วันที่ พุธ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...ในที่สุดเรื่องเศร้า...ก็อุบัติ...


ไม่อยู่บ้านเสียหลายวัน  มีโอกาสว่างแวะมาเช็คดูก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นอยู่บ้าง
เพราะยังมีมิตรจำนวนหนึ่งแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนผู้เขียนอยู่เป็นประจำ
แม้จะวันละสิบยี่สิบคนก็ถือว่า  เป็นเกียรติแก่ผู้เขียนอย่างยิ่งแล้ว

ท่านมวลมิตรทั้งหลาย...
ในเดือนเมษายนปีนี้ ผู้เขียนมีทั้งเรื่องสุขใจและเรื่องเศร้า
อากาศที่ร้อนระอุมากกว่าความเย็นในยามค่ำคืน
ทำให้ชีวิตประจำวันของผู้คนดูกระวนกระวายและหลับไม่สู้จะสบายนัก

ปลายเดือนมีนาคม เดินทางไปร่วมงานทำบุญอายุวัฒนมงคลหลวงพ่อที่เคารพนับถือรูปหนึ่งทางอีสาน
อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี  เสร็จจากงานนั้นแล้ว ผู้เขียนเดินทางต่อไปจังหวัดปทุมธานี คลอง ๑๑
อยู่แถวคลอง ๑๑ เพื่อช่วยงานครูบาจารย์ที่เคารพนับถือกันประมาณ ๑๐ วันก็อำลากลับไปหาแม่และพ่อที่บ้าน

อยู่บ้านได้วันสองวันก็ต้องหลบร้อนที่บ้านแม่(ที่สุรินทร์)ไปร้อนอย่างแรงที่แถวริมโขงของอำเภอนาตาล จ.อุบลฯ
เพราะการชักชวนของพี่ชายที่นับถือกันคนหนึ่ง ชวนกันไปหาน้องชาย
ซึ่งกำลังมีชีวิตหอมในด้านการเขียนคนหนึ่งที่อ.วารินชำราบ แล้วก็ยกครอบครัวกันไปไหว้พระทำบุญตามวัดแถวริมโขง
วันที่ ๑๕ เมษายน ก็เดินทางกลับมาที่บ้านของแม่อีกครั้ง
ความจริงตลอดเวลาที่อยู่บ้านก็แวะไปดูยายอยู่เรื่อยๆ

วันที่ ๑๖ ตอนเช้า ผู้เขียนทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านของแม่
ตอนเย็นก็เดินทางไปที่บ้านของยาย
เย็นวันนั้น ไม่รู้ว่าทำไม....อยู่ๆ ผู้เขียนก็มีอาการง่วงผิดปกติ คือ ง่วงแต่หัวค่ำ ประมาณว่า อยู่ๆ ก็ง่วง
หาวแล้วหาวอีก ไม่แค่สามหาวเท่านั้น แต่ว่า หลายหาวเลยทีเดียว หาวจนทนไม่ไหว
ก่อนเดินกลับไปนอนที่บ้านแม่ ก็เข้าไปนั่งดูยาย ซึ่งร่างกายซูบผอมลงไปมากจนแทบจะกล่าวได้ว่า
"หนังหุ้มกระดูก"   นั่งดูอยู่ประมาณเกือบ ๑๐ นาที ก็ลุกออกไปนั่งคุยกับลูกสาวของน้าชาย

อยู่ๆก็มองเห็นแม่และพี่สาวของแม่ (ป้าของผู้เขียนเอง) เดินถือผ้าห่มหนึ่งมาด้วย
พอถามแม่ก็บอกว่า "วันนี้ แม่จะมานอนกับยาย"

ประมาณ ๒ ทุ่ม ผู้เขียนก็เดินไปนอนที่บ้านแม่ ห่างจากบ้านยายไปประมาณ ๑๐๐ กว่าเมตรได้
ด้วยความที่ง่วงจัดมากผิดปกติกว่าวันที่ผ่านๆมา ผู้เขียนหลับไปอย่างรวดเร็ว
หลับไปได้สองชั่วโมง  ก็ต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงเรียกของน้าชาย(น้องชายแม่)อีกคนหนึ่ง
มาบอกว่า "ยายหมดลมหายใจแล้วนะ"  พอได้ยินก็ครวญในใจว่า "โอ...อนิจจัง อนิจจา..หนอชีวิต"

พวกเราต้องไปนิมนต์พระทั้งกลางดึกนั่นแหละ ประมาณเกือบห้าทุ่ม ให้พระสวดมาติกาบังสุกุลไปจบหนึ่ง
จากนั้น น้าๆ และลุงป้าทั้งหลายก็ช่วยกันเตรียมการจัดงาน
ผู้เขียนก็เรียกประชุมญาติทั้งหมดเตรียมงานกัน
เป็นอันว่า คืนนั้น ไม่มีใครได้หลับกันเลย นอกจากผู้เขียนคนเดียว

แม้จะทราบดีว่า ชีวิตคนเราต้องมีการพลัดพรากจากกันไม่วันใดก็วันหนึ่ง  แต่ก็อดใจหายไม่ได้....
พวกเราเหล่าลูกหลานตกลงจัดงานบำเพ็ญกุศลอุทิศให้ยายเป็นเวลา ๓ วันก็ออกศพ
เพิ่งเผาไปเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ที่ผ่านมานี่เอง แต่งานเสร็จจริงๆ ก็วันที่ ๒๐ เมษายน
มีญาติทั้งทางใกล้และทางไกลของยายมาร่วมงานพอสมควร

ชีวิตคนเราเปรียบได้กับละคร
ทุกคนมีบทต้องแสดงไปลีลากรรมของแต่ละคน
ฉากสุดท้ายของยาย ยายแสดงเป็นคนไข้หนักด้วยโรคชรา
ยายแสดงเป็นคนไข้ต้องเข้าโรงพยาบาลไปนอนพักรักษาตัวอยู่นานนับเดือนทีเดียว
และสุดท้าย.....ฉากชีวิตของยายฉากสุดท้ายก็ถูกปิดลงไปอย่างสงบ ท่ามกลางความอาลัยรักอย่างที่สุด
ของคนที่แสดงเป็นลูกหลานญาติมิตรที่รู้จักมักคุ้น

กล่าวโดยที่สุด แม้แต่ร่างอันไร้วิญญาณของยายก็ได้เป็นอุปกรณ์สอนธรรมะให้แก่ลูกหลานญาติมิตรด้วยเหมือนกัน
คือ...สอนให้รู้ว่า   ชีวิตที่มีอยู่อย่าประมาทนะ  หมั่นทำความดีให้มาก ให้คุ้มค่า
ก่อนที่ธรรมชาติจะเรียกกลับคืนไปหมด เมื่อถึงเวลา

ชีวิตมนุษย์คล้ายๆดอกไม้ที่ประดับหน้าศพ
มีติด ตูม บาน แล้วก็ร่วงโรย
แต่ก่อนจะร่วงโรยก็ยังมีคุณค่า ให้คนเก็บไปบูชาพระและมอบให้กัน หรือจัดประดับอย่างที่ว่านั้น
เวลาในชีวิตช่วงที่ยังมีลมหายใจอยู่ จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่คนเราต้องตระหนักให้และใช้ให้คุ้มค่าที่สุด


เฮ้อ...เดือนนี้ทั้งเดือน จึงเป็นเดือนแห่งความเศร้าของตระกูลเรา
ลูกหลานพร้อมหน้ากันทำบุญ ทำการบูชาเพื่อยายอย่างเต็มความสามารถและกำลัง


ความจริงว่าจะเขียนแค่นิดๆหน่อยๆ บอกข่าวเท่านั้น
แต่เขียนไปเขียนมาก็ยาวเหมือนเดิม

ผู้อ่านทุกท่านคงไม่ว่ากันนะ....ขอให้ได้ระบายบ้างเถอะเก็บไว้มาหลายวันแล้ว
และขอระบายเพียงเท่านี้แหละ.....


อากาศร้อน น้ำตาของคนบางทีก็ร้อนเหมือนกัน

สุขสันต์ใกล้วันสิ้นเดือนนะท่านทั้งหลาย....


.....มนพล.....


๒๑  เมษายน  ๒๕๕๓


โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net