วันที่ ศุกร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวัติหลวงพ่อปลื้ม วัดสวนหงส์ บางปลาม้า สุพรรณบุรี (๔)


*

มุ่งหน้าเข้าสู่...

เขตวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ

อาสำเนียง ศุภพินิจ มีโอกาสกลับบ้านเกิด เมื่อได้พูดคุยกับหลานชาย ก็ทราบจุดประสงค์ที่ต้องการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในด้านปริยัติธรรม อาจึงสอบถามเรื่องสถานที่เรียน จนที่สุด มีความเห็นพ้องกันภายในครอบครัวว่า ควรได้ไปสู่สำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ

เมื่อโยมผู้หญิงทราบว่า สามเณรลูกชายจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ สู่สำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เพื่อไปศึกษาหาความรู้ทางด้านปริยัติธรรม ก็ยินดีอนุโมทนาพร้อมทั้งได้มอบปัจจัยให้ติดตัวไปด้วย

จากนั้น อาสำเนียงจึงพาสามเณรปลื้มเข้ากรุงเทพฯ ผู้ที่นำเข้าไปฝากให้พำนัก ณ วัดมหาธาตุฯนั้น เป็นหมอนวดนวดพระเจ้าแผ่นดินและพระผู้ใหญ่ จึงมีโอกาสพิเศษให้เข้าอยู่ในกุฏิคณะ ๑ อันเป็นคณะของสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) มีหน้าที่ดูแลต้นชมพูและต้นมะตูมเปลือกบางที่อยู่หน้ากุฏิ ในระยะแรกโยมยายและโยมน้า ได้ติดตามสามเณรปลื้มเข้ากรุงเทพฯมา ด้วยความห่วงใย โดยพักอาศัยและค้าขายอยู่ในวัง จุดประสงค์ใหญ่ก็คือ ตามมาดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่สามเณรหลานชายนั่นเอง ทำหน้าที่ส่งปิ่นโตให้อยู่ระยะหนึ่ง จนมั่นใจว่า สามเณรปลื้มสามารถดูแลรักษาตัวเองได้ดีแล้ว จึงหมดห่วงและจากไป

อีกหน้าที่หนึ่งที่สามเณรปลื้มต้องรับผิดชอบก็คือ หน้าที่สามเณรเวรคอยรับใช้สมเด็จฯ หน้าที่ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญมากที่อบรมบ่มสามเณร ให้อยู่กับความระมัดระวัง ละเอียด ประณีต และอยู่ในกรอบของระเบียบวินัย จึงส่งผลถึงการสั่งสมจริยาวัตรและวัตรปฏิปทาที่หมดจดงดงามในกาลต่อมา หากมีการพูดถึงวัตรที่ถูกต้องเรียบร้อยประณีตของหลวงพ่อ ท่านจะบอกทันทีว่า... หลวงพ่อทำตามอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อ

นอกจากนี้ในเวลาที่สมเด็จอุปัชฌาย์หงุดหงิด ท่านจะเรียกสามณรปลื้มเข้าไปอ่านหนังสือให้ฟัง เมื่อสามเณรปลื้มอ่านคำใดไม่ออกท่านก็จะบอกให้ทีละคำ ๆ ไปเรื่อย ๆ  ส่งผลให้สามเณรปลื้มต้องพยายามพัฒนาการอ่านที่ขัดข้องอยู่ให้แตกฉาน หลวงพ่อสรุปให้ฟังว่า หลวงพ่อทำให้สมเด็จท่านหายหงุดหงิด

ตลอดเวลาที่ศึกษาหาความรู้อยู่ที่วัดมหาธาตุฯนี้ สามเณรปลื้มจะไม่ค่อยกลับบ้านเกิดเหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ เพราะจิตใจมั่นอยู่วัด แต่ถ้าจะกลับ ก็กำหนดวันกลับวัดไว้เลยว่า จะไป ๒ วัน หรือ ๓ วัน

มีระเบียบของวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์อยู่ข้อหนึ่งว่า พระเณรที่เข้ามาอยู่ใหม่ในวัด ต้องบวชใหม่ เพื่อให้พระเณรในวัดทุกรูปมีอุปัชฌาย์องค์เดียวกัน ดังนั้น ในวันที่ ๗ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๕ อายุได้ ๑๕ ปี สามเณรปลื้ม ศุภพินิจ จึงต้องบรรพชาเป็นสามเณรใหม่อีกครั้ง ในครั้งนี้  มีสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ฉายาว่า จิตฺตหารี  และมีสามเณรชื่อปลื้มพ้องกันอยู่อีก ๑ รูป มีพระอาจารย์ปกครองคือพระครูวินัยธร (ประหยัด แก้วดิลก)  ท่านเป็นพระนักเทศน์มหาชาติที่มีชื่อเสียง ส่งผลให้สามเณรมีความสามารถในการเทศน์มหาชาติ และเคยขึ้นเทศน์ที่วัดมหาธาตุฯในขณะที่ยังเป็นสามเณร มีพระอมรเมธาจารย์ (สาหร่าย) เป็นอาจารย์สอนภาคปริยัติ โดยศึกษาทั้งนักธรรมและบาลีควบคู่กันไป

หลวงพ่อเล่าถึงเรื่องการเรียนบาลีว่า เรียนได้ชนิดสอบได้ปีสอบตกปี แต่ก็ด้วยความกตเวทิตาปรารถนาให้จุดประสงค์ของโยมผู้ชาย ที่ต้องการให้บุตรชายเป็นอภิชาตบุตรนั้นสัมฤทธิ์ผล สามเณรปลื้มจึงตั้งใจเพียรพยายามศึกษาเล่าเรียนทางปริยัติ ณ สำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ จนประสบผลสำเร็จดังนี้

พ.ศ.๒๔๖๙ สอบได้นักธรรมชั้นตรี

พ.ศ.๒๔๗๑ สอบพระบาลีได้ประโยค ๓

พ.ศ.๒๔๗๒ สอบได้นักธรรมชั้นโท

พ.ศ.๒๔๗๔ สอบพระบาลีได้ประโยค ๔

พ.ศ.๒๔๗๖ สอบได้นักธรรมชั้นเอก

อุปสมบท

สามเณรปลื้ม ศุภพินิจ ได้อุปสมบท เมื่อวันพุธที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๑ ตรงกับวันขึ้น  ค่ำ เดือน  ปีมะโรง เวลา ๑๔ นาฬิกา ๔๕ นาที ณ พัทธสีมาวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ โดยมีสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระญาณสมโพธิ (สวัสดิ์) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระนิกรมมุนี (ปลื้ม) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายาว่า จิตฺตสญฺญโต แปลว่า จิตที่สำรวมดีแล้ว

หลวงพ่อเล่าถึงฉายาที่สมเด็จอุปัชฌาย์ตั้งให้ว่า ในบางครั้งที่พระมหาปลื้มไม่สำรวม สมเด็จอุปัชฌาย์จะขนาบดุเอาว่า อุตส่าห์ตั้งฉายาให้ดีแล้วนะ

ในช่วงศึกษาอยู่ที่วัดมหาธาตุฯนี้ หลวงพ่อเล่าว่าสะสมหนังสือไว้มากมายหลายประเภท ขนาดมีอยู่เป็นตู้ มีเพื่อนบรรชิตมาขอยืมไปอ่านเป็นประจำ แต่มาภายหลังเห็นว่าเป็นภาระ จึงแจกจ่ายให้ผู้ที่ต้องการไปหมด ผลจากการอ่านและสามารถจดจำไว้ได้มากมาย ทำให้หลวงพ่อยกข้อความในหนังสือเหล่านั้นออกมาประกอบการอบรม สั่งสอน ตักเตือน ให้สติแก่ศิษย์ ได้อย่างเหมาะสมกลมกลืนและแจ่มแจ้ง เช่น ครั้งหนึ่ง มีผู้ซักถามหลวงพ่อเกี่ยวกับ โลกียะกับโลกุตตระ หลวงพ่อยกร้อยกรองของท่านสุนทรภู่ จากเรื่องพระอภัยมณี ขึ้นมาอธิบายว่า แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา ถ้ายังคิดอย่างนี้ ยังเป็นโลกียะอยู่ โลกุตตระคือไม่มีเยื่อใย ไม่มีเยื่อใยกับความรู้สึกที่มากระทบ ถ้ายังทำไม่ได้ก็ยังเป็นโลกียะอยู่ ก็ทำไป ถ้าหันเหมาได้ ก็เป็นโลกุตตระ

เริ่มทำหน้าที่ครูปริยัติ

หลังจากที่พระมหาปลื้มสอบได้เปรียญธรรม ๔ แล้ว ได้รับความไว้วางใจแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ครูสอนบาลีไวยากรณ์ ณ สำนักเรียนวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.๒๔๗๔-๒๔๗๕ และหลังจากนั้นก็ได้ออกไปเป็นครู อยู่ในสำนักเรียนต่างจังหวัดหลายแห่ง เช่น วัดเจ้าเจ็ดใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดโคกทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดปราสาททอง จังหวัดสุพรรณบุรี และวัดสวนหงส์ จังหวัดสุพรรณบุรี

ดิฉันขอฝากประวัติหลวงพ่อปลื้มไว้
เพื่อผู้ที่สนใจและสะสมวัตถุมงคลของหลวงพ่อ
จะได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในส่วนประวัติของท่าน
นอกเหนือจากความเป็นเกจิอาจารย์ที่ผู้คนภายนอกมองเห็น
ในส่วนภายในที่แท้จริงของหลวงพ่อนั้น
ท่านเป็นครูกรรมฐานที่เสียสละและทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิต
ให้กับการอบรมสั่งสอนกรรมฐาน

ในส่วนประวัติของหลวงพ่อที่นำมาเผยแพร่นี้
รับฟังมาจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อ  ญาติ  ศิษย์  และผู้ที่เคยรู้จักหลวงพ่อ
เมื่อเรียบเรียงแล้วได้นำไปอ่านถวายท่าน
เพื่อป้องกันความผิดพลาดและไขว้เขวของเนื้อความ

เรียนท่านผู้อ่านมาด้วยความเคารพ
ผู้เรียบเรียง

โดย อักษราภรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net