วันที่ ศุกร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถล่มM79สีลม"ตร.มะเขือเทศ"ช่วยรัฐแก้"ม็อบ"อย่างไรบ้าง..?


         เหตุการณ์สด ๆร้อน ๆ บริเวณแยกศาลาแดงเกิดขึ้น 2 วันติดๆ กลุ่มที่ใช้ชื่อว่า "สีลม" ยั่วยุกันไปกันมากับกลุ่ม"เสื้อแดง" เกิดการปะทะกันตั้งแต่คารม ขวด ระเบิดเพลิง ไปจนถึงอาวุธสงคราม เอ็ม 79 เจ็บเกือบ 100 คน เสียชีวิตไป 1 คน 

        เชื่อหรือไม่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจไม่ได้แสดงบทบาทอะไรมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการห้ามปรามของทั้งสองฝ่าย ทำหน้าที่ยืนดูแต่ละฝ่ายปะทะกันเท่านั้น

        คงไม่แปลกที่ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีต อ.ตร. ออกมาสวดยับถึงความไม่เหมาะสมถึงการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมกันนี้ยังมีคำว่าตำรวจ"มะเขือเทศ" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และยังมีเรื่องไม่ทำงานปล่อย “เกียร์ว่าง”จึงไม่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายกันอย่างจริงๆจังๆ

         การทำงานของตำรวจในลักษณะ "เกียร์ว่าง" กับเหตุการณ์เช่นนี้ ได้กลายเป็นกระแสข่าวลือว่า อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง ของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.ก็เป็นไปได้ เพราะเมินเฉยกับสถานการณ์หลายๆ ประเด็น

         ”ไม่จับกุม 24 แกนนำ” ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ บิ๊กตำรวจนครบาลคนสนิทของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่ง พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เคยยืนประจันหน้ากันไม่เคยขยับเข้าจับกุมเลยแม้แต่คนเดียว

          ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะจับกุมก็ยังไปปฏิบัติหน้าที่แบบงามหน้า พลาดท่าเสียฟอร์มให้กลุ่ม “เสื้อแดง”ปิดล้อม ค้ำคอ จนลูกน้องต้องหิ้วปีกออกมาอย่างหน้าอับอายไปเสียอีก

               “จับมือระเบิดไม่เคยได้” เหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นป่วนกรุงเทพฯมากกว่า 20 ครั้ง ประชาชน ตำรวจ ทหาร บาดเจ็บเฉียดตายจำนวนมากเช่นกัน บางครั้งคนร้ายทิ้งหลักฐานไว้มากมาย ก็ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนัก

          จะเห็นได้จากเหตุการณ์คนร้ายใช้เครื่องยิงระเบิด RPG ยิงถล่มเข้าไปที่กระทรวงกลาโหม คนร้ายได้ทิ้งหลักฐานไว้หลายอย่างด้วยกัน รถกระบะ เสื้อผ้า และอาวุธอีกหลายชนิด ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ ทำให้คนร้ายเหิมเกริมเย้ยผู้รักษากฎหมายได้เกือบทุกวัน

               “ตร.เกียร์ว่างเมิน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” การประกาศภาวะฉุกเฉินนั้น ตำรวจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กันเกือบทั้งนั้น ไม่เคยเอาจริง เอาจัง กันเลย โดยเฉพาะการห้ามชุมนุมกันเกิน 5 คน ตำรวจก็ยังปล่อยให้มีการชุมนุมกันได้เป็นหมื่นๆ คน ตลอดเวลา

                “ล้มเหลวในการสกัดกั้น” ในระยะเริ่มต้นของการชุมนุมนั้น ได้มีการประกาศห้ามรถกระบะบรรทุกคนเข้ามาในกทม. รัฐบาลพยายามให้ตำรวจเข้มงวดกับรถที่เป็นทะเบียนต่างจังหวัด หากจำเป็นต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ จริงๆ จะต้องไปทำเรื่องขออนุญาตการเดินทางจากข้าราชการฝ่ายปกครองหรือที่อำเภอ ต่อมาได้อะลุ่มอล่วย ให้แต่ละด่านตรวจของตำรวจ สามารถออกใบเบิกทางได้

          แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงๆ ปรากฏว่า “ตำรวจ”ไม่เคยสกัดกั้น ตามที่รัฐบาลได้ประกาศไว้เลยรถต่างจังหวัดก็เข้า-ออก กทม.เย้ยการทำงานของตำรวจ ต่อขบวนประท้วงกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งหัว ทั้งหาง ไม่เคยกระดิกตามรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”แม้แต่อย่างใด

               “ไม่กล้าสลายม็อบ” นับตั้งแต่ “เสื้อแดง”รวมตัวการเป็นม็อบชุมนุมกันตั้งแต่เริ่มต้น บทบาทสำคัญในคงหนีไม่พ้นตำรวจ เพราะในห้วงเวลาดังกล่าว มีการกระทำความผิดกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของรัฐ กีดขวางจราจร การใช้เครื่องขยายเสียงรวมถึงแกนนำบางคนมีความผิดติดตัวอยู่แล้ว การทำงานของตำรวจไม่มีการ “ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” ยังปล่อยปะละเลยจนกลายเป็นเรื่องบานปลายชุมนุมไล่รัฐบาลกันได้จนถึงทุกวันนี้

                “มีเบาะแสก็ไม่กล้าจับชายไอ้โม่งดำ” เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา มีการทำผิดกฎหมายกันมากมาย หนักที่สุดเห็นจะเป็นการขนอาวุธสงครามหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เอ็ม 16 อาร์ก้า เอ็ม 79 และระเบิดเอ็ม 67 ออกมาถล่มทหารท่ามกลางที่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินเย้ยตำรวจกันได้ แสดงให้เห็นว่า การป้องปรามของตำรวจเกิดความล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด

           นอกจากชายสวมชุดดำคลุมไอ้โม่งมีภาพปรากฏให้เห็นชัดเจนตำรวจก็ไม่สามารถทำอะไรได้เมื่อผู้สื่อข่าวนำภาพนี้ไปให้พร้อมกับหาชื่อผู้ต้องสงสัยรายนี้ไปให้ตำรวจนครบาลก็อ้างว่าขอสืบสวนเพื่อรวบรวมหลักฐานเสียก่อน

           ความล้มเหลวทั้งหมดรัฐบาลย่อมรู้ดีว่าหากปล่อยไว้ มีแต่จะส่งผลเสียให้แก่รัฐบาลมากขึ้น จึงต้องนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดมอบหมายให้ DS Iกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับหน้าที่ดำเนินการหาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ แต่ทั้งนี้ก่อนที่จะโอนคดีดังกล่าวให้กับ DSI นั้น พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ยังออกมาบอกว่าตำรวจทำคดีคืบหน้าไปได้ 50 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว

           ความบกพร่อง ละเลยต่อการทำหน้าที่ จะโทษว่าตำรวจชั้นผู้น้อยไม่สนใจเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะแม้กระทั่งตำรวจชั้นผู้ใหญ่เองก็ไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะหากช่วยเหลืออะไรก็ไปก็มีแต่"เสียกับเสีย" ในเมื่อยังไม่มีใครรู้ว่า ฝ่ายไหนจะขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หากเลือกผิดข้างเท่ากับหมดอนาคตเช่นกัน

           เรื่องนี้ถ้าหากจะเอาจริงตามข้อกฎหมาย ก็คงจะสามารถดำเนินคดีตำรวจได้ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการเอาจริงตามกฎหมายหรือไม่นั้นเอง

//////////////////

โดย ปรีชา

 

กลับไปที่ www.oknation.net