วันที่ จันทร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฉันชอบมองแสงหิ่งห้อย มันดูมีชีวิตชีวา


ข่าวคราวด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะสุขภาพจิตของวัยรุ่นนั้น มีออกมาให้รับรู้กันเป็นประจำ เหมือนเป็นดัชนีชี้วัดสภาพเป็นไปในสังคมว่าอยู่ในระดับใด แทบไม่เคยได้ยินข่าวว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่มีสุขภาพจิตดี พร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็ง ข่าวที่ได้เห็นและฟังส่วนใหญ่มักจะเป็นข่าวอีกด้านหนึ่งของวัยรุ่น นั่นคือ ข่าวทะเลาะรุนแรงของวัยรุ่น ข่าววัยรุ่นฆ่าตัวตาย และข่าวการพยายามฆ่าตัวตายของวัยรุ่น

มีการวิเคราะห์จากแพทย์ ถึงสาเหตุของผู้ที่พยายามจะฆ่าตัวตายว่า เกิดจากปัจจัยภายนอกกระตุ้นเร้า เช่น ความขัดแย้งกับคนใกล้ชิด ความไม่สมหวังในเรื่องต่าง ๆ แรงกดดันจากสังคม สิ่งเหล่านี้ทำให้คนรู้สึกเครียด คิดทำร้ายตัวเองและพยายามฆ่าตัวตายในที่สุด

หลักการในการป้องกันและ แก้ไขสภาพจิตใจเช่นนี้ คือ การรู้จักอดทนและรู้จักการจัดการต่ออารมณ์เครียด การรู้จักการรอคอย การรู้จักให้กำลังใจตัวเอง การเสริมสร้างทักษะการใช้ชีวิต การรู้จักคิดวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง ต้องรู้จักการผ่อนคลายอารมณ์ มีความคิดเป็นของตัวเอง การเชื่อมั่นในตัวเอง

ข่าวและการวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่เผยแพร่ออกมา กี่ครั้งกี่หนล้วนยืนอยู่บนฐานคิดว่า มนุษย์ควรจะดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและหมดลมหายใจไปอย่างสงบ แต่ความคิดของมนุษย์แต่ละคนต่างก็ค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์ในการคิดวิเคราะห์และค่อย ๆ พัฒนาความคิดไปเรื่อย ๆ กว่าจะไปถึงฐานคิดที่ว่านี้ได้ก็อาจต้องผ่านความคิดด้านมืดกันมามากบ้างน้อยบ้าง บ้างก็ผ่านพ้นมาได้ บ้างก็ผ่านพ้นไม่ได้ บ้างก็ไม่คิดว่าจะต้องผ่านพ้น

ความตายเป็นความจริงแห่งชีวิต การฆ่าตัวตายเป็นการสนับสนุนความจริงข้อนี้ การค่อย ๆ แก่ตายไปก็เป็นการดำเนินไปตามความจริงข้อนี้ หรือแม้แต่การจู่ ๆ สิ้นชีพไปโดยสาเหตุใดก็ตาม นั่นก็เป็นลักษณะหนึ่งที่อยู่ในข่ายของความจริงดังกล่าว การใช้ชีวิตหนึ่งเพื่อตอบตรงต่อ 'ความจริง' แต่ถ่ายเดียวนั้น เป็นหัวข้อขบคิดทางปรัชญามาเนิ่นนาน ขณะที่การใช้ชีวิตดำเนินไปพร้อมกับ 'ความเป็นจริง' ให้ได้ก็เป็นหัวข้อขบคิดทางปรัชญาเช่นเดียวกัน

ต่อการตายจากไปของชีวิตหนึ่ง ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่บางคนอาจเอ่ยว่า 'เขาไปดีแล้ว' บางคนอาจเอ่ยว่า 'โธ่ น่าจะอยู่ดูโลกให้นานกว่านี้' บ้างร้องไห้ร้องห่ม บ้างก็เห็นเป็นเรื่องธรรดา บ้างปฏิเสธพิธีการต่าง ๆ ที่กระทำเพื่อผู้ตาย บ้างยืดเวลาการจัดงานศพต่อเนื่องด้วยความที่มีเจ้าภาพมากราย บ้างใช้เวลาอยู่พักใหญ่กับเรื่องการจัดการมรดกและทรัพย์สินของผู้ตาย บ้างทอดอาลัยไปกับวันเวลาหลังจากนั้นอีกหลายปี บ้างก็ไม่มีเวลาเศร้าเสียใจ แต่ใช้เวลาเหล่านั้นไปกับการจัดการให้เสร็จสรรพในทุกเรื่องที่คน ๆ นั้นเคยสั่งเสียไว้ก่อนตาย

Reading Maketh a Full man หรือแปลได้ว่า การอ่านทำให้เป็นคนโดยสมบูรณ์ คำพูดของ Francis Bacon เป็นคำขวัญของงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 38 ประจำปี พ.ศ. 2553

ผมได้รับหนังสือนิยายชื่อ 'หิ่งห้อยในสวน' มาเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2553 ภายในงานสัปดาห์หนังสือฯครั้งนี้ จากมือของคุณนิวัต พุทธประสาท บรรณาธิการสำนักพิมพ์เม่นวรรณกรรม ผู้ถือลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ โดยเขียนข้อความไว้ให้ว่า

“ขอต้อนรับเข้าสู่สวนแห่งหิ่งห้อย”

เมื่อพลิกดูเนื้อหาอย่างคร่าว ๆ ภายในเล่ม เป็นหนังสือนิยายที่มีลักษณะการเล่าเรื่องด้วยเนื้อหาจากบันทึก มีวันที่กำกับในการบันทึกแต่ละวัน แต่ไม่ได้ระบุปีศักราชแนบท้าย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม และเว้นหายเป็นช่วง ๆ จนถึงวันที่ 29 เมษายน จึงยุติการบันทึก

ปกหลังของหนังสือเล่มนี้สรุปข้อมูลสิบบรรทัดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชนไว้ว่า “เด็กอายุต่ำกว่า 25 ปี พยายามฆ่าตัวตาย 7.3 พันคน เฉลี่ยวันละ 20 คน” ส่วนปัญหาด้านการศึกษาระบุว่า “เด็กไม่อยากไปโรงเรียนมากขึ้น โดดเรียนเพิ่มขึ้นสองเท่าในทุกระดับชั้น”

ข้อมูลนี้มาจาก 'มติชนรายวัน' 6 มีนาคม 2553 (น่าจะเป็น พ.ศ.)

และนี่คือหัวข้อหลักของหนังสือเล่มนี้

การเลือกที่จะฆ่าตัวตายอย่างตั้งใจ คือ สิ่งที่ตัวละครในนิยายเล่าไว้ในบันทึกของเขา แม้ว่านิยายเรื่องนี้ไม่ได้บอกในตอนท้ายว่า ตัวละครที่พยายามฆ่าตัวตายนั้นตายจริงจากการกระทำของตัวเองสมเจตนาหรือไม่ แต่ก็อดตระหนกไม่ได้ต่อข่าวสังคมสุขภาพจิตในทุกวันนี้ว่า การฆ่าตัวตายยังคงเป็นประเด็นที่เรียกว่า 'พฤติกรรมระบาด' เลียนแบบกันฆ่าตัวตายเป็นหมู่คณะ หรือแม้แต่การเลียนแบบการฆ่าตัวตายที่รับรู้ผ่านมาทางสื่อต่าง ๆ

นิยายเรื่องนี้เป็นเหมือนการแผ่ขยายให้เห็นแบบจำลองทางจิตใจของผู้ที่กำลังจะฆ่าตัวตายโดยเจตนา ความคิดที่จะฆ่าตัวตายทำให้เขาเริ่มทบทวนถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาในชีวิต มีความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เข้าข่ายไม่สมหวังบ้าง ขัดแย้งในจิตใจบ้าง เรียนรู้อะไรมาบ้าง แต่เหนืออื่นใด เขาเชื่อว่าเขาควรจะตายมากกว่ามีชีวิตอยู่ต่อไป นั่นคือความเชื่อที่กำกับพฤติกรรมและความคิดต่าง ๆ ของเขา มองเห็นแต่ความตาย นึกถึงแต่ความตาย สรุปสิ่งต่าง ๆ เข้าสู่หมวดแห่งความตาย และเตรียมจัดการทุกอย่างเพื่อฆ่าตัวตายโดยเจตนา

เขาเคยเล่นดนตรี เขาเคยชอบและหลงรักใครคนหนึ่ง เขาเคยชอบศิลปะ อยากทำงานศิลปะ อยากเขียนหนังสือ เขาเคยออกเดินทาง เขาเคยดูภาพยนตร์ เคยสุขเคยเศร้ามาแล้ว เคยหนีสิ่งที่ไม่ชอบ เคยผิดหวัง ... ชีวิตเขาเคยในสิ่งเหล่านี้ไม่กี่ครั้ง ถามว่ายังมีอะไรให้ชีวิตเขาลองทำอีกไหม คำตอบคือ มีมากมาย

คนที่คิดจะมุ่งหน้าไปสู่ความตาย หนทางสายนั้นก็เปิดต้อนรับเขา ส่วนคนที่คิดตรงกันข้ามกับความคิดนี้ หนทางเลือกก็มีมากมายให้ดำเนินชีวิตต่อไป

ตัวละครในนิยายเรื่องนี้ บอกว่า เขาไม่อยากให้คนใกล้ชิดที่ยังมีชีวิตอยู่รู้สึกเสียใจต่อการตายของเขา เขาเชื่อว่าการเลือกแล้วว่าจะตายด้วยฝีมือตัวเองเช่นนี้ คือ ความสงบ และเป็นหนทางแห่งความหวัง เขาไม่ได้โน้มน้าวให้คนอื่นคิดอย่างเขา ไม่ยุยงให้ใครฆ่าตัวตายที่คิดจากฐานความรู้สึกเกลียดชังสิ่งต่าง ๆ รอบตัว รวมถึงความเกลียดชังต่อตัวเอง เขาไม่ยุยง

หากเขาพร้อมที่จะจากไปโดยสงบ ผู้อ่านอย่างผมก็ควรทำความเข้าใจในความสงบที่เขาคิดและกำลังเดินทางไป แม้ว่าความจริงแห่งชีวิตคนเราจะเหมือนกัน แต่ตรรกะหรือความเชื่อของแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

ไม่ว่าใครที่ไม่กลัวตาย ไม่ว่าใครที่ไม่กลัวกับการมีชีวิตอยู่ ผมก็เคารพทั้งนั้นล่ะ

สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากหนังสือเล่มนี้ก็คือ บันทึกประสบการณ์ของชีวิตหนึ่งสามารถกลายเป็นนิยายในโลกวรรณกรรมได้ ผมเคยคิดจะเขียนหนังสือ แต่ที่เขียนได้ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงบันทึก หากบันทึกคือแขนงหนึ่งของการเขียนที่สามารถพัฒนาไปเป็นหนังสือเล่มได้อย่างที่นิยายเล่มนี้ทำเป็นตัวอย่างแล้ว ผมก็จะบันทึกต่อไป

ตัวละครใน 'หิ่งห้อยในสวน' บันทึกในวันที่ 25 มีนาคม ว่า

“...ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เรียนมัธยม มันเริ่มขึ้นจากที่นั่น สถานที่แห่งนั้น ฉันเคยคิดอยากเป็นนักเขียน ฉันตั้งใจจะฝึกเขียนหนังสือ ด้วยการเขียนเรื่องราวของตัวเองลงในสมุดบันทึก ทว่าไม่เคยได้ทำจนกระทั่งเวลานี้...” นั่นคือเวลาที่ผมเริ่มคิดฝึกเขียนหนังสือเช่นกัน

ในวันที่ 19 เมษายน บันทึกของเขาระบุว่า เขากำลังนึกถึงความรัก ความตาย ความสงบ ส่วนผมในวันที่ 19 เมษายน 2553 กำลังลงท้ายบันทึกบางชิ้นว่า “ฉันชอบมองแสงหิ่งห้อย มันดูมีชีวิตชีวา”





โดย respiration

 

กลับไปที่ www.oknation.net