วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...เบื้องหลังความขัดแย้ง...


...ชาติมีพลัง เพราะคนในชาติมีความสามัคคี

ชาติอ่อนกำลัง เพราะคนในชาติขาดความสามัคคี...


ดูเหมือนว่า....
ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนสองสามกลุ่ม(ใหญ๋)ในบ้านเรา
จะเป็นผลให้อะไรๆ ในบ้านเมืองเราทำท่าว่า "มีอาการน่าเป็นห่วง" เพิ่มขึ้นไปอีก
เช่น เศรษฐกิจของชาติ ก็มีทีท่าน่าเป็นห่วงเพิ่มขึ้น เมื่อต่างชาติไม่ค่อยเชื่อถือ
สวัสดิภาพของประชาชน ก็มีทีท่าว่าอยู่ในภาวะเสี่ยงเมื่อผ่านเข้าเมืองกรุง เป็นต้น
เอาเป็นว่า มีหลายอย่างด้วยกันที่มีผลกระทบมาจากความขัดแย้ง
ในภาพรวมที่สำคัญที่สุดก็คือ หากสถานการณ์ยังคงอยู่เช่นนี้ต่อไป
ชาติเราเมืองเราจะถูกมองว่า "ขาดความสามัคคี"
อาการขาดความสามัคคีนี้ถือเป็น "จุดอ่อน" ที่สำคัญยิ่งอย่างยิ่งในแง่ยุทธศาสตร์
และหากจุดอ่อนที่ว่านี้ "ทรงตัว" อยู่นานๆ
ไม่ได้รับการ "อุด" หรือ "ทำให้เป็นจุดแข็ง"เสีย
ก็จะกลายเป็น "โอกาส" ให้บรรดาเสือหิวทั้งหลาย
ที่ซุ่มอยู่บนภูผาดูพยัคฆากัดกันมานมนาน
วางแผนและลงมือ "ทะลวง" ตรงจุดอ่อนนี้
เพื่อทำลายหรือข่มขู่ บังคับ หรือไม่ก็ปล้นชิง เอา "สมบัติ" ชาติไปครอบครอง


ในอดีตกาลประมาณเกือบสามพันปีมาแล้ว
ได้เคยเกิดกรณี "แตกความสามัคคี" ขึ้นที่เมืองไพศาลี
มีการปกครองบ้านเมืองคล้ายระบอบประชาธิปไตย  
มีรัฐสภาเพื่อปรึกษาหารือราชการแผ่นดินเช่นสมัยปัจจุบัน
นักปราชญ์เรียกการปกครองของเมืองไพศาลีนี้ว่า "ระบอบสามัคคีธรรม"
เพราะว่า คนทั้งเมืองสามัคคีกันอย่างยิ่ง
จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อ "วัสสการพราหมณ์" ปุโรหิตของแคว้นมคธ
ซึ่งปกครองโดยพระเจ้าอชาตศัตรู ได้ถวายอุบายทำลายล้างแควันวัชชี
โดยการใช้แผน "เจ็บตัว" เอาตนเองเป็นสะพาน
และเป็นไส้ศึกเข้าไปแทรกแซงการบ้านการเมืองของ "ไพศาลี"
แผนยุยงให้แตกแยกกันของวัสสการพราหมณ์ ได้ผลอย่างดีในเวลาต่อมา

เมื่อความสามัคคีของผู้ปกครองบ้านเมืองซึ่งแต่เดิมรักษาไว้ได้มาช้านาน
ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือ "คนเจ้าเล่ห์" คนหนึ่ง
เมืองไพศาลีก็ถึงกาลอวสาน ถึงคราวที่ทหารเข้าสู่สนามรบ
ทหารไม่สามัคคีกัน นักการเมืองก็ไม่สามัคคีกัน ประชาชนก็ไม่สามัคคีกัน
ผลสุดท้าย... บ้านเมืองก็ถูกต่างชาติยึดไปครอง
เสือหิวในขณะนั้นคือ "แคว้นมคธ" จึงได้ชัยชนะ
และได้เมืองไพศาลีไปครองในที่สุด

ท่านทั้งหลายมองเห็นหรือยังว่า "ความสามัคคี" ในชาตินั้นสำคัญยิ่งเพียงใด ?

โอ...ดูสิ เขียนไปเขียนมายาวอีกแล้ว โดยที่ยังได้บอกเลยว่า
"เบื้องหลังความขัดแย้ง" คืออะไร ?

ชาติเราขณะนี้ แม้จะมีกลุ่มเกิดขัดแย้งกันขึ้นก็จริง
แต่ประชาชนในชาติที่อยู่ภายนอกเมืองกรุงยังไม่ได้ลงไม้ลงมือกัน
ที่ออกข่าวลงมือกันก็มีเฉพาะในเมืองเท่านั้น
แต่เพียงเท่านี้ก็ "น่าอนาถใจ" ยิ่งแล้ว ที่คนในชาติต้องทำร้ายกันเอง
แทนที่จะเก็บกำลังนั้นไว้ ต่อสู้อริศัตรูที่รุกร้ำอธิปไตยของชาติเรา

สถานการณ์ความขัดแย้งในขณะนี้เกิดขึ้นในใจของชนชั้นผู้นำไม่กี่คน
ต่อมาคนที่รักเคารพเชื่อถือในชนชั้นผู้นำนั้นก็คอยสนับสนุนผู้นำของตน
ทำให้เกิด "พลังคน" ในกลุ่มของตนเองขึ้น 
เราจึงมองเห็นภาพกลุ่มคนที่ขัดแย้งกันชัดเจนมากขึ้น

หากเราจะสาวให้ลึกซึ้งลงไปว่า อะไรคือเบื้องหลังความขัดแย้งเหล่านั้น
เราก็จะพบว่า แท้จริงแล้ว
ความขัดแย้งเกิดขึ้นเพราะอำนาจของธรรมชาติชนิดหนึ่งในใจมนุษย์
ภาษาในทางพระท่านเรียกธรรมชาตินั้นว่า "กิเลส"
แล้วกิเลสตัวไหนล่ะ ที่จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้งขึ้น
คำตอบก็คือ กิเลสสามตัวดังต่อไปนี้

๑. ตัณหา----  ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากครอบครอง
๒. มานะ------ความถือตัว ถือตน จมไม่ลง อวดตัว เบ่ง แข่งศักดิ์ศรี
๓. ทิฏฐิ-------ความเชื่อถือผิดๆ ถือความเห็นของตนเองว่าถูกต้องที่สุด
ไม่ฟังความเห็นของใคร

กิเลสทั้งสามตัวนี้แหละที่ทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่เจ้ากิเลสสามตัวนี้ "อุบัติ" ขึ้นในดวงจิตของมนุษย์ละก็
ความสับสนวุ่ยวายกำลังจะตามมาเรื่อยๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่า ลักษณะของมันเกิดในใจของคนในลักษณะต่างๆกันด้วยแล้ว
ความทะเลาะ ความอยากเอาชนะ อาการถอยไม่เป็น อาการตกลงกันไม่ได้
อาการใช้ความรุนแรงเข้าแก้ไขก็จะปรากฏให้เห็น

ที่ผู้คนบางกลุ่มมองเห็นค่าและความสำคัญของ "สันติวิธี"
และพยายามเรียกร้องให้นำส้นติวิธีนั้นมาใช้ ถือเป็นทางออกที่ควรทางหนึ่ง
สิ่งสำคัญก็คือ อับดับแรก เราต้องปราบตัณหา มานะ ทิฏฐิ ในใจให้ "สงบ" เสียก่อน
ถ้ายังปราบตัณหา มานะ ทิฏฐิ ในใจให้สงบไม่ได้
การเจรจาตกลงอะไรกันก็ยากที่จะทำความพอใจให้กันและกันได้
แต่เมื่อใดที่ทุกฝ่าย "สงบ" จากกิเลสสามตัวนี้ ใจจะเกิดบุญ(ความบริสุทธิ์ใจ)
เมื่อใจเกิดบุญ สติปัญญาจะมาด้วย และเป็นสติปัญญาที่ประกอบด้วยธรรม ไม่ใช่ "เฉโก" 
เมื่อสติปัญญาของทุกฝ่ายเกิดขึ้น การเจรจาก็ย่อมได้หนทางที่สร้างความพอใจได้เช่นกัน


ความจริงที่เสนอทัศนะนี้ไปก็เพียงแต่ "อยากพูดถึงบ้าง" เท่านั้น
เพราะไหนๆ ทัศนะเช่นนี้ ผู้มีปัญญาทั้งหลายเขาคิดกันได้มานานแล้วล่ะ
เพียงแต่ว่า "ข้อเสนอ" ของผู้มีปัญญาเหล่านั้น
ไม่ได้รับการสนใจใยดี หรือ ไม่ถูกนำไปใช้โดยกลุ่มคนที่กำลังขัดแย้งกันอยู่เท่านั้นเอง

เมื่อพวกเขาปล่อยให้ "ตัณหา มานะ ทิฏฐิ" ครอบครองใจต่อไป
ความขัดแย้งของพวกเขาก็ไม่มีจบสิ้นได้ง่ายๆ หรอก
พวกเราที่ไม่ได้ร่วมวงด้วยก็ได้แต่รอ รอ และรอ
รอวันที่ "ตัณหา มานะ ทิฏฐิ" ในใจของพวกเรา "อ่อนกำลังลง"
หรือ "สงบ" ลง  พูดง่ายๆ ก็คือ รอให้ใจของพวกเขาเกิด "บุญ"

เมื่อใจของพวกเขาเกิดบุญ
เมื่อนั้นชาติเราก็พ้นภัยอันเนื่องมาจากความขัดแย้งของคนในชาติ


ชาติที่เข้มแข็ง เป็นปึกแผ่น มั่นคงด้วยความสามัคคีของคนในชาติ
จึงเป็นชาติที่น่าเกรงขามของบรรดาเสือหิวทั้งหลาย
และเป็นชาติที่น่าเคารพ น่ายำเกรง น่ายกย่องของอารยประเทศทั้งหลาย


ถ้ารักชาติกันละก็ รักความสามัคคีกันนะ...พี่น้องทั้งหลาย

....มนพล    ชนสุรินทร์...


๒๕  เมษายน  ๒๕๕๓

 


ขอบคุณภาพจาก....  http://gotoknow.org/file/ganesh/thais.jpg

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net