วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างไร


ธรรมปฏิเวธ ถามตอบ เรื่อง พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างไร

 

ถาม : พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยกรรมฐานตัวไหน?

ตอบ :

 

ขณะท่านตรัสรู้ ท่านเข้าสมาธิแล้วเห็นเทวดาดีดพิณ ทั้งยังได้ยินเสียงพิณด้วย ขณะนี้ จึงนับว่าเป็น “รูปฌาน” เนื่องจากมีรูป, เสียง ให้ได้เห็นและได้ยิน แต่หลังจากท่านเห็นเทวดาแสดงปริศนาธรรม คือ ดีดพิณที่หย่อนเกินไป ไม่ไพเราะ, ดีดพิณที่ตึงเกินไป ก็สายพิณขาด, ดีดพิณที่พอดี จึงกังวานสดใส ทันใดนั้นเอง ท่านเข้าสู่ “วิปัสสนาญาณฉับพลัน” เป็นสมาธิพิจารณา คือ พิจารณาความหย่อน, ตึง ว่าล้วนไม่ใช่ สุดท้ายจบลงที่ “ทางสายกลาง” ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป อนึ่ง ก่อนที่ท่านจะเข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลันนั้น รูปฌานได้ถึงที่สุดแล้ว คือ “ดับไป” นิมิตที่ท่านเห็นและได้ยินก็ดับหายหมด ดังที่ปรากฏในพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (แปลโดยท่านพุทธทาส) ซึ่งนำมาจาก บาลี อุปักกิเลสสูตร สุญญตวรรค อุปริ. ม. ๑๔/๓๐๒/๔๕๒ เนื้อความส่วนหนึ่งกล่าวดังต่อไปนี้

 

ทรงกำหนดนิมิตก่อนตรัสรู้

อนุรุทธะ ท.! นิมิตนั่นแหละ เธอพึงแทงตลอดเถิด แม้เราเมื่อครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ (ขณะนั่งบำเพ็ญทุกขกริยา) ก็จำแสงสว่างและรูปทั้งหลายได้ ต่อมาไม่นาน แสงสว่างและการเห็นรูปของเรานั้นๆ ได้หายไป เกิดความสงสัยแก่เราว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นปัจจัย ที่ทำให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้นหายไป อนุรุทธะ เมื่อคิดอยู่ก็เกิดความรู้ ว่า...

 

จากเนื้อความในพุทธประวัติส่วนนี้ เราจะพิจารณาได้ดังนี้นะ

๑)    ท่านเข้าสมาธิแบบรูปฌาน กำหนดนิมิต เห็นรูปและเสียง (เทวดาดีดพิณ) ก่อน

๒)    จากนั้น เมื่อนิมิตดับไป จึงเกิดความสงสัยในเหตุปัจจัย จึงเข้าสู่วิปัสสนาญาณ

๓)    จากนั้น ปัญญาญาณจึงได้เกิดขึ้น ไม่จมอยู่-เพลินอยู่ในนิมิต หรือความสงบสุข

 

ถาม : หัวใจของวิปัสสนาญาณฉับพลันคืออะไร?

ตอบ :

 

คือ “ความสงสัยในสิ่งที่ควรสงสัย แต่พอดี และถูกจังหวะ” ถ้าสงสัยมากเกินไป จะเกิดวิจิกิจฉา ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ได้อธิบายต่อไปว่าที่นิมิตท่านหายไปนั้น เพราะเกิด “ความสงสัย” ขึ้น (ขณะเห็นและได้ยินเทวดาดีดพิณ ก็เกิดวิจิกิจฉา ทำให้นิมิตดับหายไป) นี่คือ สงสัยเกินพอดีไปหน่อย จากนั้น พอสงสัยเกินพอดีจนสมาธิลดลง ถึงขั้นนิมิตดับแล้ว ท่านก็กลับสู่ความพอดี คือ สงสัยว่า “เหตุปัจจัยอะไรทำให้นิมิตดับ” แล้วท่านก็ได้ค้นพบมากมาย เช่น วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ฉิมภิตัตตะ, อุพพิละ, ทุฏฐลละ, อัจจารัท ธวิริยะ (ความเพียรจม เพียรมากเกินไป), อติลีนวิริยะ, อภิชัปปา, นานัตตสัญญา, รูปานัง อตินิชฌายิตัตตะ (ความเพ่งต่อรูปทั้งหลาย) ... นี่คือ สิ่งที่ท่านค้นพบหลังจากนั้น     

 

ถาม : การกำหนดนิมิตของพระพุทธเจ้า ก่อนตรัสรู้ สุดที่ใด?

ตอบ :

 

สุดที่ “ความดับ” ความดับสูญหมด ก็ตรงนิพพานไง ถ้าไม่ดับ ไม่สูญหมด ยังกำหนดอยู่ ก็ยังไม่ถึงที่สุดของการกำหนด ที่สุดของการกำหนดนิมิต คือ การไม่ต้องกำหนด คือ แม้นิมิตก็ดับสูญหมด ความยึดติดในรูปฌานก็ดับไปด้วย จิตเข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลัน คือ สงสัยในเหตุและปัจจัยในความดับ อนึ่ง คำว่าสงสัย ไม่ใช่วิจิกิจฉานะ วิจิกิจฉา คือ ความสงสัยที่บวกด้วยความคลางแคลงระแวงใจ คือ มีความรู้สึกลบในขณะสงสัย แต่สงสัยในวิปัสสนาญาณไม่มีบวกลบ เป็นความสงสัยเหมือนนักวิทยาศาสตร์ อุเบกขา เป็นกลาง

 

ถาม : ความสงสัยอะไรที่จัดเป็นวิถี “วิปัสสนาญาณฉับพลัน”?

ตอบ :

 

สงสัยว่า “อะไรเป็นเหตุปัจจัยทำให้มันดับ” เท่านี้เองใช้ได้ทุกกรรมฐาน ไม่ว่าท่านจะเดินกรรมฐานใดอยู่ ให้เดินถึงจุด “ดับ” อย่าไปแช่ อย่าไปจมกับกรรมฐานที่ทำ ไม่เช่นนั้น จะจบลงตรงไหนละ ไม่มีที่สิ้นสุดหรอก เพราะพระพุทธเจ้าค้นพบธรรม เมื่อเห็น “ความดับ” ดังนั้น ท่านจึงใช้คำว่า “นิพพาน” แปลความ “ความดับสูญ” ในการอธิบายธรรมทั้งมวลที่เป็นที่สุดแห่งการค้นพบของท่าน คือ นักทำสมาธิทั้งหลาย ให้พุ่งตรงไปสู่นิพพาน คือ ความดับสูญเท่านั้น อย่าไปสนใจนอกเรื่อง พอถึงความดับแล้ว ก็ยกจิตขึ้นถามตนเองว่า “เหตุปัจจัยอะไรทำให้มันดับ” เท่านี้เองก็เข้าสู่วิปัสสนาญาณฉับพลันได้แล้ว ยกตัวอย่างนะ ผู้เขียนไปฝึกสมาธิแบบเซนที่สำนักสันติอโศก กลางคืนนอนไม่ค่อยได้ ยุงกวน อ่อนล้า เพลีย มีนซึม ทำงานไปก็จะหลับ ไม่ไหว ไม่ได้อะไร กลับมา ขี่จักรยานอยู่ดีๆ เพลินอยู่ดีๆ ก็ความสุขจากการขี่จักรยานนั่นแหละ อยู่ๆ “ดับหาย” ไปเสียเฉยๆ แต่ก็ไมได้ทุกข์นะ ผู้เขียนตื่นขึ้นเต็มพิกัดสงสัยว่า “นี่อะไรนะ มันหายไปไหน ดับไปไหน ดับได้อย่างไร” ทว่า ขณะนั้นกำลังขี่จักรยานข้างถนนอยู่ จึงต้องเอาสมาธิกลับมาที่การขี่จักรยาน ไม่งั้นก็อาจเกิดปัญญาแล้ว อีกครั้งหนึ่ง ผู้เขียนบวชพราหมณ์ในสำนักแม่กาลี ผู้เขียนบำเพ็ญแบบชีเปลือยแต่ไม่มากนะ ออกไปริมบึงน้ำ ดูแล้วไม่มีคน ก็บำเพ็ญชีเปลือย นั่งสมาธิในน้ำบ้าง, บนหินเหนือน้ำบ้าง (ตรงนั้นเป็นเกาะดินกลางน้ำ บนเกาะนั้นมีต้นโพธิ์อยู่ยอด) ผู้เขียนพิจารณาว่า “กามอยู่ไหน ใช่ที่เปลือยอยู่นี่ไหม” ปรากฏว่าขณะนั้น กามไม่มี เราไม่มีความรู้สึกทางกามอยู่ เราก็สงสัย “เอ? แล้วกามมันอยู่ไหน” ก็ไม่เห็นว่ามันจะอยู่ที่ร่างกายอันเปลือยเปล่านี้ มันเป็นธรรมดา เหมือนดิน, น้ำ, ลม, ไฟ, ต้นไม้ ฯลฯ แต่ที่เป็นกามเพราะ “ความคิดปรุงแต่ง” ที่เราไปแต่งว่ามันดีอย่างนั้น น่ารักน่าใคร่อย่างนี้ นี่เอง นี่ มันก็แค่นี้ แต่ไม่ได้จัดการกิเลสหมดนะ ผู้เขียนยังไม่คิดเอานิพพาน ก็ยังมีกิเลสเหลือไว้ (ผู้เขียนบำเพ็ญชีเปลือย แต่ไม่ได้ทำมากขนาดหกปี เลยไม่ได้ปรามาสว่าการบำเพ็ญชีเปลือยนั้นเป็นวิชชาของเดียรถีย์ เพราะผู้เขียนทำแต่พอดี และเข้าใจมันอยู่ เกิดผลได้) 

 

ถาม : การทำวิปัสสนาในปัจจุบัน พอจัดเป็นวิปัสสนาญาณได้ไหม?

ตอบ :

 

ไม่ค่อยได้กันหรอก ชื่อบอกว่าทำวิปัสสนา แต่ก็ยังเป็น “สมถะกรรมฐาน” กันทั้งนั้นแหละ มันขาดหัวใจของการเรียนรู้ คือ “ความสงสัยในสิ่งที่ควรสงสัย แต่พอดีถูกจังหวะ ด้วยใจที่เป็นกลาง” อันนี้เป็นวิสัยของนักวิทยาศาสตร์ด้วยนะ เขาถึงได้ค้นพบความรู้ใหม่ๆ กันไงละ แต่เรานี่ไม่มีความอยากรู้ในธรรมอะไรกันแบบนั้นนี่นะ ครูสอนอะไรมา เราก็รับๆ แต่อย่างเดียว สงสัยก็ถามๆ ไป แค่นั้น แต่ความสงสัยใคร่รู้ที่เกิดจากหัวใจเบื้องลึกของเราเองมันไม่ได้มีกันจริงๆ “หัวใจแห่งการตรัสรู้” จึงไม่มี วิปัสสนานั้นจึงไม่ใช่วิปัสสนาญาณ 

 

ถาม : ทำอย่างไรให้เกิด “วิปัสสนาญาณฉับพลัน”?

ตอบ :

 

ฝึกทำแบบ “อิกคิวซัง” สิ เอาไว้เป็นพื้นฐานก่อน ก็คือ สงสัยและค้นหาคำตอบในปัญหาต่างๆ อันนี้ไม่ใช่วิปัสสนาญาณนะ แต่เป็นตัวช่วยเจริญวิปัสสนาญาณให้เกิด จากนั้น เมื่อทำสมาธิให้ตรงไปสู่ “ความดับสูญ” อย่างเดียว อย่างไปสนใจ ไปติดใจ ไปเพลินใจอะไรอย่างอื่น ตรงความดับสูญคือตรงนิพพาน พอได้เข้าสู่ภาวะดับสูญแล้ว (สุญตา) ก็ยกจิตขึ้นพิจารณาเลยว่า “เหตุปัจจัยอะไรทำให้มันดับ” ก็เท่านั้น สมาธิพิจารณา คือ พิจารณาว่า “เหตุปัจจัยอะไรทำให้มันดับ” อันนี้แหละที่ทำให้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เอาแต่กำหนด ไม่มีการพิจารณานั้นก็ยังเป็นเหมือนช่วงแรกของพระพุทธเจ้าที่ยังกำหนดนิมิตอยู่ ยังไม่เกิดปัญญาเสียที ถ้าจะกำหนดนิมิตอะไร ต้องกำหนดให้ถึงที่สุด คือ ความดับ (นิมิตดับสูญ)

 

ถาม : ความดับสูญ กับความว่าง อย่างเดียวกันไหม?

ตอบ :

 

ไม่ใช่จ๊ะ สมมุตินะ ถ้าเธอมีจิตสองดวง ดวงหนึ่งไม่ค่อยมีกิเลสเลย อีกดวงหนึ่งมีกิเลสมาก พอเธอละจิตวิญญาณดวงที่สอง เขาจุติออกจากร่างเธอแบบฉับพลัน อันอาจมาจากความรู้ของเธอว่าเธอถูกจิตวิญญาณเข้าแทรกอยู่ เธอจึงละวางจิตวิญญาณ ไม่ยึด มันก็อยู่ไม่ได้ เกาะไม่ติด เหมือนหยดน้ำบนใบบัว ไหลออกไปอย่างนั้น เธอรู้สึกว่างมาก ว่างวาบในฉับพลัน ไร้ เลยละ แต่เธอบรรลุธรรมอะไรหรือไม่? ไม่เลย ทั้งสองดวงจิตของเธอดวงจิตหนึ่งยังคงเหมือนเดิม ดวงจิตที่สองแค่จรออกไปเท่านั้นเอง มันจะกลายเป็นการเล่นตลกหลอกตัวเองนะ คือ มีมโนมยิทธิทำให้จิตวิญญาณเข้าๆ ออกๆ ร่าง เล่น พอมันออกไป ก็รู้สึกว่างไร้ เหมือนไม่มีจิต พอเข้ามาอีก ก็รู้สึกเป็นคนปกติ ทำแบบนี้ ก็รู้สึกว่างไร้กันได้นะ แต่ไม่ได้อะไรหรอก เหมือนเล่นผีเข้าผีออก หลอกตัวเอง มันไม่ใช่ความดับสูญ ไม่ตรงนิพพาน ความดับสูญนี้ ให้เธอใช้กรรมฐานอะไรก็ได้ ได้หมดนะ ที่ทำมา ที่ถนัดนะ แล้วเจริญถึงที่สุด คือ ไปถึงความดับสูญ แม้แต่สิ่งที่เธอเจริญอยู่ นี่ต่างหากที่เป็นความดับสูญที่ตรงนิพพาน คือ ภาวะสุญตา นั่นแหละ อย่าไปเพลินกับความว่างไร้ ความว่างไร้มันก็เป็นสภาวธรรมอีกอย่างหนึ่ง เกิดได้หลายเหตุหลายปัจจัย แต่มันไม่ใช่ความดับสูญ ไม่ตรงนิพพาน ทำให้ยังไม่เกิดปัญญาเสียที จมอยู่กับความว่างไร้อยู่นั่น

 

ถาม : ตอนพระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพาน เป็นกรรมฐานเดียวกับตรัสรู้ไหม?

ตอบ :

 

ไม่ใช่นะ ตอนตรัสรู้เข้ารูปฌานกำหนดนิมิต เห็นรูปและเสียงในโลกทิพย์ เห็นและได้ยินเทวดาดีดพิณ แต่ตอนท่านจะละสังขารเข้าสู่การดับขันธปรินิพพานนั้น ท่านไม่ได้กำหนดนิมิตหรืออะไรเลย อนึ่ง นิพพานเป็นอนิมิตนิพพาน คือ ไม่มีนิมิตหมาย ถ้ายังมีนิมิตหมาย ยังมีกำหนดอยู่ยังไม่นิพพานนะ แต่ก็เป็นขั้นต้น เหมือนตอนแรกๆ ที่พระพุทธเจ้ากำหนดนิมิตนั่นแหละ ขณะดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าเข้าสู่นิโรธสมาบัติ ท่านอนุโลมและปฏิโลมกลับไปกลับมาหลายรอบ แล้วดับขันธ์ ณ ระหว่าง สมาบัติขั้นที่ห้าต่อขั้นที่สี่ (คือ ไม่ใช่ทั้งขั้นห้าและสี่ ไม่ได้ตายในสมาบัติทั้งสอง จึงไม่จุติยังพรหมโลก) ซึ่งเป็นช่วงที่ปฏิโลมกลับ ดังข้อความที่จะนำมาจากงานเขียนของภิกษุสีลาจาระ (J.F. McKechnie) แต่งขึ้นสำหรับสอนเด็กในลังกา แปลจากโดยท่านพุทธทาสภิกขุ เรียบเรียงไว้ในหนังสือเรื่อง “พุทธประวัติสำหรับนักศึกษา” ดังข้อความส่วนหนึ่ง (หน้า ๒๓๐) ดังข้อความนี้

 

ลำดับนั้น พระพุทธองค์ทรงเข้าสู่สมาบัติ* และเลื่อนเข้าสู่สมาบัติอันลึกยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ตามลำดับๆ จนถึงที่สุดแห่งสมาบัติอันดับที่ ๙ แล้วทรงถอยหลัง* จากสมาบัติอันลึกนั้น มาตามลำดับ จนกระทั่งออกจากสมาบัติชั่วขณะหนึ่ง แล้วทรงกลับเข้าสู่สมาบัติอย่างเดิมอีกเพียง ๔ ลำดับขั้นครั้นออกจากสมาบัติอันดับที่ ๕* นั้นแล้ว ก็เสด็จดับขันธ์ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่สำหรับการเกิดขึ้นในโลกนี้ หรือโลกไหนอีกต่อไป พระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน ด้วยอาการอย่างนี้

 

* ทรงเข้าสู่สมาบัติ (หรือนิโรธสมาบัติ) ซึ่งมีแต่ในอรหันต์ ไม่ใช่การเข้าฌาน

* ทรงถอยหลังจากสมาบัติขั้นที่ ๙ ลงมา เรียกว่าเป็นการเดินแบบ “ปฏิโลม”

* ทรงออกจากสมาบัติชั่วขณะ ขณะถอยออกจากสมาบัติที่ ๕ จะกลับเข้าสู่สมาบัติที่เหลืออีก ๔ ขั้น แต่ยังไม่ทันเข้าสู่สมาบัติที่เหลืออีก ๔ ขั้น ระหว่างที่ทรงดำเนินจิตจากสมาบัติขั้นที่ ๕ แล้ว ก็ออกจากทุกๆ สมาบัติชั่วขณะ กำลังจะดำเนินไปสู่สมาบัติที่ ๔ นั้นเอง ก็ได้ “เสด็จดับขันธปรินิพพาน” นั่นคือ ระหว่าง “สมาบัติที่ ๕ ลงไป ๔ แต่ไม่ได้อยู่ในสมาบัติใดๆ เนื่องจาก ทรงออกจากสมาบัติชั่วขณะหนึ่ง ขณะถอยหลังกลับจากสมาบัติขั้นที่ ๕ จะลงไปสู่สมาบัติอีก ๔ ขั้นที่เหลือนั่นเอง (หวังว่าคงพอเข้าใจนะ) -จบ-

โดย physigmund_foid

 

กลับไปที่ www.oknation.net