วันที่ อังคาร เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สาละ ... ต้นไม้พุทธประวัติที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่


สาละ ... ต้นไม้พุทธประวัติที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่


    เมื่อเอ่ยถึงต้นไม้พุทธประวัติ  "สาละ"  ท่านที่เป็นพุทธศาสนิกชน
หลายท่านคงจะคุ้นเคยกันดี   แต่ก็ยังมีอีกบางท่านที่ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน
เลยก็มี    

    ทำไมยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกันอยู่อีก

    เพราะสาละมีทั้ง สาละอินเดีย และสาละลังกา  และคล้ายกับ
ต้นรังอีก  จึงมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้น


    *+*+*+*+*

>>  ความเข้าใจเดิม และที่ถูกต้อง

    เดิมทีเราท่านได้ทราบพุทธประวัติมาว่า   พระพุทธเจ้าประสูติใต้
ต้นสาละ  ตรัสรู้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ และปรินิพพานระหว่างต้นรังคู่
    ที่ถูกต้อง  พระพุทธเจ้าประสูติใต้ต้นสาละ  ก่อนตรัสรู้ประทับใต้
ต้นสาละในเวลากลางวัน และถึงเวลาเย็น ได้ย้ายมาประทับใต้ต้นพระศรีมหา
โพธิจนตรัสรู้  และปรินิพพานระหว่างต้นสาละคู่ (ไม่ใช่ต้นรังคู่)

    *+*+*+*+*

>>  ขอขยายความรายละเอียดในเรื่องนี้

    สาละ  เป็นต้นไม้ที่มีความสำคัญมากเกี่ยวเนื่องกับพุทธประวัติ  
ทั้งตอนประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน แต่ส่วนมากจะไม่ทราบกัน ยังเข้าใจ
คลาดเคลื่อนกันอยู่   จึงเห็นควรทำความเข้าใจเสียใหม่ ดังนี้
    


        >  สาละเกี่ยวเนื่องกับพูทธประวัติ ประสูติ - ตรัสรู้ - ปรินิพพาน

    ||  ตอนประสูติ

          ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี พระพุทธมารดาคือพระนางสิริมหามายาทรง
ครรภ์ใกล้ครบกำหนดพระสูติการ จึงเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อไปมี
พระสูติการที่กรุงเทวทหะ อันเป็นเมืองต้นตระกูลของพระนาง ตามธรรมเนียม
ประเพณีพราหมณ์ เมื่อขบวนเสด็จมาถึงครึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับ
กรุงเทวทหะ ณ ที่ตรงนั้นเป็นสวนมีชื่อว่า "สวนลุมพินีวัน" เป็นสวนป่าไม้ 
"สาละ" พระนางได้ทรงหยุดพักอิริยาบท (ปัจจุบันคือตำบล "รุมมินเด" แขวง
เปชวาร์ ประเทศเนปาล)  พระนางประทับยืนชูพระหัตถ์ขึ้นเหนี่ยวกิ่งสาละ
และขณะนั้นเองก็รู้สึกประชวรพระครรภ์ และได้ประสูติพระสิทธัตถะกุมาร ซึ่ง
ตรงกับวันศุกร์เพ็ญเดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี คำว่าสิทธัตถะ แปลว่า
"สมปรารถนา"



(ภาพเขียนตอนประสูติ)

    ||  ตอนตรัสรู้

          เมื่อพระองค์เสวยข้าวมธุปายาสที่บรรจุอยู่ในถาดทองคำของนาง
สุชาดาแล้ว ได้ทรงอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์ได้สำเร็จพระโพธิญาณ ขอให้การ
ลอยถาดทองคำนี้สามารถทวนกระแสน้ำแห่งแม่น้ำเนรัญชลาได้ เมื่อทรง
อธิษฐานแล้วได้ทรงลอยถาด ปรากฎว่าถาดทองคำนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำ
จากนั้นพระองค์เสด็จไปประทับยังควงไม้สาละ ตลอดเวลากลางวัน ครั้นเวลา
เย็นก็เสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ประทับนั่งบนบัลลังก์ภายใต้ต้นโพธิ และ
ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเวลารุ่งอรุณ ณ วันเพ็ญเดือน ๖

    ||  ตอนปรินิพพาน

          เมื่อพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวก เสด็จถึงเขตเมือง
กุสินาราของมัลละกษัตริย์  ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก
จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์ ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดพระที่บรรทม โดยหัน
พระเศียรไปทางทิศเหนือ ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ แล้วพระองค์ก็ทรงสำเร็จสีห
ไสยาสน์ โดยพระปรัศว์เบื้องขวา (นอนตะแคงขวาพระบาทซ้ายซ้อนทับ
พระบาทขวา) และแล้วเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน 


        >  เรื่องต้นสาละที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่

    มีเรื่องที่ยังเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่  ๒ ประการด้วยกัน ได้แก่
   
    ๑.  สาละ มีอยู่  ๒ ชนิด   สาละอินเดีย  และสาละลังกา 

          ๑.๑  สาละอินเดีย Shorea robusta Roxb. มีชื่อสามัญว่า Sal,
Shal, Sakhuwan,Sal Tree, Sal of India, Religiosa (ภาษาละติน หมายถึง 
เกี่ยวเนื่องกับศาสนา)  มีถิ่นกำเนิด  ทางเหนือของประเทศอินเดีย  (ซึ่งปัจจุบัน
คือประเทศเนปาล)    ซึ่งเป็นชนิดที่เกี่ยวเนื่องกับพูทธประวัติโดยตรง  บางที
เรียกว่า  สาละใหญ่  หรือมหาสาละ

           สาละ เป็นพืชพวกเดียวกันกับพะยอม เต็ง รัง อยู่ในสกุล
Shorea  ในวงศ์ 
Dipterocarpaceae
                     ลักษณะ เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ไม่ผลัดใบ ลำต้น
เปลาตรง เปลือกสีเทาแตกเป็นร่อง เป็นสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ
ปลายกิ่งมักจะลู่ลง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ใบ เดี่ยว ดกหนาทึบ รูปไข่กว้าง โคนใบเว้า
เข้า ปลายใบเป็นติ่งแหลมสั้นๆ ผิวใบเป็นมัน ขอบใบเป็นคลื่น ดอก ออกเป็นช่อ
สั้นๆ ตามปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีอย่างละ  ๕ กลีบ
กลีบดอกสีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม ผล เป็นผลชนิดแห้ง แข็ง มีปีก ๕ ปีก
ยาว ๓ ปีก ปีกสั้น ๒ ปีก บน แต่ละปีกมีเส้นตามความยาวของปีก ๑๐ -๑๕ เส้น
ออกดอกประมาณกลางเดือนมีนาคม

            สาละอินเดียตอนนี้มีปลูกมากในรัฐอุตตรประเทศ แถบเมือง
โครักขปูร์ ไปสู่ด่านชายแดนโสเนาลี เชื่อมต่อเขตเนปาล เรียกว่าสวนป่าสาละ
พุทธชยันตี รัฐบาลปลูกเป็นที่ระลึกคราวที่พระพุทธศาสนาครบรอบ ๒๕๐๐ ปี
และพบมากในเขตเชิงเขาหิมาลัยของเนปาล


            ต้นสาละใหญ่ (ต้นสาละอินเดีย)  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
“Shorea robusta Roxb.” อยู่ในวงศ์ Dipterocarpaceae ในภาษาบาลีเรียกว่า
 “ต้นมหาสาละ” มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียทางเหนือ ซึ่งปัจจุบันคือ
ประเทศเนปาล มักขึ้นเป็นกลุ่มๆ ตามบริเวณที่ค่อนข้างจะชุ่มชื้น ชาวอินเดีย
เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ซาล” (Sal, Sal of India) เป็นไม้พันธุ์ที่อยู่ในตระกูลยาง
มีมากในแถบแคว้นเบงกอล อัสสัม ลุ่มน้ำยมุนา เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลางถึง
ขนาดใหญ่ สูงราว 10-25 เมตร และสามารถสูงได้ถึง 35 เมตร ไม่ผลัดใบ

            เป็นไม้ที่มีความสง่างาม ด้วยว่ามีลำต้นตรง เปลือกสีน้ำตาล
อมดำ แตกเป็นร่องสะเก็ดทั่วไป เรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบ ใบดกหนา รูปไข่
ปลายใบหยักเป็นติ่งแหลมสั้น ผิวใบเป็นมันเกลี้ยง กิ่งอ่อนเกลี้ยง ปลายกิ่งห้อย
ลู่ลง ดอกจะออกในช่วงต้นฤดูร้อน มีสีเหลืองอ่อน ออกรวมกันเป็นช่อสั้นตาม
ปลายกิ่งและง่ามใบ กลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ผลแข็ง
มีปีก 5 ปีก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดหรือตอนกิ่ง

             สาละใหญ่เป็นไม้เนื้อแข็งที่มีประโยชน์มาก ชาวอินเดียมักนำ
มาสร้างบ้านเรือน ต่อเรือ ทำเกวียน ทำไม้หมอนรถไฟ ทำสะพาน รวมถึงทำ
เฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น ส่วนเมล็ดนำมาใช้เป็น
อาหารสัตว์ และน้ำมันที่ได้จากเมล็ดนำมาทำอาหาร เช่น ทำเนย และใช้เป็น
น้ำมันตะเกียง รวมทั้งใช้ทำสบู่ด้วย

              นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณด้านพืชสมุนไพรด้วย คือ ยางใช้
เป็นยาสมานแผล ยาห้ามเลือด ใช้แก้โรคผิวหนัง ตุ่มพุพอง โรคซิฟิลิส
โกโนเรีย วัณโรค โรคท้องร่วง บิด โรคหูอักเสบ เป็นต้น, ผลใช้แก้โรคท้องเสีย
ท้องร่วง เป็นต้น










(ภาพสาละอินเดียกำลังออกดอกที่อินเดีย)




 



(ภาพป่าสาละอินเดีย บริเวณอุทยานแห่งชาติเชตุวัน เนปาล)



(ภาพดอกสาละอินเดีย  กลีบดอกมี ๕ กลีบ ที่เนปาล)

(ทั้ง ๒ ภาพข้างต้น
จาก http://web3.dnp.go.th/botany/detail.aspx?words=%E0%B8%
AA%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B0&typeword=group
)


*+*+*

               ในประเทศไทย หลวงบุเรศรบำรุงการ ได้นำเอาต้นสาละ
ใหญ่  หรือต้นซาลมาถวายสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) วัดพระศรี
มหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยปลูกไว้ที่หน้าพระ
อุโบสถ ๒ ต้น กับได้น้อมเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๒
ธันวาคม ๒๕๑๐ อีก ๒ ต้น ในจำนวนนี้ได้ทรงปลูกไว้ในพระตำหนักจิตรลดาร
โหฐาน ๑ ต้น กับทรงมอบให้วิทยาลัยเผยแพร่พระพุทธศาสนา ต.กระทิงลาย
อ.บางละมุง จ.ชลบุรี อีก ๑ ต้น

                     อาจารย์เคี้ยน เอียดแก้ว และอาจารย์เฉลิม มหิทธิกุล ก็ได้
นำต้นสาละใหญ่มาปลูกไว้ในบริเวณคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และที่ค่ายพักนิสิตวนศาสตร์ สวนสักแม่หวด
อ.งาว จ.ลำปาง

                   พุทธทาสภิกขุ ก็ได้นำมาปลูกไว้ที่สวนโมกขพลาราม
อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี และนายสวัสดิ์ นิชรัตน์ ผู้อำนวยการกองบำรุง ก็ได้นำ
มาปลูกไว้ในสวนพฤกษศาตร์พุแค จ.สระบุรี ซึ่งต่างก็มีความเจริญงอกงามดี
และคาดว่าคงจะให้ผลเพื่อขยายพันธุ์ไปตามสถานที่ต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นในเวลา
อันควร    

                 (สาละอินเดีย จะหาดูได้ที่หลังเจดีย์องค์ใหญ่วัดพระศรี
มหาธาตุบางเขน, วัดเบญจมบพิตร  และที่จิตตภาวัน วิทยาลัย จังหวัดชลบุรี
เป็นต้น)



ที่มา  :  http://www.google.com/imgres?imgurl=http://www.dham
majak.net/gallery/albums/userpics/normal_%25B4%25CD%25A1%
25CA%25D2%25C5%25D0%25204.jpg&imgrefurl=http://www.
dhammajak.net/board/viewtopic.php%3Ft%3D12385&usg=__x2_7
-FdSOIaWgDxUxT9pOIfLHGA=&h=283&w=400&sz=27&hl=en&start
=5&sig2=p_lptuo8lCJnBE29XxflAQ&itbs=1&tbnid=yBN9zC2qwltbLM
:&tbnh=88&tbnw=124&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%25
AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0
%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%
25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5%25
E0%25B8%25A2%26hl%3Den%26sa%3DG%26gbv%3D2%26tbs
%3Disch:1&ei=oHnIS7eTHIm0rAfMo_m7CQ   

*+*+*

 





                   
          ๑.๒  สาละลังกา หรือ ต้นลูกปืนใหญ่ (Cannonball Tree)
เป็นพืชวงศ์จิก วงศ์ Lecythidaceae (ปัจจุบันจิกอยู่ในวงศ์ Barringtoniaceae)
มืชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Couroupita guianensis  Aubl. ซึ่งเป็นชนิดที่ไม่เกี่ยว
เนื่องกับพุทธประวัติ  (ภาษาละติน  guianensis  แสดงว่ามีถิ่นกำเนิดจาก
ประเทศ  Guiana)

                  สาละลังกา มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศ Guiana และ
ประเทศอื่นๆ ในแถบทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะที่ราบลุ่มแม่น้ำอเมซอน นิยม
ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปในประเทศเขตร้อน โดยเฉพาะในสวนพฤกษศาสตร์

        เป็นพันธุ์ไม้นำมาจากประเทศคิวบา ศรีลังกาได้มาปลูก
ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๒๒  ส่วนประเทศไทยปลูกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นไม้ยืนต้น
ผลัดใบสูง ๑๕-๒๕ เมตร เปลือกสีน้ำตาลแตกเป็นร่องและเป็นสะเก็ด ใบเดี่ยว
ออกเวียนสลับตามปลายกิ่งรูปใบหอกกลับ กว้าง ๕-๘ ซม. ยาว ๑๕-๓๐ ซม.
ปลายแหลม โคนสอบ มน ขอบใบจักตื้นๆ

        ดอกช่อใหญ่ ยาว ออกตามโคนต้น ดอกสีชมพูอม
เหลืองและแดง กลิ่นหอมแรง ออกเป็นช่อใหญ่ตามลำต้น กลีบดอก ๔-๖ กลีบ
แข็ง หักง่าย เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕-๘ ซม. โคน
ของเกสรตัวผู้เชื่อมติดกันเป็นรูปโค้ง ผลกลม ใหญ่สะดุดตา ผลแห้งเปลือกแข็ง
ผิวสีน้ำตาลปนแดง เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๐-๒๐ ซม. ผลสุกมีกลิ่นเหม็น ภายใน
มีเมล็ดจำนวนมาก รูปไข่ ออกดอกเกือบตลอดปี ต้องการแสงแดดจัด ต้องการ
น้ำและความชื้นปานกลาง ขึ้นได้ดีในดินทุกประเภท
       
        ชาวลังกาถือว่าเป็นต้นไม้มงคลในพระพุทธศาสนา  เห็น
ว่า  ดอกมีลักษณะสวยและมีกลิ่นหอม   จึงนำไปถวายพระ อีกทั้งนิยมปลูก
ภายในวัดมากกว่าตามอาคารบ้านเรือน

        (สาละลังกา ปัจจุบันปลูกอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร
วัดพระนอนจักรสีห์ สิงห์บุรี และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เป็นต้น) 




(สาละลังกาที่วัดบวรนิเวศวิหาร)






(สาละลังกาที่วัดพระนอนจักรสีห์  สิงห์บุรี)


    ปรากฏว่า  ตามวัดสำคัญต่าง ๆ  โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และต่าง
จังหวัด  ได้นำสาละไปปลูก  แต่ส่วนมากจะเป็นสาละลังกา   อาจจะเกิด
ความเข้าใจผิดและสับสนก็เป็นได้ 

   

    ๒.  เมื่อพระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน    เมื่อพระพุทธเจ้า
พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์สาวก เสด็จถึงเขตเมืองกุสินาราของมัลละกษัตริย์ 
ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญวดี พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยมาก จึงมีรับสั่งให้พระอานนท์
ซึ่งเป็นองค์อุปัฏฐากปูลาดพระที่บรรทม โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือ
ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ แล้วพระองค์ก็ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ โดยพระปรัศว์
เบื้องขวา (นอนตะแคงขวาพระบาทซ้ายซ้อนทับพระบาทขวา) และแล้วเสด็จ
เข้าสู่พระปรินิพพาน
 

      สมัยก่อนคนไทยเข้าใจกันว่า ต้นสาละใหญ่เป็นต้นเดียวกับ ต้นรัง
ที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Shorea siamensis Miq.” และใช้ในความหมาย
เดียวกันในพุทธประวัติ เนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก ส่วนที่แตกต่างกัน
ที่เด่นชัดคือ ต้นสาละใหญ่มีใบแก่ที่ร่วงหล่นเป็นสีเหลือง เกสรเพศผู้จำนวน ๑๕
อัน เส้นแขนงใบย่อยมี ๑๐-๑๒ คู่ ผลมีเส้นปีก ๑๐-๑๒ เส้น มีขนสั้นรูปดาว
ปกคลุมประปราย ส่วนต้นรังใบแก่มีสีแดง เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก เส้นแขนงใบ
ย่อยมี ๑๔-๑๘ คู่ ผลมีเส้นที่ปีก ๗-๙ เส้น และไม่มีขนปกคลุม   (ภาษาละติน
ระบุว่า มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศไทย)


ที่มา  :  http://www.google.com/imgres?imgurl=http://www.dham
majak.net/gallery/albums/userpics/normal_%25B4%25CD%25A1%
25CA%25D2%25C5%25D0%25204.jpg&imgrefurl=http://www.
dhammajak.net/board/viewtopic.php%3Ft%3D12385&usg=__x2_7
-FdSOIaWgDxUxT9pOIfLHGA=&h=283&w=400&sz=27&hl=en&start
=5&sig2=p_lptuo8lCJnBE29XxflAQ&itbs=1&tbnid=yBN9zC2qwltbLM
:&tbnh=88&tbnw=124&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B8%25
AA%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0
%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%
25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B5%25
E0%25B8%25A2%26hl%3Den%26sa%3DG%26gbv%3D2%26tbs
%3Disch:1&ei=oHnIS7eTHIm0rAfMo_m7CQ   

 
    สมัยก่อน หนังสือพุทธประวัติรวมทั้งแบบเรียน แทบทุกเล่ม  จะระบุ
ว่าทรงประทับระหว่างต้นรังทั้งคู่   ซึ่งที่ถูกต้องจะต้องเป็นต้นสาละทั้งคู่   ทั้งนี้ 
อาจเป็นเพราะต้นสาละและตันรังมีความคล้ายคลึงกัน  จึงทำให้เกิดความเข้าใจ
ผิดเกิดขึ้นก็เป็นได้   ไม่ทราบว่าสมัยนี้ได้แก้ไขหมดแล้วหรือยัง
 


    หวังว่า  คงจะมีส่วนบ้าง  ในการช่วยประชาสัมพันธ์เพื่อให้เกิด
ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ "สาละ"  ต้นไม้สำคัญในพุทธประวัติ  ที่
พุทธศาสนิกชนทุกท่านควรทราบ


*+*+*
ภาพจากอินเตอร์เน็ต -  ขอขอบคุณ

 

online

 

โดย สุรศักดิ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net