วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความตายในความคำนึงของยาย...


ความตายในความคำนึงของยาย

            ยายของผมอายุแปดสิบเจ็ดปีแล้ว   

ความแก่ชราของคนเรามันเป็นเรื่องธรรมชาติ   เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น  มีคนเคยบอกว่า  มีวิธีที่สามารถหลบหนีความชราได้    นั่นคือ   ตายเสียแต่ตอนยังหนุ่ม

ยายแก่แล้ว   แต่ยายก็ยังแข็งแรง   อาจจะเป็นเพราะธรรมชาติแบบชนบท  หรือวิถีชีวิตที่เรียบง่าย   อาหารการกินที่ไม่มีพิษภัยใด ๆ   หรืออาจจะเป็นเพราะจิตใจที่บริสุทธิ์สะอาดของยายด้วยก็เป็นได้

ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านั้นมันทำให้ชีวิตของยายแตกต่างกันลิบลับกับชีวิตของผม   ของคนในเมืองใหญ่   จนทำให้ผมกลับมาคิดถึงชีวิตของยายอย่างจริงจังในตอนนี้

เรา   มีชีวิตอยู่ท่ามกลางหมอกควันของไอเสีย    รถเต็มบ้านเต็มเมือง   ทุกคนต่างมีรถเป็นของตนเอง   มุ่งไปสู่จุดหมายบนท้องถนน   แข่งขันกันพ่นไอเสียออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศรอบข้าง   ในขณะที่ตนเองมีความสุขกับแอร์เย็นฉ่ำในรถ  

รถติดแหง็กอยู่บนท้องถนนยาวเหยียด   เป็นกิจวัตรประจำวัน   จนรู้สึกเป็นความปกติของชีวิต   วันไหนที่รถไม่ติดพาให้สงสัยว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

 ที่บ้านนอก   ยายมีชีวิตอยู่อย่างสงบเรียบง่าย   ตอนเช้ามีหมอกลอยละล่องปกคลุมหมู่บ้านในหุบเขา   ยายก่อไฟจากฟืนไม้มะขาม  ที่เขาบอกว่าเป็นไม้ที่ให้ไฟแรงและอยู่ได้นาน   นึ่งข้าวเหนียว   ทำอาหารสำหรับถวายพระเป็นพิเศษ   อาหารดี ๆยายมักนึกถึงพระเป็นอันดับแรก  อาหารสำหรับยายกับตานั้นเป็นอาหารง่าย ๆ  ผักหญ้าที่อยู่รอบบ้าน   ผักนึ่งจิ้มน้ำพริก   แกงสารพัดผัก

ผงชูรสไม่มีในห้องครัวของยาย   มีแต่ปลาร้ารสดี   กับรสมือของยายที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง   แม้แต่แม่ของผมยังบอกว่า   ยายทำแกงอร่อย   มันคงเป็นความผูกพัน   เป็นความคุ้นชินของรสลิ้น

อย่างที่ผมรู้สึกกับอาหารของแม่ว่า   อาหารรสมือแม่นั้นอร่อยที่สุดในโลก

ทุกครั้งที่จากบ้านมาไกล   ผมมักคิดถึงอาหารฝีมือของแม่ทุกที บางทีหลับยังฝันถึง  แม้จะนั่งทานร้านอาหารในห้างหรูหรา   แต่ก็สู้อาหารที่แม่ทำไม่ได้  

แม่เองก็คงรู้สึกเหมือนกับผม   อาหารฝีมือยายจึงอร่อยในความรู้สึกของแม่

ทุกวันนี้อยู่ในเมืองหลวง   พึ่งพาได้แค่อาหารถุง    ไม่รู้ว่าเขาใส่อะไรลงไปบ้างในอาหารเหล่านั้น   เราไม่มีสิทธิเลือก   เห็นที่รูปลักษณ์ถูกตาก็จับจ่ายซื้อหา   แต่กรรมวิธีในการปรุงนั้นเราไม่เคยรับรู้  

ไก่ทอดบางร้าน   น้ำมันที่ใช้ทอดดำปี๋   เราก็กินกันอย่างนั้น

นอกจากนั้นยังขาดบรรยากาศของห้องครัว    แม่กับยายที่หยิบจับโน่นนี่   เสียงกระทะตะหลิว  เมื่อผมโตพอที่จะจับสากตำพริก   ยายหยิบเครื่องปรุงลงในครก  ผมมีหน้าที่ตำมันให้ละเอียด เมื่อนึกย้อนกลับไป   นั่นคือวิชาคหกรรมศาสตร์ภาคปฏิบัติ 

 กลิ่นของอาหารที่หอมอบอวล   รอยยิ้มของยายที่มองดูลูกหลานทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย   ตายายพลอยทานข้าวอร่อยตามไปด้วย 

นึกถึงบรรยากาศแบบนั้นแล้วมีความสุข   แต่ก็นาน ๆทีจะมีครั้งที่ลูกหลานจะมาพร้อมหน้าพร้อมตา    ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือสงกรานต์

ตั้งแต่เด็ก ๆมาแล้ว   ที่บ้านหลังเก่าของยาย   บ้านไม้เรือนเสาสองคนโอบหลายสิบต้น   ชีวิตวัยเด็กของผมอยู่ที่นั่น   ตายายคือพ่อแม่ของผม  ในขณะที่พ่อแม่จริง ๆนั้นอยู่ที่อำเภอเมือง   ผมยังเล็กไม่ได้เรียนหนังสือ    

ที่บ้านหลังนั้นมีชานบ้านที่น่านอน   ตอนเย็นหลังทานข้าวเสร็จ  ตาปูเสื่อที่ทำจากผิวไม้ไผ่   ผมถือหมอนนอนมองดาวมองฟ้า   ยายนั่งแกะเมล็ดฝ้ายสำหรับทอผ้า   ตานั่งถือหนังสือตัวเมืองที่เรียกว่า  “ปั๊กกะตือ”  บ่นพึมพำ  นั่งเอียงเข้าหาตะเกียงน้ำมันก๊าด  บางทีก็อ่านค่าวเรื่องต่าง ๆ ให้ผมฟัง

“มีจ๊างนึ่งนั้น      เป๋นโพงผีสื๋อ       เขาหากเล่าลือ     ว่าจ๊างโพงกล้า 

มันเซาะกิ๋นคน      ทุกหนลุ่มหน้า      อยู่พะนาดงที่นั้น 

มันได้เดินก๋าย     ที่นางพักยั้ง     แล้วเลยลวดหั้นเดินไป 

ตี๋นเบื้องนึ่งนั้น     ย่ำดินถะไหล     ได้หล่มลงไป      เป๋นลอยตี๋นจ้ำ 

มันเยี่ยวใส่ลอย    ตี๋นมันที่หั้น    แล้วลวดเลยยั้นบ่ยั้ง”

“ช้างโพงมันเป็นอะไรหรือตา”

“มันเป็นช้างผี   มันกินคนเป็นอาหาร   โดยเฉพาะเด็ก ๆที่นอนหลับดึก”

“ตาว่าไปเรื่อย  ไม่มีหรอกช้างที่ไหนจะกินคน”

“มีสิ  ในเรื่องช้างโพงนางผมหอมนี่ยังไง  จะฟังไม่ฟัง  ถ้าไม่ฟังก็ไม่เล่าต่อแล้ว”

“ฟังจ๊ะตา”

เสียงอ่านค่าวของตายังดังก้องอยู่ในความทรงจำ   ยายเองก็คงชอบ   บางครั้งหยุดแกะเม็ดฝ้าย   ฟังตาอ่านค่าว   ดาวกระพริบอยู่บนฟากฟ้า   ผมหลับไปในตอนไหนไม่รู้    ได้ยินเสียงตาบ่นแว่วๆ ว่าตัวผมเริ่มหนักขึ้นทุกที ๆ

สงกรานต์ในความทรงจำของผม    เป็นเทศกาลที่อบอวลไปด้วยความสุข   ลูกหลานที่ทำงานอยู่เมืองไกลถือโอกาสนั้นกลับมาเยี่ยมบ้าน   คนคือสิ่งมีชีวิตที่มีความผูกพันต่อกัน   การไม่ได้พบหน้ากันมานาน   พอได้เห็นหน้ากัน  มันทำให้ความสุขมาเยือน  อิ่มเต็มอยู่ในหัวใจ   จับฉายอยู่บนใบหน้า   ส่องแสงออกมาทางดวงตา  

น้ำตาของย่ายายรินหลั่งด้วยความดีใจที่เห็นหน้าลูกหลาน   ของฝากของดำหัวที่พวกเขาเตรียมมานั้นมันสร้างความปลื้มปิติให้กับคนผู้เฒ่า   คนแก่บางคนนำของดำหัวมาอวดกันตอนไปวัด   เงินที่ลูกหลานนำมาดำหัวนั้นก็เป็นหัวข้อคุยในโบสถ์

“ยายคำได้พันกว่าบาท   น้อยกว่ายายเป็งที่ได้ตั้งสองพันห้า”

“โอ๊ย!จะไปสู้ยายเป็งเขาได้ยังไง  ลูกหลานเขารวย ๆกันทั้งนั้น  นังหวานนั่นก็ได้เสี่ยเมืองกรุง  รถเก๋งของเขาคันโตโก้ไม่หยอก”

เสียงคุยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ลูกหลานดังระงมลั่นโบสถ์   ต่อเมื่อหลวงพ่อเข้ามานั่งจึงได้เพลา ๆเสียงลงบ้าง  แต่ก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียวนัก

ผมยังเล็กนักในตอนนั้น   นั่งอยู่ข้างตายายทำหน้าที่เหมือนเด็กวัด    คอยดูแลคนที่มาดำหัวตายาย    ยกน้ำมาให้   หาอาหารการกินมาเลี้ยง   แล้วก็คอยรับเงินจากตายายที่เขามาดำหัว   เงินยี่สิบสามสิบที่ตายายให้   มันมากมายจนไม่รู้จะใช้อย่างไรหมด

พอลูกหลานที่มาดำหัวเสร็จ   ลงไปข้างล่าง   มีกลุ่มที่มาใหม่รออยู่แล้ว  น้ำหม้อที่อยู่ตรงหัวบันไดบ้าน   ถูกพวกเขายกมาเล่นสาดน้ำกันจนเปียกเป็นที่สนุกสนาน   เสียงตบมือร้องเพลงไปตามถนนหนทาง   ขี้เหล้าเมาเซไปเซมา  แป้งที่ประอยู่เต็มใบหน้าจนขาวโพลน   กลิ่นของดอกมะลิที่ห้อยอยู่บนลำคอ

บรรยากาศสงกรานต์คือความสุขที่อยู่ในความทรงจำของผม

หลังจากดำหัวคนที่เรานับถือเสร็จแล้ว   พวกเราพากันขนทรายเข้าไปวัด    ผมกับเพื่อนถือกระป๋องกันคนละอัน  เดินจากวัดไปที่ลำห้วย  ตักทรายใส่กระป๋องเดินเป็นเส้นมาด้วยศรัทธา   ผมสนุกกับการทำบุญในครั้งนั้น   คนโบราณช่างมีกลวิธีในการทำบุญที่ดีเหลือเกิน   ผมเคยถามตาว่า

“เราตักทรายเข้าวัดทำไมหรือตา”

“เพราะว่าเวลาเราเข้าไปวัด   เราเหยียบดินเหยียบทรายของวัดติดเท้าออกมา   เราจึงต้องเอาทรายไปคืนวัด   ถ้าไม่งั้นจะเป็นบาป”

เด็กอย่างผมกลัวบาป   จึงขนทรายเข้าวัดสิบกว่าเที่ยว  เผื่อปีหน้าปีนู้น   ปีไหน ๆที่ผมอาจจะไม่ได้มาตักทรายเข้าวัดอีกด้วย

นอกจากเด็ก ๆจะอิ่มบุญแล้ว   หนุ่มสาวยังมีโอกาสจีบคนที่หมายปอง  กระป๋องทรายกระป๋องเดียว   ช่วยกันตักช่วยกันหิ้ว  กลายเป็นการสร้างความสัมพันธ์จนก่อเกิดเป็นความรัก   คู่รักหลายคู่คงเกิดจากประเพณีนี้   และอาจจะกลายมาเป็นเด็กชายตัวน้อยในวันนี้   เป็นหนุ่มเป็นสาว  เป็นพ่อเป็นแม่คนต่อไป

สงกรานต์ในปีนี้ไม่เหมือนกับเมื่อสมัยก่อน ๆ

ผมว่ามันไม่เหมือนเดิม    แม้ว่าลูกหลานจะบังเอิญมากันพร้อมหน้า  อะไร ๆมันก็เปลี่ยนไปอยู่ดี  

บ้านไม้หลังเดิมของยายถูกรื้อไปเมื่อหลายปีก่อน   น้าสาวของผมปลูกบ้านหลังใหม่ครึ่งไม้ครึ่งปูน   เพื่อนบ้านหลายหลังเปลี่ยนเป็นบ้านแบบเดียวกันหมด 

บ้านที่ทันสมัย   เครื่องอำนวยความสะดวกสบายมีอยู่ทุกบ้าน  ไม่ต่างกันกับบ้านในเมือง 

ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ  รั้วบ้าน   รั้วที่สร้างขึ้นมาอย่างแน่นหนา   กั้นให้เราห่างกัน 

            เสียงเครื่องเสียงจากบ้านโน้นบ้านนี้ดังมาจากทุกสารทิศ   แล้วแต่ว่าบ้านของใครจะเปิด   บ้านใครบ้านมัน  ถนนหนทางเงียบเหงา  ไม่มีผ้าป่าขี้เมาเหมือนปีก่อน ๆ   ผ้าป่าขี้เมาที่ยกขบวนไปทุกบ้านทุกหลังคา   เพื่อขอเรี่ยไรเงิน   สำหรับไปทำบุญ

            ที่บ้านของยาย   เราเปิดคาราโอเกะจากคอมพิวเตอร์   เบียร์กองระเกะระกะ   หมดไปหลายลังแล้ว   เหล้าน้ำขาวที่ต้มเองเหมือนก่อนไม่มีให้เห็น   รัฐบาลเข้ามาควบคุมและติดอากรแสตมป์   กลายเป็นของหายาก  ต้องซื้อหา 

            สมัยก่อนเดินเข้าบ้านไหน   มีกินบ้านนั้น  

            เดี๋ยวนี้มีแต่เบียร์   ใช้เงินซื้อเพียงอย่างเดียว

            บนถนนหนทาง  เด็ก ๆสาดน้ำด้วยความรุนแรง  กลายเป็นสงครามน้ำ   ผมเริ่มไม่ชอบน้ำ   ไม่อยากออกไปไหน   ไม่อยากจะเปียก  

            ที่สนุกจริง ๆก็มีเพียงที่เชียงใหม่  คนเยอะแยะมากมาย   คนชอบไปกันที่นั่น 

            แต่ผมก็ไม่ชอบคนเยอะๆอีกแล้ว  อยากอยู่เงียบ ๆ  ดื่มกินกับญาติสนิทมิตรสหาย  เวลาก็เร่งรีบ  เพื่อนสนิทบางคนมีธุระไม่ได้มา  คนหนึ่งเป็นทหาร   สงกรานต์แท้ ๆยังต้องเข้าเวรอยู่บนดอย   แม่มันบอกว่า  เดือนหน้าถึงจะกลับ

            ไม่มีเพื่อน   เหล้าราคาแพงปานใด  ก็รสชาติกร่อย

            สงกรานต์ปีนี้ผมกลับเมืองหลวงเร็วกว่ากำหนด  

            แม่โทรมาบอกว่าตาไม่สบาย

            ผมกลับไปเยี่ยมตาอีกครั้ง  หลังจากสงกรานต์ได้สองเดือน   ตาอายุเก้าสิบสองแล้ว   ตาลึกโหลนอนไม่มีเรี่ยวแรง     แม่บอกว่าตาไม่ทานอาหาร  ไม่ยอมกินอะไรเลย  น้าผมบอกว่า

            “เป็นโรคคนแก่   โรคชรา”

            ตาอายุปูนนี้แล้ว พาไปโรงพยาบาลก็เท่านั้น   หมอบอกว่า   ตาไม่ได้เป็นอะไร  นอกจากโรคชรา   ตาดีใจที่ผมกลับไปเยี่ยม   ยายเองก็เริ่มจะจำอะไรไม่ได้   บางทีไปวัดยังกลับบ้านเองไม่ได้  ต้องให้ลูกหลานพากลับ

            ไม่ต่างอะไรกันกับตา

            ยายดีกว่าตาหน่อยที่ยังทานข้าวได้อร่อย   ตานอนแช่อยู่อย่างนั้นได้ไม่กี่วัน   ผมกลับเมืองหลวงแล้ว   แม่บอกว่าตาทานอะไรได้บ้าง  พอทานข้าวได้อาการก็ค่อยยังชั่วขึ้น 

            ผมค่อยโล่งใจ 

            นึกถึงคำพูดของยายที่พูดกับผมก่อนผมกลับ    มันทำให้ผมไม่ห่วงยายเลย  ยายเข้มแข็งถึงเพียงนั้น   ยายบอกกับผมโดยไม่มีแววหวั่นสะทก  

            “ยายอยากจะรู้เหมือนกันว่า   ยายจะตายยังไง”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย แก้มหอม

 

กลับไปที่ www.oknation.net