วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวัติหลวงพ่อปลื้ม วัดสวนหงส์ บางปลาม้า สุพรรณบุรี (๖)


๖. วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ

ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ พระมหาปลื้มจึงเดินทางย้อนกลับมาจำพรรษา ณ สำนักเดิม โดยตั้งจุดประสงค์ไว้ว่า... จะเรียนต่อให้ถึงประโยค ๙

เมื่อเข้าไปกราบขอขมาและแจ้งความประสงค์ที่จะขอกลับมาจำพรรษาต่อสมเด็จฯแล้ว ท่านเมตตาอนุญาตให้จำพรรษาที่วัดมหาธาตุฯได้ แต่เพราะเหตุที่มหาปลื้มมาล่าช้าใกล้วันเข้าพรรษา ทำให้ที่พักเต็มหมด ต้องไปพักอยู่ในที่ไม่สะดวกเท่าใดนัก

พอดีกับในปีนี้เป็นปีที่น้ำท่วมมาก ขนาดถึงกับต้องใช้เรือพายในการคมนาคม แม้การออกบิณฑบาตก็ลำบาก ต้องเดินท่องน้ำไป ประกอบกับพระมหาปลื้มเป้นพระมาใหม่ ญาติโยมที่ใส่บาตรจะมีพระขาประจำกันอยู่ พระมหาปลื้มจะคอยต่อแถวพระรูปอื่น แต่พอมาถึงพระมหาปลื้ม อาหารที่ใส่บาตรก็หมดพอดี ต้องใช้วิธีเดินไปเรื่อยจนสายหน่อย เพื่อเก็บตกอาหารบิณฑบาตจากญาติโยมที่พระขาประจำมิได้ออกมาบิณฑบาต ทำให้ได้อาหารไม่ค่อยจะพอฉัน แต่เหตุนี้ก็มิใช่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ท่านต้องย่อท้อ

แสดงกตเวทิตาถวายแด่สมเด็จอุปัชฌาย์

เมื่อพระมหาปลื้มย้อนกลับมาจำพรรษาที่สำนักวัดมหาธาตุฯนั้น เป็นระยะเวลาที่สมเด็จอุปัชฌาย์ของท่าน กำลังสนใจเรื่องการปฏิบัติธรรมกรรมฐานอยู่พอดี แม้พระมหาปลื้มจะไม่แสดงตัวในด้านนี้ แต่สมเด็จอุปัชฌาย์ ก็สังเกตดูจากอากัปกริยา เมื่อมีโอกาส สมเด็จอุปัชฌาย์จึงเรียกเข้าพบและซักถามพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของกรรมฐานเป็นระยะ ๆ จึงเป็นโอกาสอันดีที่พระมหาปลื้มจะได้แสดงกตเวทิตาถวาย

เกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติกรรมฐานของสมเด็จอุปัชฌาย์นี้ หลวงพ่อเล่าว่า... หลวงพ่อเป็นคนไม่ค่อยพูด มีเพื่อนอีกคนช่างพูด ถูกเรียกเข้าพบอุปัชฌาย์คู่กันเสมอ องค์นี้จะคอยซักคอยแคะไค้ให้พูด เป็นระยะที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสกำลังนำเรื่องกรรมฐานเข้ามา อุปัชฌาย์ของหลวงพ่อก็ปฏิบัติเรียกว่าเอาชีวิตเข้าแลก ท่านก็มีดีพอสมควร แล้วก็เอาชีวิตเข้าแลก หลวงพ่อออกจากวัดมหาธาตุฯครั้งนั้นได้ครึ่งปี ก็ทราบข่าวว่าท่านมรณภาพ

หลวงพ่อเล่าถึงการได้ทราบข่าวมรณภาพของสมเด็จอุปัชฌาย์ของท่านว่า... ตอนรู้ข่าว หลวงพ่ออยู่วัดขวาง (อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี) บอกแก่ผู้นำข่าวมาบอกคือท่านเจ้าคุณพระวิกรมมุนีฯว่า ไม่มีสตางค์จะไป ก็จะเข้าโบสถ์ นั่งสมาธิถวาย ท่านก็บอกว่า นั่งสมาธิถวายก็ดี...เป็นอันว่าดีไป

กลับคืนสู่มาตุภูมิ 

เพื่ออนุเคราะห์โยมผู้ชาย-โยมผู้หญิง 

เป็นกตเวทิตา

เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้พระมหาปลื้มต้องเปลี่ยนใจ ไม่สามารถทำตามจุดประสงค์ที่ตั้งใจไว้ว่าจะศึกษาต่อให้ถึงเปรียญ ๙ ได้ เพราะอาจารย์ที่สอนหนังสือ ดุนักเรียนทั้งหมดด้วยข้อความว่า... พวกเรียนแต่ปริยัติไม่ปฏิบัติ นี่ไม่ไหว เนื่องเพราะคำพูดนี้ หลังจากนั้นจึงมีเสียงเข้าหูมาว่า... พระมหาปลื้มกลับมาคราวนี้ สะกดพวกเราอยู่ พระมหาปลื้มเห็นถึงภัย อันจะเกิดจากเสียงกระทบกระเทียบเปรียบเปรยที่รุนแรงขึ้นไปกว่านี้ จะตามมาในเวลาข้างหน้า และประกอบกับพระผู้ใหญ่มีดำริจะให้ท่านทำหน้าที่สอนหนังสือด้วย จึงตัดสินใจกราบลาสมเด็จอุปัชฌาย์ ออกเดินธุดงค์จากวัดมหาธาตุฯกลับสู่มาตุภูมิ...จังหวัดสุพรรณบุรี

๗. วัดเขาพระ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

ในปี พ.ศ.๒๔๘๖ วัดเขาพระในขณะนั้นเป็นเพียงสำนักสงฆ์ การตัดสินใจกลับสู่บ้านเกิดและไปจำพรรษาอยู่ที่วัดเขาพระนั้น ส่งผลให้พระมหาปลื้มมีโอกาสได้แสดงกตเวทิตาต่อโยมผู้ชายและโยมผู้หญิง เพราะเหตุด้วยโยมทั้งสองซึ่งต่างมีครอบครัวใหม่ ได้ย้ายถิ่นฐานจากอำเภอบางปลาม้าไปทำมาหากินที่อำเภออู่ทอง จึงเป็นโอกาสอันดีที่เปิดให้โยมทั้งสองได้อนุโมทนาบุญบวชและมีโอกาสมาทำบุญใส่บาตรฟังธรรมจากพระลูกชาย นอกจากนี้ยังได้เอื้ออาทรต่อน้องชายต่างบิดา คุณจุน ศรีนาค ซึ่งจบการศึกษาแล้วไม่ยอมเรียนต่อให้สูงขึ้นไป พระมหาปลื้มจึงนำมาอยู่ที่วัดเขาพระด้วย ให้การอบรมสั่งสอนอย่างใกล้ชิด และเมตตาสอนวิชาการรักษาโรคแบบสงเคราะห์ให้ โดยวิธีการต่อวิชาวันละข้อความ

คุณจุน ศรีนาค น้องชายต่างบิดา เล่าเรื่องราวตอนนี้ไว้ว่า...

ตอนนั้นคุณจุนยังเป็นเด็กอยู่ ออกจากโรงเรียนไม่ยอมเรียนต่อ หลวงพ่อทราบข่าวจึงเดินทางมารับคุณจุนไปอยู่ด้วยในปี พ.ศ.๒๔๘๖ โดยพำนักอยู่ที่วัดเขาพระ อำเภออู่ทอง ที่วัดจะมีถ้ำอยู่ด้านตะวันตก ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ และทางด้านตะวันตกหลังเขาจะมีถ้ำอีกแห่งหนึ่งกว้างพอสมควร มีพระพุทธรูปหลายองค์ หลวงพ่อใช้ถ้ำแห่งนี้เป็นที่นั่งกรรมฐาน ส่วนกุฏิจะใช้จำวัดเฉพาะตอนกลางคืน กิจวัตรประจำวันของหลวงพ่อในตอนนั้น ท่านออกบิณฑบาตในตอนหกโมงเช้า เดินไปถึงตลาดท่าพระแล้วกลับถึงกุฏิประมาณสองโมงเช้า ฉันเสร็จ ปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ เรียบร้อยประมาณห้าโมงเช้า จากนั้นจะห่มจีวรพาดสังฆาฏิเข้าถ้ำ และออกจากถ้ำตอนห้าโมงเย็น หลวงพ่อฉันเวลาเดียวและไม่จับปัจจัย

อาจารย์ภณิดา ศุภพินิจ น้องสาวต่างมารดา เล่าเรื่องราวตอนนี้ไว้ว่า...

ตอนนั้นอาจารย์ภณิดายังเป็นเด็กอยู่ อายุได้ประมาณ ๔ ขวบ จะตามพ่อสนและแม่ทิวมาทำบุญที่วัดเขาพระทุกวันพระ โดยเดินเท้ามาจากบ้านห้วยตายัง (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บ้านเขาโกปิดทอง) ซึ่งอยู่ห่างจากวัดไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๕ กิโลเมตร มีอยู่วันพระหนึ่ง หลังจากที่พระมหาปลื้มฉันจังหันแล้ว ก็พาพ่อสนและน้องสาวไปที่ถ้ำหลังเขาซึ่งอยู่ตรงข้ามกับถ้ำหน้าเขาพระ ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ปากถ้ำจะแคบ แต่ภายในถ้ำกว้างขวางสะอาด และมีแสงสว่างเพียงพอ ที่พื้นถ้ำมีฝุ่นละเอียดมาก เมื่อเดินไปจะเห็นรอยเท้าได้อย่างชัดเจน  มีหินงอกหินย้อยเป็นชั้น ๆ ตรงกลางถ้ำมีฐานหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สูงประมาณ ๑ ศอก เมื่อเข้าไปในถ้ำแล้ว อาจารย์ภณิดาจะแยกไปกระโดดโลดเต้นตามชั้นหินห่างออกไป แต่ก็คอยชำเลืองสังเกตดูพ่อและพระพี่ชายเป็นระยะ ๆ มองเห็นพระมหาปลื้มนั่งหลับตาภาวนาอยู่บนแผ่นหินกลางถ้ำ พ่อสนกำลังพยายามผลักก้อนหินกลมเกลี้ยงคล้ายลูกนิมิตขนาดใหญ่มากประมาณเท่าพ้อมบรรจุข้าวเปลือก ก้อนหินนั้นตั้งอยู่ตรงหน้าแผ่นหินที่พระมหาปลื้มนั่งหลับตาภาวนาอยู่ ถ้าก้อนหินเลื่อนไหลไปตามแรงผลักของพ่อสน ก็จะไปกระแทกกับร่างพระมหาปลื้มพอดี แต่เท่าที่เห็น ไม่ว่าพ่อสนจะออกแรงผลักเท่าไรก็ตาม ก้อนหินนั้นก็ไม่ขยับเขยื่อนแม้แต่น้อย พักหนึ่ง พระมหาปลื้มก็ลุกขึ้นแล้วเดินห่างออกไปจากแท่นหินนั้น อาจารย์ภณิดาเห็นพ่อสนออกแรงผลักก้อนหินนั้นอีกครั้ง น่าอัศจรรย์นัก ครั้งนี้ก้อนหินกลับกลิ้งไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดาย...

ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ในครั้งนี้เอง ที่โยมผู้ชายต้องออกปากยอมรับกับพระลูกชายว่า... คุณ โยมพอใจแล้ว เหตุเพราะพระลูกชาย ได้พยายามบ่มเพาะตนเองทางด้านกรรมฐานขึ้นมา จนมีความสามารถทัดเทียมกับโยมผู้ชายได้แล้ว ทำให้พระมหาปลื้มเป็นอภิชาตบุตรของโยมผู้ชาย ครบทั้งทางปริยัติและปฏิบัติ สมความตั้งใจของโยมผู้ชาย ที่รอคอยมาเป็นเวลานานกว่า ๓๖ ปี

อีกเรื่องหนึ่งจากความทรงจำของอาจารย์ภณิดา...

ในปี พ.ศ.๒๔๘๖ วัดเขาพระเป็นเพียงสำนักสงฆ์ ยังไม่มีโบสถ์ เมื่อพระมหาปลื้มไปจำพรรษาอยู่นั้น หากต้องสวดปาติโมกข์ ท่านก็จะทำพิธีผูกพัทธสีมาชั่วคราวด้วยตนเอง และถอนเมื่อสวดเสร็จแล้ว และการออกเดินบิณฑบาตของท่านจากวัดมาที่ตลาดท่าพระนั้น นอกจากระยะทางจะไกลมากแล้ว ยังมีต้นโคกกระสุนขึ้นอยู่มากมาย ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินเพิ่มขึ้น

หลวงพ่อเล่าถึงเหตุการณ์ที่วัดเขาพระว่า... วัดเขาพระ อำเภออู่ทอง ตอนนั้นยังไม่มีโบสถ์ ต้องกำหนดเสมาในถ้ำ ส่วนส้วมนั้นใช้ส้วมหลุม มีไม้พาดขวางสองต้น อยู่นอกทางเกวียน ซึ่งอยู่นอกทางที่กำหนดเสมาไว้ ธรรมดาเป็นโรคปวดท้องอยู่เป็นประจำ ในพรรษาปีนั้น (ประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๖) มีอยู่วันหนึ่ง ไปส้วมแล้วกลับมาไม่ทันก่อนรุ่ง พอถึงเวลาออกพรรษาจึงไม่รับผ้ากฐิน ให้เจ้าอาวาสวัดเขาพระ ซึ่งมีอายุมากกว่าแต่มีพรรษาน้อยกว่า เป็นผู้ครองผ้ากฐินแทน โดยบอกท่านได้ขาดพรรษาไปแล้ว... ข้าพเจ้าเข้าใจว่า การตัดสินใจยอมขาดพรรษาครั้งนี้ของหลวงพ่อ ก็เพราะมีจุดประสงค์ที่จะเสียสละให้เจ้าอาวาสได้ครองผ้ากฐินนั่นเอง

ในช่วงเวลาที่อยู่จำพรรษาที่วัดเขาพระนี้ ตอนนั้นตัวอำเภออู่ทองยังตั้งอยู่ที่จระเข้สามพัน พระมหาปลื้มจะออกเดินธุดงค์ตามแถบนั้นทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นจะร้าใหม่ จะร้าเก่า และได้พบว่าสถานที่ที่สัปปายะมากสำหรับท่านในตอนนั้น คือที่ห้วยตายัง

๘. วัดขวาง อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี

ปี พ.ศ.๒๔๘๗ เจ้าอาวาสวัดขวางซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบลด้วย คือพระครูวิศาลสุตตผลหรือหลวงลุงโตที่เคยสอนหนังสือพระมหาปลื้มในสมัยที่เป็นเณรอยู่วัดน้อย เอ่ยชวนให้พระมหาปลื้มมาจำพรรษาที่วัดขวาง เพื่อมาช่วยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของครูสอนปริยัติธรรมวัดขวาง คุณจุน ศรีนาค ได้ติดตามพระมหาปลื้มด้วย เล่าเหตุการณ์ตอนนี้ว่า... การเดินทางจากวัดเขาพระเพื่อมาจำพรรษาที่วัดขวางครั้งนั้น เบาสบาย เพราะสิ่งที่ติดตัวมา มีเพียงเครื่องอัฐบริขารเท่านั้น ออกเดินทางในตอนเช้า แวะบิณฑบาตที่ตลาดท่าพระ หยุดพักฉันที่วัดยางยี่แส ฉันเสร็จเดินทางต่อตัดทุ่งไปทางวัดม่วง วัดนก บ้านไผ่เดี่ยว มะขามล้ม บ้านเสาธงทอง ตลาดเก้าห้อง บ้านสูตร บ้านเก่า ถึงบ้านยอดถิ่นกำเนิดในตอนเพล พระตีกลองเพลพอดี ข้ามแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำสุพรรณบุรี) ไปวัดน้อย เหนือวัดน้อยขึ้นไปคือวัดขวาง เดินทางด้วยเท้าโดยตลอด

ในช่วงที่อยู่ที่วัดขวางนี้ มีประโยชน์ต่อพระมหาปลื้มมาก เพราะวัดขวางอยู่ใกล้กับวัดน้อย อันเป็นวัดที่ให้ความสว่างแก่ท่าน จึงเป็นโอกาสเปิด ให้พระมหาปลื้มได้ฝึกอสุภกรรมฐานที่ป่าช้าผีดิบ ตรงบริเวณมณฑปวัดน้อย ชาวบ้านในแถบนั้นเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่ารอบ ๆ มณฑปเก่าเป็นป่าช้าผีดิบ คือศพไม่มีญาติ ยังไม่ได้เผา หลวงพ่อปลื้มจะมาพิจารณาอสุภะที่บริเวณป่าช้านี้ โดยการนำเอาโครงกระดูกมาเรียงต่อกัน

ปรากฏผลงาน ครูสอนบาลี

๙.วัดปราสาททอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

ในปี พ.ศ.๒๔๘๗ เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี ท่านเจ้าคุณพระวิกรมมุนีศรีสุพรรณเขตสังฆปาโมกข์ (ผล อุปติสฺโส) ขอพระมหาปลื้มจากพระครูวิศาลสุตผล ให้ไปจำพรรษาที่วัดปราสาททอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อทำหน้าที่สอนบาลีไวยากรณ์ที่สำนักวัดปราสาททอง

ด้วยความตั้งใจทุ่มเทให้กับการสอนของพระมหาปลื้มในครั้งนั้น ปรากฏผลการสอบบาลี ณ สำนักเรียนวัดปราสาททอง มีพระนักเรียนสอบเปรียญ ๓ ได้ถึง ๑๓ รูป นับว่าเป็นจำนวนมากที่สุด เท่าที่เคยสอบกันมา สร้างชื่อเสียงให้แก่สำนักเรียน เป็นที่ชื่นชมกล่าวขานทั่วไป

ในช่วงที่จำพรรษาอยู่ที่วัดปราสาททองนี้ นอกจากพระมหาปลื้มจะทุ่มเทเวลาให้กับการสอนบาลีแล้ว ก็ยังเร่งรัดด้านกรรมฐาน การพูดคุยกับผู้อื่นลดน้อยลงไปอีก ยังรักษาวัตรฉันมื้อเดียวไม่จับปัจจัยอยู่ หลวงพ่อเล่าให้ศิษย์ฟังว่า... ความสงบนี่ หลวงพ่อได้ที่วัดประดู่ฯและวัดปราสาททอง วัตรของหลวงพ่อกลับกันกับตอนที่จำพรรษาอยู่ที่วัดประดู่ฯ ซึ่งตอนนั้นหลวงพ่อไม่ยอมพูดอธิบายและสอนปริยัติแก่พระเณรที่มาสอบถาม มุ่งหน้าเรื่องกรรมฐานอย่างเดียว แต่ในครั้งที่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดปราสาททองนี้ แม้กรรมฐานของหลวงพ่อก้าวหน้ามากแล้ว แต่หลวงพ่อกลับปกปิดความเป็นผู้มีความสามารถด้านกรรมฐานมิดชิด เอาแต่ความรู้ทางปริยัติมาสอนอย่างเดียว ส่วนกรรมฐานนั้นก็ปฏิบัติสม่ำเสมอ แต่ไม่ยอมเปิดเผยหรือคุยให้ใครฟังเลย หลวงพ่อเคยบอกว่า... หลวงพ่อแทบไม่ได้พูดคุยกับใครเลย

มีเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นที่วัดปราสาททอง ท่านจะเล่าให้ศิษย์ฟังบ่อยครั้งมาก เป็นการสอนการตักเตือนที่สำคัญมากสำหรับบรรพชิต เรื่องมีอยู่ว่า...วันหนึ่งหลวงพ่อเดินไปดูเจ๊กก่อสร้างห้องแถว ตอนนั้นยังไม่มีปูน เจ๊กก็ทำไป หลวงพ่อก็ดูไป ที่หลวงพ่อเห็น เขาก็ดูหลวงพ่อ แล้วก็ทำงาน แล้วก็ดูหลวงพ่อ พักหนึ่งเขาก็พูดขึ้นมาว่า เป็นพระนี่ดีจริง ๆ อั๊วกินข้าวต้องเสียเงิน พระได้รับนิมนต์ไปกินข้าว แล้วยังได้เงินกลับมา

มีอยู่เรื่องหนึ่งที่หลวงพ่อไม่เคยเล่าให้ฟัง ญาติผู้หนึ่งของหลวงพ่อทบทวนเรื่องนี้ให้พวกเราฟังว่า... ในขณะที่กำลังทำนาอยู่ที่บ้านสวนขิง มีคนมาตามให้ไปช่วยดูแลพระมหาปลื้มที่วัดปราสาททอง ญาติท่านนั้นและมารดาจึงรีบเดินทางไป ตอนที่ไปถึง เห็นขันน้ำมนต์ตั้งอยู่ มีตะกรุดกำลังลอยวนจี๋อยู่ในขันน้ำมนต์ใบนั้น

พระวินัยธร

ปี พ.ศ.๒๔๘๘  พระมหาปลื้มได้รับความไว้วางใจจากเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี แต่งตั้งเป็นพระวินัยธรประจำจังหวัดสุพรรณบุรี มีหน้าที่ตัดสินคดีความในเขต ๗ ครอบคลุมจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี และนครปฐม ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีพระวินัยธรรวม ๓ รูป พระมหาปลื้มเคยได้รับคำสั่งให้ไปตัดสินคดีความถึงจังหวัดเพชรบุรี ด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นเหตุให้พระมหาปลื้มต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมด ให้กับการทบทวนศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายสงฆ์อย่างละเอียดแจ่มแจ้ง

และเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๓๘ ท่านได้รับนิมนต์ไปสัมมนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เรื่อง บทบาทของพระสงฆ์ เมื่อกลับมาแล้ว ท่านเมตตาตอบคำถามของข้าพเจ้าว่า...ก็ดี เสียแต่เดินไปฉันไกลหน่อย คนอื่นเขาเดินไวสะดวก หลวงพ่อเป็นตาปลาเลยเดินช้า เขานิมนต์ให้หลวงพ่อกล่าวนำสวด... ได้เข้าไปในธรรมศาสตร์ถิ่นกฎหมาย ก็นึกถึงหน้าที่ของตัวหลวงพ่อเอง เคยเป็นพระวินัยธร ทำหน้าที่ผู้พิพากษาพระ ที่สุดตำแหน่งนี้ก็ยกเลิกไป เพราะพระแก่ ๆ อายุมาก ๆ ทำลืม ๆ ไป นี่แหละ เหตุที่จะให้อายุพระพุทธศาสนาสั้นลง

อาจารย์ยุทธภูมิ สุขพินิจ เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า... ไปวัดวันที่ ๑๐ ธันวาคม ซึ่งเป็นวันรัฐธรรมนูญ วันนั้นเห็นหลวงพ่อถือดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปไหว้พระในโบสถ์ ผิดปกติที่หลวงพ่อจะไปไหว้พระในวันพระ แต่วันนั้นไม่ใช่ จึงถามท่าน ท่านตอบว่า... มาไหว้ครูบาอาจารย์ทางกฎหมาย

ดิฉันขอฝากประวัติหลวงพ่อปลื้มไว้
เพื่อผู้ที่สนใจและสะสมวัตถุมงคลของหลวงพ่อ
จะได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในส่วนประวัติของท่าน
นอกเหนือจากความเป็นเกจิอาจารย์ที่ผู้คนภายนอกมองเห็น
ในส่วนภายในที่แท้จริงของหลวงพ่อนั้น
ท่านเป็นครูกรรมฐานที่เสียสละและทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิต
ให้กับการอบรมสั่งสอนกรรมฐาน

ประวัติของหลวงพ่อที่นำมาเผยแพร่นี้
รับฟังมาจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อ  ญาติ  ศิษย์  และผู้ที่เคยรู้จักหลวงพ่อ
เมื่อเรียบเรียงแล้วได้นำไปอ่านถวายท่าน
เพื่อป้องกันความผิดพลาดและไขว้เขวของเนื้อความ

เรียนท่านผู้อ่านมาด้วยความเคารพ
ผู้เรียบเรียง

โดย อักษราภรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net