วันที่ พุธ เมษายน 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...เรื่องเล่าจากลพบุรี...



มีคำกล่าวว่า "เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาด ชาติเจริญ"

เมื่อวานนี้ได้ฟังเรื่องเล่าถึงความเจ้าคารมของเด็กชายคนหนึ่ง
ซึ่งเพิ่งเรียนอยู่ชั้นอนุบาล ๑ ย่างอนุบาล ๒ ยังไม่เข้า ป.๑ เลย
แต่ปฏิภาณไหวพริบในการโต้ตอบคำพูดกับผู้ใหญ่แล้ว
ใครได้ฟังเป็นต้องอดอมยิ้ม หรืออดปล่อยก๊ากออกมาไม่ได้แน่นอน
อันนี้ผู้เขียนยืนยันได้ เพราะเคยได้เคยสนทนากับเด็กชายคนนั้นมาแล้ว


เด็กชายอายุ ๕ ขวบผู้นี้ ตอนอยู่ในท้องแม่ แม่ตั้งชื่อไว้ก่อนแล้ว "เหิร"
พอคลอดออกมาแล้วได้ ๒ ขวบ
"เหิร" ก็ถูกเปลี่ยนชื่อเล่นใหม่ว่า "พายุ" เรียกสั้นๆ ว่า "ยุ"
เรื่องนี้เล่ากันมาว่า แม่ตั้งให้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก
คือ ตอนที่พายุเกิดนั้น หลังสึนามิถล่ม เพียงไม่กี่วัน
และชื่อพายุยังไปสอดคล้อง ไล่กันกับชื่อพี่สาวและพี่ชายด้วย
คือ พี่สาวชื่อ "จีจี๊" พี่ชายชื่อ "ใต้ฝุ่น" น้องชายตัวเล็กชื่อ "พายุ"
รวมกันเรียงจากท้ายมาหน้ากลายเป็น "พายุ, ใต้ฝุ่น, จีจี้"
เป็นไงล่ะ ? แค่แนวคิดในการตั้งชื่อเล่นของคุณแม่น้องพายุนี่
ก็ถือว่า "ช่างคิด"  และทำให้อดอมยิ้มไม่ได้แล้ว

เดือนนี้(เมษายน)ทั้งเดือน คุณแม่ของ"พายุ" ลูกๆทั้งหมด
ไปเยี่ยมตากับยายที่จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของตนเอง
ส่วนคุณพ่อนั้นเป็นคนสุรินทร์ ปัจจุบันรับราชการตำรวจ

เรื่องราวเจ้าคารมของน้องพายุที่จะเล่าต่อไปนี้
เกิดขึ้นบนรถระหว่างเดินทางกลับจากไปเที่ยวน้ำตก
ในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ข้างทางนั่นเอง
เสียงของน้องพายุก็ดังขึ้นลอยๆ มาว่า

"เขาเป็นชายผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ช่างมีน้ำใจโอบอ้อมอารี
ยากที่จะมีเปรียบได้"

คำพูดคำจาเหมือนผู้ใหญ่มีการศึกษาพูดเหลือเกิน

แล้วในขณะนั้น ก็มีเสียงหนึ่งถามน้องพายุว่า

"ยุ ที่พูดมานั่นนะ หมายถึงใครหรือ?"

คำตอบของน้องพายุทำให้ทุกคนบนรถอดหัวเราะดังๆออกมาไม่ได้

"ก็จะใครเสียอีกล่ะ  ผู้ชายที่ใส่หมวกกำลังขับรถอยู่นี่ไง"

ทุกคนบนรถได้ยินชัดเจน และปล่อยก๊ากออกมาทันทีเมื่อน้องพายุพูดจบ
โดยเฉพาะ "ผู้ชายใส่หมวก" ที่น้องพายุเอ่ยถึงกับสั่นศีรษะด้วยความอัศจรรย์ใจ
เด็กอายุขนาดนี้ไม่น่าจะมีคำพูดที่ดูเป็นคนเจ้าคารมขนาดนี้ได้เลย
แต่ก็เป็นไปแล้ว    ผู้ชายใส่หมวกกำลังทำหน้าที่เป็นนายสารถีอยู่นั้น
ก็คือ คุณลุงของน้องพายุนั่นเอง ซึ่งวันนั้นอาสาขับรถพาหลานๆเที่ยว


ท่านใดที่มีลูกชายช่างพูดช่างจา และเจ้าคารมแบบนี้
ซึ่งความเจ้าคารมนั้น สามารถสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เกิดขึ้น
แก่พ่อแม่พี่น้อง และญาติๆ ได้  คงสุขใจไม่น้อยทีเดียว คิดว่านะ

เรื่องนี้ ผู้เขียนได้ฟังมาอีกทอดหนึ่งจากปากพ่อบุญธรรมของน้องพายุ
และเท่าที่สันนิษฐานดู น้องพายุเป็นคนชอบดูภาพยนตร์สำหรับเด็ก
เช่นการ์ตูนวอลดิสนีย์ และจูราสสิคปาร์คทุกภาค
น้องพายุเป็นเด็กที่ชอบจำคำพูดในหนังมาใช้ในชีวิตจริง
คำพูดทำนองนี้ของน้องพายุ ญาติๆ และคนที่ได้สนทนากับน้องพายุ
มักจะได้ยินอยู่เสมอๆ จนจับเค้าได้ว่า คำพูดเหล่านั้นถูกบันทึกไว้ในสมอง
ของเด็กน้อยคนนี้ หลังจากที่เขาดูหนังที่ชื่นชอบจบแต่ละเรื่องนั่นเอง

เรื่องราวในวันนั้นยังไม่จบ....
เป็นอันว่าคุณลุงซึ่งทำหน้าที่ขับรถให้ได้พาผู้โดยสารตัวเล็กกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
เย็นวันนั้น ที่โต๊ะอาหารมื้อเย็น ตายาย ลุง แม่ และลูก/หลานนั่งล้อมโต๊ะ
ขณะกำลังทานข้าวอยู่นั่นเอง คุณแม่ก็เอื้อมมือตนเองไปตบที่หัวของพายุเบาๆ
ทำนองหยอกเล่น แต่คงจะเป็นการหยอกเล่นบ่อยๆ
น้องพายุ เมื่อถูกแม่ตบหัวเช่นนั้น ก็พูดออกมา

"แม่กินข้าวเสร็จแล้ว ให้แม่ตบปากตัวเองนะ จะได้ฟันหลอเหมือนหนู
โทษฐานชอบตบหัวหนูบ่อยๆ"

ผู้เป็นแม่ได้ฟังดังนั้น ก็เลยขู่ไปว่า

"ยุ  กลับไปบ้านที่สุรินทร์แล้ว แม่จะคิดบัญชีกับเอ็ง"

พอได้ยินแม่พูดอย่างนั้น น้องพายุก็รับบอกคุณแม่ไปทันทีว่า

"ถ้างั้น แม่กินข้าวต่อไปเถอะ ไม่ต้องตบปากตัวเองก็ได้"

ผู้เป็นแม่ได้ยินลูกบอกอย่างนั้น ก็หัวเราะออกมาดังๆ
อดขำกับวาจาเอาตัวรอดของเจ้าลูกชายไม่ได้


เป็นไงล่ะ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย
ท่านใดมีลูกชายเจ้าคารมและ "แฉล็บ" เก่งแบบนี้บ้าง ?

นำมาเล่าแบ่งปันกันบ้างเน้อ...จะรออ่าน

อ้อ...เรื่องที่เล่ามานั้น ถ้าอ่านแล้วไม่อมยิ้มเลยหรือไม่ค่อยเข้าใจ
ก็ขอให้โทษผู้เขียนนะ ถือเสียว่า เล่าเรื่องไม่ได้ความเลย

...มนพล  ชนสุรินทร์...

๒๘   เมษายน ๒๕๕๓

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net