วันที่ เสาร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวัติหลวงพ่อปลื้ม วัดสวนหงส์ บางปลาม้า สุพรรณบุรี (๕)


*

เดินทางออกจากกรุงเทพฯ

พระมหาปลื้มเคยตั้งใจและตกลงกับเพื่อน ๆ ว่า จะไม่ยอมออกต่างจังหวัด แต่ที่สุดก็ต้องเชื่อฟังพระผู้ใหญ่ที่ให้เหตุผลว่า ผู้ที่มีความรู้ควรกระจายกันออกไปอยู่ต่างจังหวัดบ้าง มิใช่มารวมกันอยู่แต่ที่กรุงเทพฯ จึงยอมรับปากออกต่างจังหวัด หลังจากที่สอบได้เปรียญ ๔ นักธรรมโท โดยเดินทางไปจำพรรษาที่วัดเจ้าเจ็ดใน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งตรงกับที่พระมหาปลื้มฝันก่อนหน้าที่จะรับปากพระผู้ใหญ่ ในฝันว่า ได้อาบน้ำหมดจด แต่งตัว และกราบที่กองหนังสือมากมาย

ผลดีจากการที่พระมหาปลื้มเชื่อฟังพระผู้ใหญ่ครั้งนี้ ทำให้พระมหาปลื้มได้มีโอกาสพบครูกรรมฐานที่มากความสามารถเช่นครูจาบ สุวรรณ และได้ฝึกกรรมฐานเป็นศิษย์ครูจาบในเวลาต่อมา รวมถึงได้สหายธรรมเช่นหลวงพ่อเชิญ วัดโคกทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, หลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง จังหวัดนนทบุรี, หลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, หลวงพ่อสละและหลวงพ่อบุญนาค วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฯลฯ

๑. วัดเจ้าเจ็ดใน อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เป็นวัดแรกที่พระมหาปลื้มออกไปจำพรรษา ทำหน้าที่ครูสอนบาลีและนักธรรม ณ สำนักวัดเจ้าเจ็ดใน ในปี พ.ศ.๒๔๗๕-๒๔๗๗

เกี่ยวกับการออกไปจำพรรษาที่วัดเจ้าเจ็ดในครั้งนี้ ก่อนที่จะได้รับคำสั่งจากพระผู้ใหญ่ หลวงพ่อเล่าว่า... คืนหนึ่งฝันไปว่า ยืนอยู่ด้านหนึ่งของแท่งคอนกรีต อีกด้านหนึ่งมีคนอีกคนหนึ่งยืนอยู่ แล้วเจ้าแท่งนี้ก็ลอยไปตามน้ำ ไหลไปตามทางลดเคี้ยว จนมาหยุด ณ สถานที่แห่งหนึ่ง ก็มีจระเข้เข้ามาหนุนกลางแท่งคอนกรีตนั้น ยกลอยขึ้นไป ต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นครูที่วัดเจ้าเจ็ดใน อยุธยา การเดินทางไปวัดเจ้าเจ็ดในนั้น ก็เหมือนอย่างในความฝัน และจระเข้นั้นก็คือเจ้าอาวาสวัดเจ้าเจ็ดในนั่นเอง...

๒. วัดโคกทอง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เป็นวัดต่อมาที่พระมหาปลื้มย้ายไปจำพรรษา เพื่อทำหน้าที่ครูสอนบาลีและนักธรรม ณ สำนักวัดโคกทอง ในปี พ.ศ.๒๔๗๘-๒๔๘๐

สู่เส้นทางพระกรรมฐาน

พระมหาปลื้มระลึกถึงคำเตือนของโยมผู้ชายว่า.. ลูกต้องดีกว่าพ่อ ที่ผ่านมาก็บวชศึกษาปริยัติมีความรู้มาก จนโยมผู้ชายยอมรับว่าทางวิชาเหนือกว่าโยมผู้ชายแล้ว แต่ทางจิตนั้น โยมผู้ชายยังติงว่า สู้โยมผู้ชายไม่ได้ เมื่อฉุกคิดได้ตรงนี้ และประกอบกับที่ได้ฟังผู้อื่นเล่าถึงผู้ฝึกกรรมฐานบางคน มีความสามารถเหาะได้ (ขณะที่หลวงพ่อเล่ามาถึงตรงนี้ หลวงพ่อสรุปในตอนท้ายว่า ก็ได้แค่เรี่ย ๆ ยอดหญ้า) มีการปฏิบัติและได้ผลจริง มิใช่เพียงในพระไตรปิฎกเป็นตำราเท่านั้น จึงเป็นแรงสนับสนุนให้มีความปรารถนาที่จะค้นหาความจริงด้วยตนเองให้ได้ ดังนั้น พระมหาปลื้มจึงเริ่มเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์กรรมฐาน

ในช่วงที่จำพรรษาอยู่ที่วัดโคกทอง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นี้เอง มีโยมเล่าถึงเรื่องราวของครูจาบ สุวรรณให้ฟัง และเล่าว่า ที่วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีผู้สอนเป็นเจ้าอาวาสคะหลวงพ่อเหม็ง และฆราวาสคือครูจาบ ในขณะที่ฟังโยมเล่า พระมหาปลื้มตั้งจิตว่า ขอให้ได้อาจารย์ที่เป็นฆราวาสมาเป็นครูสอนกรรมฐาน

เมื่อตัดสินใจแล้ว จึงได้เดินทางไปที่วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นมัสการเจ้าอาวาสว่ามาขอเรียนกรรมฐาน เจ้าอาวาสสั่งให้ครูจาบพาพระมหาปลื้มไปขึ้นกรรมฐาน ซึ่งตรงกับที่พระมหาปลื้มตั้งจิตไว้แต่แรกแล้ว แต่การที่พระมหาปลื้มต้องมีครูเป็นฆราวาสนี้ มีเพื่อนบรรพชิตกล่าวคำเปรียบเปรยให้เข้าหูว่า มหาปลื้ม เปรียญ ๔ นักธรรมเอก ไปเป็นศิษย์ฆราวาส คำกล่าวนี้มิได้กระทบกระเทือนให้พระมหาปลื้มต้องอับอาย เพราะคิดว่า การที่จะมีครูเป็นพระหรือฆราวาสนั้น อยู่ที่เขามีความรู้สอนเราได้ และแม้ว่า การมีครูเป็นฆราวาสนั้นจะลำบากต่อการวางตนของศิษย์ที่เป็นบรรพชิตก็ตาม แต่พระมหาปลื้มก็พยายามวางตนให้เหมาะสมกับความเป็นสมณะ และมุมานะฝึกฝนชนิดที่ว่า เอาชีวิตเข้าแลกทีเดียว

เมื่อตกลงใจไปขึ้นกรรมฐาน เป็นศิษย์ของครูจาบ สุวรรณ สำนักวัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัตรปฏิบัติประจำวันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเพิ่มจากการสอนหนังสือคือ ทุกวันเมื่อพระอาทิตย์ตกดินจะเข้าที่นั่งกรรมฐาน และเพื่อให้ได้ใกล้ชิดครู จะได้สอบถามข้อข้องใจในการปฏิบัติได้ทันทีที่มีปัญหา จึงใช้เวลาในวันที่ไม่ได้สอนหนังสือคือวันโกนวันพระ เดินทางไปพำนักที่วัดประดู่ทรงธรรม โดยเดินทางทางเรือจากวัดโคกทองในตอนเย็นวันโกน มาถึงท่าเรือหน้าวัดประดู่ทรงธรรมในตอนดึก แล้วเดินเท้าเปล่าไปตามสะพานไม้ที่ทอดยาวไปถึงวัด พระในวัดได้ยินเสียงฝีเท้าพระมหาปลื้มเดินบนสะพานทุกดึกวันโกนตลอดเวลา ๑ ปี จนจำได้แม่นยำ เมื่อได้ยินเสียงสะพานไม้ดัง ต่างบอกได้ทันทีว่า ไม่ใช่ใครอื่น เป็นพระมหาปลื้มองค์เดียว ตลอดเวลา ๑ ปีนี้ พระมหาปลื้มตั้งใจถึงขนาดตั้งจิตอธิษฐานไว้เลยว่า ถ้าไม่ได้ก็ขอตายคาวัดประดู่ฯนี่เลย

หลวงพ่อเล่าถึงวัดประดู่ฯให้ฟังว่า... วัดนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัดที่กษัตริย์และเจ้านายมาศึกษา สำคัญในสมัยกรุงศรีอยุธยา เก่งในด้านคาถาอาคมวิชาต่าง ๆ ขรัวโตเคยมาเรียนนอกพรรษาสามเดือน เก็บเอาวิชาของวัดประดู่ฯไปหมดเกลี้ยง...

เพื่อให้ได้จำพรรษา ณ สำนักวัดประดู่ทรงธรรม 

แม้ต้องสึกเพื่อบวชใหม่...ก็ยอม

.

๓. วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 ครูจาบเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของพระมหาปลื้ม จึงชวนให้มาจำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม เพื่อจะได้ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งพระมหาปลื้มต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาจำพรรษา ณ วัดประดู่ฯ

การทำเรื่องขอย้ายจากวัดโคกทองมาจำพรรษาที่วัดประดู่ฯ ลำบากมาก ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เพราะเจ้าอาวาสวัดโคกทองไม่อนุญาต  พระมหาปลื้มจึงใช้อุบาย เดินทางเข้าไปในหมู่บ้าน ไปหาผู้ใหญ่แปลก บอกให้ช่วยหางานหน่อยจะสึก ในใจขณะนั้นได้ตั้งใจเด็ดขาดแน่วแน่แล้วว่า จะไปบวชใหม่ที่วัดประดู่ฯ เพื่อที่จะได้จำพรรษาที่วัดประดู่ฯ เหตุผลที่ต้องลาสิกขานั้น เพราะจะทำให้วัดโคกทองขาดครูสอน ดังนั้นทางวัดก็จะขอพระรูปอื่นมาเป็นครูสอนแทนพระมหาปลื้มได้

จากนั้นพระมหาปลื้มก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปกราบขออนุญาตจากพระอุปัชฌาย์ ท่านก็ฟังที่พระมหาปลื้มพูด แต่ท่านไม่ยอมอนุญาต จึงต้องเดินทางกลับวัดโคกทองด้วยความไม่สมปรารถนา เจ้าอาวาสวัดโคกทองถามเรื่องไปนมัสการพระอุปัชฌาย์ พระมหาปลื้มจึงตอบแต่ส่วนว่าไปนมัสการแล้ว แต่ที่ท่านไม่อนุญาตไม่ได้บอก ทางวัดโคกทองจึงยอมอนุญาตให้ย้ายไปอยู่วัดประดู่ฯได้ เมื่อเอาใบอนุญาตนั้นไปที่วัดประดู่ฯ เจ้าอาวาสยังไม่ลงชื่อรับ บอกให้รอก่อน พระมหาปลื้มจึงเร่งรัดด้วยเหตุผลว่า ออกจากวัดโคกทองแล้วถ้าวัดประดู่ฯไม่รับก็ไม่มีที่อยู่ ท่านเจ้าอาวาสจึงยอมรับให้จำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม

หลวงพ่อเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า... พอมาอยู่วัดประดู่ฯแล้ว ก็ศึกษากรรมฐานอย่างเดียว โดยที่ไม่เอาความรู้ทางปริยัติมาสอนหรือเล่าเลย แม้จะมีพระเณรมาสอบถาม ก็เฉยเสีย หรือเลี่ยงไปทางอื่นเสีย

ได้รับยกไตรเป็นครูกรรมฐาน

ผลการฝึกกรรมฐานอย่างตั้งใจจริงและทุ่มเทชนิดเอาชีวิตเข้าแลก ตลอดเวลา ๓ ปี คือช่วงที่อยู่ที่วัดโคกทอง ๑ ปี และที่ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่ฯอีก ๒ ปี ทำให้การปฏิบัติก้าวหน้าจนถึงระดับที่สามารถเป็นครูสอนกรรมฐานได้แล้ว ครูจาบจึงทำพิธียกไตรให้พระมหาปลื้มเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานในปี พ.ศ.๒๔๘๓

เมื่อได้รับยกไตรเป็นอาจารย์สอนกรรมฐานได้ เท่ากับเป็นเครื่องหมายรับรองความสามารถทางจิตของพระมหาปลื้ม ซึ่งครั้งหนึ่งโยมผู้ชายเคยติงว่า... ทางวิชาเหนือกว่าโยมแล้ว แต่ทางจิตนั้นยังสู้โยมไม่ได้ ดังนั้น ในวันยกไตร จึงเป็นความปลื้มใจของพระมหาปลื้ม ที่สามารถเพียรพยายามฝึกฝนตนเอง จนพอจะเรียกได้ว่าเป็นอภิชาตบุตรได้ สมความตั้งใจชองโยมผู้ชาย

กตเวทิตาคุณ ครูจาบ

๔. วัดกล้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ในปี พ.ศ.๒๔๘๔ พระมหาปลื้มได้ย้ายไปจำพรรษา ณ วัดกล้วย สาเหตุจากลูกเขยครูจาบสร้างโบสถ์อยู่ที่วัดกล้วย ครูจาบต้องไปช่วยลูกเขยดูแลการสร้างโบสถ์นั้น และออกทรัพย์สร้างโบสถ์ด้วย ดังนั้น พระมหาปลื้มจึงตัดสินใจติดตามครูจาบไปเพื่อการณ์นี้ ต่อมาชาวบ้านแถบนั้น ขอให้พระมหาปลื้มขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดกล้วย ท่านจึงธุดงค์หนีออกจากวัดเข้าป่าไป

ออกธุดงค์แล้วย้อนกลับสู่สำนักเดิม 

๕. วัดถ้ำตะโก เขาสมอคอน จังหวัดลพบุรี

หลังจากที่พระมหาปลื้มธุดงค์ออกจากวัดกล้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาแล้ว ได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดถ้ำตะโก เขาสมอคอน จังหวัดลพบุรี แต่พักอยู่ได้ไม่นานก็เดินทางย้อนกลับมาวัดประดู่ฯ ครูจาบชวนให้อยู่จำพรรษาที่วัดประดู่ฯ พอดีกับพระมหาบัวเล่าให้ฟังว่า... ได้ส่งข่าวให้สมเด็จอุปัชฌาย์ทราบว่า พระมหาปลื้มได้เป็นครูกรรมฐานแล้ว สมเด็จฯจึงบ่นถึงว่า ออกหัวเมืองแล้วก็เงียบหายกันไปหมด เมื่อพระมหาปลื้มได้ฟังคำบอกเล่าของพระมหาบัว ท่านจึงเปลี่ยนใจ เดินทางย้อนกลับสู่สำนักวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ พร้อมทั้งนำธูปเทียนแพดอกไม้เพื่อไปกราบขอขมาที่ไม่ฟังคำสั่งของอุปัชฌาย์ ดื้อย้ายไปจำพรรษาที่วัดประดู่ฯ

 ดิฉันขอฝากประวัติหลวงพ่อปลื้มไว้
เพื่อผู้ที่สนใจและสะสมวัตถุมงคลของหลวงพ่อ
จะได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในส่วนประวัติของท่าน
นอกเหนือจากความเป็นเกจิอาจารย์ที่ผู้คนภายนอกมองเห็น
ในส่วนภายในที่แท้จริงของหลวงพ่อนั้น
ท่านเป็นครูกรรมฐานที่เสียสละและทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิต
ให้กับการอบรมสั่งสอนกรรมฐาน

ในส่วนประวัติของหลวงพ่อที่นำมาเผยแพร่นี้
รับฟังมาจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อ  ญาติ  ศิษย์  และผู้ที่เคยรู้จักหลวงพ่อ
เมื่อเรียบเรียงแล้วได้นำไปอ่านถวายท่าน
เพื่อป้องกันความผิดพลาดและไขว้เขวของเนื้อความ

เรียนท่านผู้อ่านมาด้วยความเคารพ
ผู้เรียบเรียง

โดย อักษราภรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net