วันที่ ศุกร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวัติหลวงพ่อปลื้ม วัดสวนหงส์ บางปลาม้า สุพรรณบุรี (๑๑)


ให้กำลังใจแก่พระเณรในการทำงานวัด

ประมาณปี พ.ศ.๒๕๓๘ หลวงพ่อเกณฑ์พระเณรไปพัฒนาทำความสะอาดบริเวณสุขาเก่าที่อยู่ตรงข้ามกับเมรุ และอีกครั้งให้พระเณรขุดลอกบ่อริมแม่น้ำตรงหน้าศาลาการเปรียญ ทั้งสองครั้งที่ข้าพเจ้าเห็น หลวงพ่อจะนั่งดู ยืนดู ให้กำลังใจแก่พระเณรที่ทำงาน จนงานเสร็จเรียบร้อย พระเณรแยกย้ายกันไปหมดแล้ว ท่านจึงจะกลับขึ้นกุฏิ แต่ละครั้งใช้เวลาไม่ใช่น้อย สองถึงสามชั่วโมง ครั้งทำความสะอาดสุขาเก่านั้น ลงพัฒนากันตั้งแต่บ่ายโมงกว่า ๆ เรียบร้อยประมาณสามโมงเย็น ขณะนั้นหลวงพ่อมีอายุได้ ๘๘ ปี

ใส่ใจในความทุกข์ของศิษย์

โดยปกติแล้ว คนทั่วไปจะเห็นหลวงพ่อเหมือนพระสูงอายุที่มีสุขภาพไปตามวัย หลวงพ่อจะดูเหนื่อย ไม่พูด ไม่คุย ไม่ทัก อยู่กับความนิ่งเฉยเสียเป็นส่วนใหญ่ จนบางครั้งศิษย์ที่ใกล้ชิดก็เกือบจะคิดเหมือนเช่นนั้น หากแต่ว่า ในยามใดที่ศิษย์มีเรื่องทุกข์ใจมาก ๆ ชนิดที่ว่าจะทนไม่ไหวแล้ว แม้จะไม่เอ่ยปากบอกหลวงพ่อ แต่วันนั้น หลวงพ่อจะเปลี่ยนแปลงไปจากปกตินั้น ดูแจ่มใส แข็งแรง พูดคุยทักทาย จนเป็นโอกาสเปิดให้ศิษย์คนนั้นได้ระบายความทุกข์ให้หลวงพ่อฟัง แล้วหลวงพ่อจะให้สติให้คำสอน เพื่อเป็นแนวทางแก่ศิษย์คนนั้น หากแม้ว่าเรื่องทุกข์ใจของศิษย์คนนั้น เป็นเรื่องที่เขาไม่ต้องการให้ผู้อื่นล่วงรู้ ในวันนั้นจะไม่มีศิษย์อื่นเลย หรือถ้ามี ศิษย์เหล่านั้นก็จะไปอยู่ที่อื่น เช่น นอกกุฏิหลวงพ่อ ในโบสถ์ ฯลฯ

ความประหยัด ความละเอียด ความรอบคอบ การตรวจตราบริเวณวัด

โดยปกติหลวงพ่อจะออกเดินตรวจตราบริเวณวัด วันละประมาณสองครั้ง เป็นกิจที่หลวงพ่อเอาใจใส่ดูแลทุกอย่างในวัด โดยออกเดินไปรอบ ๆ บริเวณวัด เมื่อเห็นสิ่งใดผิดปกติ หรือไม่เรียบร้อย ก็ดำเนินการแก้ไขทันที หรือบางครั้งก็จะออกเดินสำรวจรอบนอกใกล้ ๆ วัด เมื่อเริ่มอาพาธก็จะลดลงเหลือวันละครั้ง พระอุปัฏฐากจะเข็นรถพาหลวงพ่อไปรอบ ๆ วัดในตอนเย็นหลังจากที่หลวงพ่อไปไหว้พระที่โบสถ์และไหว้รอยพระพุทธบาทที่มณฑป จึงเป็นโอกาสที่หลวงพ่อได้ตรวจตราดูรอบ ๆ บริเวณวัดไปในตัว

วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๘ ข้าพเจ้าไปวัด ขณะนั้นหลวงพ่อเดินอยู่ตรงบริเวณถนนหลังวัด (คือถนนหน้าวัดในปัจจุบัน) เมื่อหลวงพ่อกลับมาก็เล่าให้ฟังว่า... หลวงพ่อเดินไปดูท้ายวัด ถามข่าวคราวคนอยู่ท้ายวัดบ้าง เห็นหมานอนกันเกลื่อนกลาด ถ้าเป็นอีสานหรือทางเหนือ ไม่มีเหลือ ถ้าพวกนั้นมาเห็นละน้ำลายหก นี่ ! บุญนำมาให้เกิด

และอีกครั้งหนึ่ง ประมาณปี พ.ศ.๒๕๔๑-๒๕๔๒ หลวงพ่อไปเห็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มพระพุทธรูปบนเจดีย์อัฐิหลวงพ่อแก้วใหญ่หลังโบสถ์หายไป ๑ องค์ ท่านสั่งให้พระอุปัฏฐากเข็นรถกลับมาที่หอสวดมนต์ ขึ้นไปเลือกพระพุทธรูปถือมาด้วยตัวเอง แล้วนำไปประดิษฐานแทนองค์เดิมที่หายไปทันที

ประมาณต้นปี พ.ศ.๒๕๔๓ พระอุปัฏฐากเข็นรถหลวงพ่อไปทางร้านก๋วยเตี๋ยว เดิมมีบ้านที่เช่าที่วัดหมดสัญญาเช่า และทำสัญญากับทางวัดว่าจะรื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ.๒๕๔๓ ยังคงเหลืออีกสามหลังคาเรือน ในวันนั้น มีหลังหนึ่งที่เพิ่งรื้อถอนไปเสร็จไปใหม่ ๆ หลวงพ่อบอกให้พระอุปัฏฐากหยุดรถดูอยู่นาน พอดีมีโยมผู้หญิงที่พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังที่ยังไม่ได้รื้อถอนเดินกลับมาจากตลาด เขานมัสการถึงเจ้าของบ้านหลังที่รื้อถอนไปว่าชื่ออะไร รื้อถอนไปอยู่ที่ไหน จบแล้ว จึงนมัสการหลวงพ่อต่อไปว่า... ของฉัน ซื้อที่ไว้แล้ว แต่เศรษฐกิจไม่ดี ยังมีเงินไม่พอ จะรื้อถอนในตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้ คงต้องขอผัดไปก่อน หลวงพ่อตอบไปทันทีว่า... ผัดผ่อนกันได้

ครั้งหนึ่ง กำลังมีการซ่อมแซมกุฏิพระ มีเศษไม้ทิ้งไว้เกะกะ หลวงพ่อเดินไปเห็นเข้า จึงสั่งพระเณรให้ช่วยกันเก็บมารวม ๆ กันให้เป็นที่ แล้วบอกว่า... เพื่อให้ช่างมาเลือกไปใช้ได้ แม้แต่เสาเก่า ๆ ท่านก็จะบอกว่า... ถ้าสั้นไปก็เอามาต่อกันให้ยาวได้ ในบางครั้งที่ท่านเห็นอะไรรกเกะกะไม่เรียบร้อย ก็จะเรียกพระเณรมาช่วยกันดูแลเก็บงำให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วสอนว่า... ที่เหละหละนั้น หายได้เพราะความเรียบร้อย

ข้าพเจ้าเคยเห็นต้นมะกรูดหลายต้นในวัด ที่เมรุ ข้างศาลาการเปรียญ ข้ากุฏิหลวงพ่อ ปัจจุบัน (พ.ศ.๒๕๔๕) เหลือที่เมรุแห่งเดียว นอกนั้นตายหมดเมื่อครั้งน้ำท่วมในปี พ.ศ.๒๕๓๗ และ พ.ศ.๒๕๓๘ ข้าพเจ้าไม่เคยใส่ใจมากนัก วันหนึ่งข้าพเจ้าเห็นใบมะกรูดวางอยู่ที่หน้าพระบนกุฏิหลวงพ่อ จึงนมัสการถาม หลวงพ่อตอบว่า... หลวงพ่อปลูกไว้ตรงโน้น (ชี้ไปที่ศาลาการเปรียญ) สองต้น ตรงเมรุอีกหลายต้น สองสามต้น เผื่อคนเสียใจเป็นลม จะได้เด็ดใบขยี้ดม

ต้นการะเวกที่ขึ้นปกคลุมยาวตลอดแนวหลังคาห้องสุขา เป็นภาพที่ข้าพเจ้าเห็นจำเจติดตา แต่ก็ไม่เคยเห็นความสำคัญหรือความจำเป็นที่มันจะต้องมาอยู่ตรงนั้นเลย มันก็แค่ต้นไม้ธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง

จนกระทั่งหลวงพ่ออาพาธ และหลังจากนั้น เวลาที่พระอุปัฏฐากพาหลวงพ่อไปไหว้พระในทุก ๆ เย็น ข้าพเจ้าสังเกตเห็นเณรเก็บดอกการะเวกมาวางไว้ที่ฝาโอ่งน้ำมนต์ ประมาณ ๓-๔ ดอก เพื่อถวายให้หลวงพ่อนำไปไหว้พระที่ในโบสถ์ มณฑป และในกุฏิ ข้าพเจ้าจึงเริ่มคุ้นเคยกับดอกการะเวกมากขึ้น เพราะวันใดที่เณรยังไม่เก็บดอกการะเวกมาวางไว้ที่ฝาโอ่งน้ำมนต์ ข้าพเจ้าก็จะทำหน้าที่นั้นแทน

เมื่อหลวงพ่อละสังขารไปแล้ว ข้าพเจ้ามาทบทวนเรื่องต้นมะกรูด จึงพิจารณาถึงเหตุที่หลวงพ่อปลูกต้นการะเวกคลุมทับหลังคาห้องสุขาไว้ได้ว่า ดอกการะเวกจะส่งกลิ่นหอมในตอนเย็น ยิ่งมีดอกมากกลิ่นหอมก็จะอบอวลไปทั่ว ผู้ที่มากราบหลวงพ่อในตอนเย็นส่วนมากจะอดใจไม่ได้ ต้องแวะเวียนไปใกล้ ๆ เพื่อดมกลิ่น หรือบางคนก็ขออนุญาตเด็ดมาดม ความแยบคายละเอียดลออของหลวงพ่อก็ตรงที่ ห้องสุขาในเวลาเย็นนั้นกลิ่นจะฉุนรบกวนจมูก เพื่อดับกลิ่นนี้ ต้นการะเวกจึงต้องเจาะจงมาปกคลุมอยู่ตลอดแนวหลังคาห้องสุขา

ในปี พ.ศ.๒๕๓๘ น้ำท่วมมาก เมื่อน้ำเริ่มลดลงจนระดับน้ำเรี่ย ๆ จะเสมอกับพื้นดิน หลวงพ่อให้เณรปังไปวัดความลึกของแอ่งน้ำท้ายวัด เณรปังใช้ไม้ไผ่วัดระดับน้ำแล้วนำไม้ไผ่นั้นมาถวายให้หลวงพ่อดู ถึงระดับความลึกของแอ่งน้ำนั้น ข้าพเจ้ากราบลากลับบ้านก่อน เหตุการณ์หลังจากนั้นข้าพเจ้าไม่ทราบและไม่ได้ติดตามถามเรื่องราว แต่ภายหลังข้าพเจ้าทราบจากพระชาติว่า... หลวงพ่อให้พระเณรขนถุงทรายที่ทำเป็นคันกั้นน้ำที่ถนนหน้าโบสถ์มาทิ้งลงไปในแอ่งน้ำนั้น เพื่อให้ปลาหรือสัตว์น้ำที่ยังตกค้างอยู่ในแอ่ง รู้สึกตัว ขยับตัวเองให้สูงขึ้นมา จะได้ลอยตัวขึ้นมาพ้นจากแอ่งน้ำ ออกสู่แม่น้ำไปได้ ไม่ต้องตกคลักตายอยู่ในแอ่งน้ำนั้น

ดิฉันขอฝากประวัติหลวงพ่อปลื้มไว้
เพื่อผู้ที่สนใจและสะสมวัตถุมงคลของหลวงพ่อ
จะได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในส่วนประวัติของท่าน
นอกเหนือจากความเป็นเกจิอาจารย์ที่ผู้คนภายนอกมองเห็น
ในส่วนภายในที่แท้จริงของหลวงพ่อนั้น
ท่านเป็นครูกรรมฐานที่เสียสละและทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิต
ให้กับการอบรมสั่งสอนกรรมฐาน

ประวัติของหลวงพ่อที่นำมาเผยแพร่นี้
รับฟังมาจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อ  ญาติ  ศิษย์  และผู้ที่เคยรู้จักหลวงพ่อ
เมื่อเรียบเรียงแล้วได้นำไปอ่านถวายท่าน
เพื่อป้องกันความผิดพลาดและไขว้เขวของเนื้อความ

เรียนท่านผู้อ่านมาด้วยความเคารพ
ผู้เรียบเรียง

โดย อักษราภรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net