วันที่ อังคาร เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...วิบากกรรมชักพาหรือชะตากลั่นแกล้ง...


มีหลักธรรมชุดหนึ่งในพุทธศาสนาสอนให้ชาวพุทธ
ใช้พิจารณาชีวิตอยู่เป็นประจำ ท่านเรียกหลักธรรมชุดนี้ว่า
"อภิณหปัจจเวกขณะ" แปลว่า "หลักธรรมที่ควรพิจารณาบ่อยๆ"
โดยย่อมี ๖ ประการด้วยกัน คือ

๑. เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะหนีความแก่ไปไม่พ้น
๒. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะหนีความเจ็บไข้ไปไม่ได้
๓. เรามีความตายเป็นธรรมดา จะหนีความตายไปไม่ได้
๔. เราต้องพลัดพรากจากของรัก,จากคนรัก,จากสิ่งที่ถูกอกถูกใจ หลีกไม่พ้นหรอก
๕. เรามีกรรมเป็นของๆตน, มีกรรมเป็นทายาท,มีกรรมเป็นกำเนิด, มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์,
มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
๖. เราจักกรรมอะไรไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมแน่นอน

นอกเหนือจากหลักในเรื่องข้างต้นนี้แล้ว พุทธศาสนายังสอนเรื่อง "ความเชื่อ"ไว้อีกว่า
๑. เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
๒. เชื่อในการกระทำหรือเชื่อกรรม
๓. เชื่อในผลของการกระทำหรือกรรมวิบาก
๔. เชื่อว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของๆตน


วันนี้ ที่ยกเอาหลักคำสอนเรื่องดังกล่าวมาเกริ่นนำก็เพราะว่า
พักนี้ได้ยินได้ฟังสถานีวิทยุเปิดเพลง แล้วก็ได้ดูเอ็มวีเพลงลูกทุ่งบางเพลงจากทีวี
ที่มีเนื้อหาเข้าทำนองเหมือนชื่อเรื่องที่ตั้งไว้นั้น คือ
"วิบากกรรมชักพาหรือชะตากลั่นแกล้ง"

เช่น เพลง "ชีวิตฉันขาดเธอไม่ได้" ของคุณจินตรา พูนลาภ,
เพลง "แอบรักคนมีแฟนผิดตรงไหน?" ของวงเอเซีย,
เพลง "แฟนเพื่อนบ่เหมือนแฟนเฮา" ของคุณแคท รัตติกาล เป็นต้น

เพลงเหล่านี้วันหนึ่งๆ มีผู้โทร.ไปขอฟังบ่อยมาก
ประมาณว่า ฟังแล้วโดนใจ หรือ คล้ายชีวิตของตนเองก็ไม่ทราบ

เนื้อหาเพลงดังกล่าว หากพิจารณาให้ซึ้งก็จะพบว่า
ผู้แต่งเพลง แต่งจากชีวิตจริงของผู้หญิงหลายคน
ที่ตกอยู่ในฐานะเหมือนที่เพลงกล่าวถึง
ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวนั้น หากมองจากมุมของศีลธรรมในศาสนา
แน่นอนว่า การไปแอบเป็นชู้กับสามีคนอื่นหรือภรรยาคนอื่น ผิดศีลข้อ ๓
อันนี้หมายถึงว่า ได้คบกันถึงขั้นได้เสียกันนะ
แต่ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแค่ "แอบมีใจ" อันนี้ก็เป็นบาป แต่ยังไม่ถึงขั้นผิดศีลข้อ ๓
คือทำให้ร้อนรนกระวนกระวาย มีความทุกข์กังวล ที่ตนเองไปมีความรู้สึกแบบนั้น
ใจที่เป็นบาป เป็นใจที่ไม่มีความสุขหรอก มีแต่ทุกข์สุมทรวงอย่างเดียว

ทีนี้ ในกรณีที่ "เป็นไปแล้ว" ตกอยู่ในฐานะยอมเป็น "น้อย" เพราะ "ขาดเธอไม่ได้"
ถ้ามองในมุมของหลักกรรม พุทธศาสนาท่านพูดถึง "กรรมเก่า" ด้วย
ประกอบกับกรรมใหม่ด้วย คือ ไม่ยอมสลัดทิ้ง ดื้อดึงที่จะสานสัมพันธ์นั้นต่อไป
หญิงใดที่แต่งงานแล้ว สามีไปมีคนใหม่เพิ่มเติม
ก็เพราะชาติก่อนภพก่อน ตนเองเคยไปทำแบบนั้นกับเขามาแล้ว
ชาตินี้เขาจึง "เอาคืนบ้าง" เพื่อสร้างความเจ็บปวดให้ เหมือนที่เคยทำกับเขาไว้
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ผู้ที่เคยผิดศีลข้อ ๓ มาแต่ชาติก่อนภพก่อน
ก็จะพบเหตุการณ์เช่นนี้คือ แต่งงานแล้ว สามีก็ไปมีใหม่ หรือภรรยาไปมีกิ๊ก

มีตัวอย่างของการตัดอกตัดใจ ทำใจและถอนตัวได้ คือ
เพลง "แฟนเพื่อนบ่เหมือนแฟนเฮา" ของคุณแคท รัตติกาลร้องไว้
ถ้าทำอย่างนั้นได้ ถือเป็นกุศลแก่ตนเองและลูกผูหญิงด้วยกันนักหนา

ในกรณีของผู้ชายก็เช่นกัน ถ้าควบคุมกิเลสที่เรียกว่า "กามราคะ"  ไม่ได้
"ความรัก" มีมาจากกิเลสตัวนั้น จะแปรผลจนกระทั่งถึงขั้นไปมีอะไรกับผู้ไม่ใช่ภรรยาของตน

ก็จะกลายเป็นทำกรรมหนักต่อไปอีก ผลแห่งกรรมย่อมแสดงตัวให้ประสบในชาตินี้อยู่แล้ว

ส่วนกรณีของคนที่มีภรรยาหลายคนแต่อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสุข
อันนี้คิดว่า ทั้งหมดนั้นอาจเคยเกิดเป็นหญิงร่วมสามีเดียวกันเช่นนั้นมาแล้วหลายชาติ
ความรักความผูกพันมันมีของมันและสั่งสมข้ามภพข้ามชาติมาด้วย
เป็นเหตุให้ต้องมาครองคู่กันต่อไปอีก...อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะ


อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ทำนองนี้ มีแต่สร้างความหนักอกหนักใจ ทุกข์อกทุกข์ใจ
บีบคั้นจิตใจของเจ้าของสถานการณ์ทั้งสิ้น  ดังนั้น ผู้เขียนจึงสงสัยว่า
มันเป็นปรากฏการณ์ "วิบากรรมชักพาหรือชะตากลั่นแกล้ง" กันแน่

ท่านใดที่ตกอยู่ในฐานะอย่างเพลงที่ยกมานั้น
ขอให้ยอมรับความจริงแล้วก็หาทางแก้ไขชีวิตเสียใหม่
อย่าให้เป็น "กระแสกรรม" ที่ส่งผลยืดยาวต่อไปเลย หากตัดได้ก็จะดี เป็นกุศลไม่น้อย
หรือถ้าเจรจาตกลงกันได้ ก็อาจอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ส่วนท่านใดที่กำลังจะเป็น อยากแนะนำว่า
"หักห้ามใจเสียเถอะ ของของใคร ใครก็รัก ใครก็หวง"

ถ้าท่านไม่คิดให้เห็นโทษหรือผลเสียที่จะตามมาในภายหลังแล้วละก็
ใจของท่านก็จะเสวยบาปและความทุกข์ทรมานใจไปตลอดกาล

เฮ้อ...บางที ชีวิตคนหลายคนก็เลือกที่จะอยู่ในฐานะ "ขาดเธอไม่ได้"
มากกว่าจะเลือกเอามโนธรรมชั้นสูงในใจ
ผลสุดท้าย...ในชีวิตหนึ่งก็ต้องนั่งและนอนเสียน้ำตาเช้าเย็น
เมื่อเป็นเช่นนี้จะบอกตนเองว่าอย่างไรดีล่ะ ?

...วิบากกรรมชักพาหรือชะตากลั่นแกล้ง ?


สำหรับผู้เขียนแล้ว คนเราส่วนใหญ่ทุกข์เพราะกิเลสชักพามากกว่าอย่างอื่น


ขอให้ท่านผู้อ่านลองรับเอา "อภิณหปัจจเวกขณะ" นั้นไปพิจารณาดูนะ

ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริง

...มนพล     ชนสุรินทร์....


๒๗   เมษายน  ๒๕๕๓

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net