วันที่ จันทร์ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“นครบาล” เผยกว่าเดือนแดงชุมนุม เกิดบึ้มทั่วประเทศ 69 ครั้ง


โฆษก บช.น.เผยตั้งแต่ต้น มี.ค.เกิดระเบิดทั่วประเทศ 69 ครั้ง ยิงเอ็ม 79 จำนวน 20 ครั้ง อาร์พีจี 3 ครั้ง และ เอ็ม 67 จำนวน 21 ครั้ง เน้นตำรวจ - ทหาร ทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ยัน ไม่มีปัญหา “ไพร่แดง” ถอดเสื้อเปลี่ยนสี ปรับยุทธวิธีรับมือไปตามสภาพ

พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกบช.น. 

โดย ทีมข่าวอาชญากรรม26 เมษายน 2553 13:45 น.

       
       วันนี้ (26 เม.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น.ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษ กบช.น.เปิดเผยถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ว่า ขณะนี้สถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมใน กทม.แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม นปช.และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มย่อย โดย นปช.ยึดพื้นที่ราชประสงค์เป็นหลักแล้วเคลื่อนขบวนไปพื้นที่ต่างๆ มีการระดมกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเพิ่มเติมกำลังจากต่างจังหวัดอีกบางส่วน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับต่างจังหวัดด้วย ระยะหลังยอดกลุ่มผู้ชุมนุมสูงสุดช่วงเวลาหลัง 21.00 น.ประมาณ 10,000 คนเศษ ซึ่งเป็นน่าสังเกตคือ เริ่มมีการแสดงตัวของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายให้การสนับสนุนในการต่อต้านการทำงานของเจ้าหน้าที่มากขึ้น และยกระดับการชุมนุมอย่างต่อเนื่องเปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนตัว หรือการแต่งกาย
       
       พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวอีกว่า การชุมนุมยาวนานกลุ่มผู้ชุมนุมก็เริ่มฝ่าผืนกฎหมายมากขึ้น ตำรวจและทหารทำงานยากขึ้น รวมทั้งมีหลายฝ่ายพยายามหาชนวนเหตุให้เกิดการปะทะกันในหลายพื้นที่ แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ว่ากลุ่มใดก็ตามถ้ากระทำผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่จะดำเนินการเหมือนกันหมดไม่มีละเว้น
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า กองกำลังไม่ทราบฝ่ายเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จับตาหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมายกับกำลังรวบรวมพยานหลักฐานภาพถ่าย และพยานบุคคล ถ้าสามารถออกหมายจับได้ก็ขอศาลอนุมัติ โดยบางส่วนฝ่ายสืบสวน และกองปราบปรามก็มีการติดตามอย่างใกล้ชิด
       
       “ส่วนกรณีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เช่น กลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มพิทักษ์สีลม และกลุ่มพันธมิตรฯ เป็นต้น ยังไม่กำหนดที่ตั้งการชุมนุมถาวรเคลื่อนย้ายจุดชุมนุมอยู่เรื่อยๆ ยกเว้นกลุ่มพิทักษ์สีลม ซึ่งก็มีการขยายฐานออกไปต่างจังหวัด เน้นกดดันให้ฝ่ายรัฐบาลดำเนินการคลี่คลายสถานการณ์โดยการกดดันการชุมนุมของนปช.ให้หมดไป ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีสถานการณ์แทรกซ้อนในการใช้อาวุธสงคราม วัตถุระเบิด ทั้งแบบขว้างและยิง รวมเหตุการณ์ทั้งหมดทั่วประเทศ 69 ครั้ง แบ่งเป็นระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 20 ครั้ง อาร์พีจี 3 ครั้ง ระเบิดมือเอ็ม 67 หรือ 26 จำนวน 21 ครั้ง ที่เหลือเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ล่าสุดเกิดขึ้นที่หน้าบ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ เป็นระเบิดแบบขว้าง ส่วนที่ บช.ภ.5 เป็นระเบิดแบบยิง” พล.ต.ต.ปิยะ กล่าว
       
       เน้นตำรวจ-ทหารทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น
       อย่างไรก็ตาม การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารนั้น พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ต้องเพิ่มมิติการทำงานแตกต่างออกไป ดังนี้ ศอฉ.ปรับการทำงานเน้นความใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างกองกำลังตำรวจ และทหาร โดยทั้งสองฝ่ายยังทำงานได้อย่างดียิ่ง โดยคืนวันที่ 25 เม.ย. ได้ให้กองกำลังของตำรวจบางส่วนไปปฏิบัติหน้าที่ขึ้นตรงกับศอฉ. เพื่อปฏิบัติร่วมกันในการคลี่คลายสถานการณ์โดยเน้นการใช้กำลังเป็นหมวดหมู่ อีกส่วนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่ศปก.น.ตามปกติ เน้นภารกิจดูแลรักษาสถานการณ์ในพื้นที่การชุมนุม สถานสำคัญต่างๆ และสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ โดยฝ่ายสืบสวนจะมีการออกหมายเพิ่มขึ้นอีกหลายราย เช่น แกนนำการ์ด หรือบุคคลที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
       
       ตร.วางกำลังเข้มงวดรับมือกลุ่มป่วน
       พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างจังหวัด กองกำลังเจ้าหน้าที่พิเศษของ บช.น. ประกอบกำลังเป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว 9 หมวด จำนวน 300 นาย รถจยย. 150 คัน มีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นหัวหน้าควบคุม พกพาอาวุธปืนประจำกาย วิทยุสื่อสาร กุญแจมือ เสื้อเกราะ พร้อมปฏิบัติหน้าที่ 24 ชั่วโมง ร่วมกับทหาร และสนธิกำลังร่วมกัน โดยได้เน้นการเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือบุคคลต้องสงสัยว่า จะเป็นผู้กระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน บุคคลที่ใช้รถจยย. หรือยานพาหนะ ก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือกระทำการยั่วยุ สร้างความปั่นป่วน ก่อให้เกิดความวุ่นวาย รบกวนกีดขวางเส้นทางสาธารณะ นำตัวส่งสน.พื้นที่ รวมรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และนำตัวไปควบคุมที่ บก.ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี
       
       ศปก.รับรายงานเหตุระเบิดป่วนเมืองรายวัน
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีรายงานเหตุระเบิดแจ้งมายัง ศปก.น.ดังนี้ เหตุแรกเวลา 04.00 น.วันที่ 26 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน ได้รับแจ้งจาก รปภ.ศูนย์โชว์รูมเบนซ์ ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม.จากการตรวจสอบ พบว่า เป็นระเบิดสังหารชนิดเค 75 จำนวน 2 ลูก คนร้ายได้ถอดสลักแล้วแต่ยังไม่ปลดเซฟตี้ที่สอง ระเบิดจึงยังไม่ทำงาน ซึ่งเจ้าหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิดเก็บของกลางดังกล่าวไปตรวจสอบ
       
       ส่วนอีกเหตุเวลา 06.50 น.วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สายตรวจสน.ปทุมวัน ตรวจสอบเหตุพบวัตถุคล้ายระเบิดอยู่บนถนนราชดำริ บริเวณหน้าร.พ.จุฬาลงกรณ์ จากการตรวจสอบเป็นยางในล้อรถจักรยานยนต์สีดำพันต่อกันเรื่อยๆ ลักษณะทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว มองดูคล้ายวัตถุระเบิด
       
       เมื่องผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุระเบิดทั้ง 2 ครั้งที่บ้านอดีตนายกฯ บรรหาร รายงานว่าเป็นกลุ่มเดียวกัน พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สรุปแต่สถานการณ์คล้ายคลึงกันกับที่เคยเกิด เช่น แผนประทุษกรรมเหมือนกัน แนวโน้มเป็นไปได้สูงน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนเหตุที่ สน.ปทุมวัน และ สน.มักกะสัน เป็นการก่อกวนสร้างสถานการณ์ ซึ่งคนร้ายอาจมากกว่า 1 กลุ่มก็ได้ ถามถึงคาดโทษหรือย้าย พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บก็แสดงว่ามีการดูแลปฏิบัติหน้าที่อยู่ แต่ก็ดูว่า ปฏิบัติหน้าที่หละหลวมหรือไม่
       
       ยัน ไม่หวั่น “ไพร่แดง” สกัดกำลัง ตร.เข้ากรุง
       ส่วนกรณีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ใน กทม.แต่ถูกกลุ่มเสื้อแดงสกัดไม่ให้เข้ามายังเขตกรุงเทพ ยังตกค้างอยู่ที่ จ.ปทุมธานี พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า มีตำรวจบางส่วนที่เข้ามาได้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถเดินทางกลับไปได้ จึงยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ซึ่งต้องทิ้งรถเอาไว้ โดยให้เจ้าหน้าที่บางส่วนดูแลรักษาทรัพย์สิน รวมทั้งต้องขนย้ายกำลังตำรวจ และหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นๆ
       
       ปรับยุทธวิธีรับมือม็อบถอดเสื้อสู้
       ส่วนกำลังที่ยังมาไม่ถึงก็ใช้กำลังเดิมไปก่อน แม้ว่าจะครบกำหนดพักแล้วก็รอจนกว่ากำลังใหม่จะมาถึงค่อยถอนกำลังออกไป ถามว่า กลุ่มนปช.ไม่ใส่เสื้อแดงตำรวจทำงานลำบากกว่าเดิม พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ปรับยุทธวิธีไปตามสภาพ สีเป็นขบวนการหนึ่งที่บอกฝ่ายชัดเจน หัวใจสำคัญในทำงาน คือ แยกแยะผู้ถืออาวุธกองกำลังที่ใช้ความรุนแรง กับผู้บริสุทธิ์เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย

โดย บิ๊กกัน191

 

กลับไปที่ www.oknation.net