกันบริจาคปัจจัยสมทบทุนค่าจัดพิมพ์ เพียงเล่มละ ๑๐๐ บาทเท่านั้น (หนังสือขนาด เอ ๔ หนากว่า ๓๐๐ หน้า) เป็นหนังสือที่น่าอ่านน่าศึกษามาก โดยเฉพาะผู้ที่ใฝ่ใจในการปฏิบัติธรรมกรรมฐาน

          นอกจากนี้ หนังสือ เสียงจากปากเกร็ด เล่มนี้ ยังมีบทพระธรรมเทศนา ทั้งที่เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมทั้งลายมือของหลวงปู่อีกด้วย แสดงถึงความอุตสาหะ ที่หลวงปู่ได้ตั้งใจบันทึกไว้ เพื่อจะได้สอนลูกศิษย์รุ่นต่อๆ ไป

          การไปกราบไหว้หลวงปู่บุญฤทธิ์ ที่ "สวนทิพย์" ปากเกร็ด นั้น แม้ว่าจะเป็นที่ดินส่วนบุคคล แต่เจ้าของสถานที่ก็ยินดีให้ผู้เคารพศรัทธาหลวงปู่เข้าไปกราบไหว้ได้โดยสะดวก ไม่มีการกีดกันแต่ประการใด เพียงแต่ขอให้ไปในช่วงที่ได้กำหนดเวลาไว้แล้ว คือ ตอนเช้า ๐๘.๑๕ น. ตอนเที่ยง ๑๑.๑๕ น. เพื่อให้หลวงปู่มีเวลาพักผ่อนบ้าง ส่วนตอนบ่าย ๑๕.๐๐ น. และตอนค่ำ ๒๐.๐๐ น. เป็นเวลาที่หลวงปู่เมตตาอบรมให้ญาติโยมนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมภาวนา

          ทุกวันนี้ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีจริยวัตรที่น่าเคารพศรัทธาเลื่อมใส เป็นพระแท้พระบริสุทธิ์ น่ากราบไหว้  นับวันจะหายาก...เมื่อได้มาพบเห็น หลวงปู่บุญฤทธิ์  ก็มั่นใจได้เลยว่า นี่คือ...พระบริสุทธิสงฆ์ ที่น่ากราบไหว้ที่สุด...ในยุคนี้

         

0 แล่ม จันท์พิศาโล 0

********************* 

 

โดย แล่มจันท์พิศาโล

 

กลับไปที่ www.oknation.net