วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ประวัติหลวงพ่อปลื้ม วัดสวนหงส์ บางปลาม้า สุพรรณบุรี (๑๓)


การอบรมสั่งสอนศิษย์กรรมฐาน

ศิษย์แต่ละรุ่น จะได้รับการอบรมสั่งสอนต่างกันไป ตามวัยและสังขารของหลวงพ่อ เมื่อครั้งแรก ๆ นับแต่อาจารย์วสันต์ ศิษย์จะได้รับการอบรมเข้มงวดทุก ๆ ด้าน หลวงพ่อจะดูแลละเอียดยิบทั้งในด้านกิริยามารยาท ความมีระเบียบเรียบร้อย กิจวัตรประจำวัน ให้การศึกษาทางปริยัติทั้งบาลีและนักธรรม สนับสนุนการศึกษาตามความสนใจของศิษย์ เคยส่งศิษย์ไปเรียนอภิธรรม ณ สำนักเรียนอื่น แม้ทางด้านกรรมฐาน หลวงพ่อก็พยายามให้ศิษย์ได้มีความกว้างขวาง โดยส่งไปอยู่ใกล้ชิดกับพระอาจารย์รูปอื่น ๆ ที่เป็นศิษย์ครูจาบ สุวรรณ ตามความสมัครใจของศิษย์แต่ละคน

ต่อมา เมื่อวัยสังขารร่วงโรยลง อาพาธเริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย ท่านจึงค่อย ๆ ลดการสอนในเรื่องรอบนอกลงไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังใช้วิธีดุ เพื่อดึงให้ศิษย์จดจำคำสอนแม่นยำ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๔๐ อาการอาพาธปรากฏชัดเจน ความทรงจำลดลง หลวงพ่อจึงงดการอบรมสั่งสอนทางกายหยาบไประยะหนึ่ง

ประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๔๐ อาการอาพาธเริ่มดีขึ้นจนเกือบเป็นปกติ หลวงพ่อเริ่มตอบคำถามและแนะนำกรรมฐานแก่ศิษย์ การสอนในระยะนี้ จะสอนแต่เนื้อแท้ ๆ ส่วนที่เป็นรอบนอกทิ้งหมด แม้การดุก็ไม่ปรากฏให้เห็น ศิษย์รุ่นหลัง ๆ นี้ ถ้าได้ยินคำบอกเล่าจากศิษย์เก่าว่า... หลวงพ่อดุมาก เขาจะนึกภาพและเสียงของหลวงพ่อปลื้มตอนดุไม่ออกเลย แต่สิ่งที่เหมือนกัน ที่ศิษย์ตั้งแต่คนแรกถึงคนสุดท้าย ได้รับจากหลวงพ่อก็คือ การควบคุมด้านการปฏิบัติกรรมฐาน หลวงพ่อจะทุ่มเทให้แก่ศิษย์ทุกคนที่มุ่งมั่นจริงจัง ผลักดันไปตามกำลังที่แต่ละคนจะก้าวไปได้ แม้ในยามอาพาธหนักในปี พ.ศ.๒๕๔๐ ศิษย์ทุกคนไม่มีโอกาสเข้าไปกราบเพื่อขอรับคำสอน คำชี้แจง คำแก้ไข จากหลวงพ่อ เพราะทุกคนต้องการให้ท่านได้พักผ่อนรักษาสังขารอย่างเต็มที่ แต่หลาย ๆ คนก็สามารถรับรู้การควบคุมที่หลวงพ่อสื่อมาให้ เหมือนกับได้แจ้งกรรมฐาน ได้รับคำตอบ คำสอน คำชี้แนะที่แจ่มแจ้ง จากปากของหลวงพ่อเอง

โดยปกติ หลวงพ่อจะไม่พูด ถ้าหมดเรื่องจำเป็นที่จะพูดท่านก็จะนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น จนผู้ที่มากราบรู้สึกตัวว่าทนไม่ได้กับความเงียบนั้น ก็จะเอ่ยปากกราบลาท่านกลับไปเอง ดังนั้น คำสอนที่หลวงพ่อสอนจึงเป็นคำพูดสั้น ๆ นอกจากจำเป็นจริง ๆ จึงจะพูดยาว ๆ ยิ่งในตอนอาพาธ จะเหลือคำสอนที่สั้นที่สุด เพียงครั้งละ ๑-๒ คำก็มากแล้ว และในปีสุดท้าย หลวงพ่อไม่พูดเลย

คุณลักษณะเหล่านี้ หลวงพ่อบอกว่า...

ฝ่ายปริยัติเขาสอนมาก มีคำพูดคำอธิบายยาว ๆ ของเราฝ่ายปฏิบัติ จะพูดสั้น ๆ อย่างที่เราใช้กันนี้

ไม่พูด ที่พูดมากนี่ เพราะพูดแล้วเหมือนฝนตกลงในภูเขา ในลำธาร ในต้นไม้ มีประโยชน์ ไม่ใช่ตกลงในทะเลทราย เดี๋ยวก็หายไป ไม่มีประโยชน์

ที่ต้องเปิดเผยอีกอย่างหนึ่ง คือนิสัยของหลวงพ่อเอง ถ้าคนไม่ขอ ไม่ถาม (ธรรมะ) ก็ไม่บอก

ในการขอเป็นศิษย์ปฏิบัติธรรม นั้น ต้องกราบนมัสการขอต่อหลวงพ่อด้วยตัวเอง จากนั้นท่านจะให้พระอาจารย์ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ พาไปขึ้นกรรมฐานในโบสถ์ เสร็จพิธีแล้วกลับมากราบขอคำสอนเพิ่มเติมจากหลวงพ่อ ท่านให้ใช้คำภาวนาว่า สัมมาอรหัง แม้จะใช้คำภาวนาคำเดียวกับสำนักวัดปากน้ำหลวงพ่อสด แต่หลวงพ่อบอกว่า... มีความแตกต่างกันไปบ้าง ต่อจากนั้นผู้เป็นศิษย์ต้องขวนขวายเพียรพยายามปฏิบัติเอง แล้วนำเหตุการณ์ที่พบเห็นที่รู้สึกรับรู้ในการปฏิบัติ มาแจ้งให้หลวงพ่อทราบ แล้วหลวงพ่อจะเลื่อนคำภาวนาให้ตามความก้าวหน้าในธรรมของแต่ละคน 

หลวงพ่อจะกล่าวเสมอว่า...

ในการปฏิบัติ ให้สังเกต ดู จำ คิด แล้วนำมาเล่าให้หลวงพ่อฟังทันที มีอะไรผิดปกติจะได้แก้ไขทัน

เมื่อรู้สึกก็จำไว้ เอามาเล่า

มีครูบาอาจารย์เป็นคน ดีกว่าอ่านหนังสือ ตรงที่สงสัยถามได้

มีครูไว้เป็นที่ปรึกษา เป็นพี่เลี้ยง

การปฏิบัติที่มีครูบาอาจารย์เป็นที่ปรึกษา จะทำให้ไม่หลง หลงทาง

เพราะใกล้ชิดครู สงสัยก็ถามครูได้ ถามหนังสือไม่ได้

ครู เป็นแต่ผู้บอกแนะชี้ อยู่ที่ตัวเอง ต้องทำเอง ฝึกฝนเอง ปฏิบัติเอง

ในการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อจะฝึกศิษย์ โดยยึดหลัก ๓ ประการคือ

.

๑. ให้รู้ธรรมะ ตามกำลังสติปัญญาของศิษย์ในขณะนั้น โดยท่านบอกว่า...

ทำกรรมฐาน ก็เหมือนช่างตัดเสื้อ ต้องตัดให้พอดีกับตัวคนใส่

 

๒. ให้พึ่งตัวเองให้ได้ ท่านบอกว่า...

ต้องถามตัวเองต่อไปว่า ทำไมหนอ ทำไมหนอ ทำไมหนอ ใส่หนอลงไป แล้วจะได้คำตอบเอง ไม่ต้องมานั่งถามหลวงพ่ออย่างนี้

ให้ถามครูกรรมฐานในตัวเราว่า เกิดอะไรขึ้นหนอ เกิดอะไรขึ้นหนอ เกิดอะไรขึ้นหนอ แล้วจะได้คำตอบเอง

๓. ให้ ยินดีอดกลั้นอดทน ท่านจะย้ำคำสอนนี้เสมอ เพื่อปลูกฝังไว้ในจิตใจของศิษย์ เช่น

ไม่ว่าเราจะทำสิ่งหนึ่งประการใด เราต้องมีความอดทน ในการทำงานหรือประพฤติปฏิบัติธรรม คำว่าอดทนคำเดียวยังไม่เป็นการเพียงพอ จึงมีคำที่เพิ่มเติม เพื่อให้จิตใจนั้นแจ่มใสเบิกบานในการปฏิบัติ คือคำว่า ยินดี เติมไว้ข้างหน้า เมื่อทำสิ่งหนึ่งประการใดก็ตาม ให้เล็งเห็นถึงประโยชน์จากความดีงามที่จะได้รับ แล้วก็จะก่อให้เกิดกำลังใจ ไม่ย่อท้อ ประพฤติปฏิบัติการงานด้วยด้วยจิตใจที่เป็นสุข

ยินดี อดกลั้น อดทน มาจากคำว่า ขันติ-ความอดทน โสรัจจะ-ความสงบเสงี่ยม แต่หลวงพ่อมาแปลงเป็นยินดีเสีย เพื่อจะได้ไม่ต้องบอกว่า ทนไม่ได้

ต้องมีคำว่า ยินดี (อดกลั้น อดทน)ด้วย ถ้าไม่มี เดี๋ยวก็จะมีคำว่า ทนไม่ได้ ขึ้นมา ซึ่งมันก็เป็นคำแก้ตัว

ให้อดกลั้นอดทนด้วยความยินดีในประโยชน์ที่จะได้รับ

ให้เห็นความดีของการอดกลั้นอดทน ก็จะทนได้ จะไม่ปรากฏว่า ทนไม่ได้ ขึ้นมา

ชอบก็ยินดีอดกลั้นอดทน ไม่ชอบก็ยินดีอดกลั้นอดทน ไม่ต้องทำในสิ่งที่ชอบก็ยินดีอดกลั้นอดทน ต้องทำในสิ่งที่ไม่ชอบก็ยินดีอดกลั้นอดทน สามัคคี ตะโป สุขโข ร่วมกันทำเป็นตบะอย่างยิ่ง คือ มีความอดทน ที่จะทำ หรือ จะไม่ทำ จะทำให้อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างเป็นสุข

สรุปโดยความรวมก็คือ ท่านจะปลูกฝังให้ศิษย์มีความยินดีอดกลั้นอดทนเป็นคุณธรรมประจำใจ ในส่วนทางกรรมฐานนั้นท่านจะสอนแต่เฉพาะเรื่องที่พอดีกับสภาวธรรมที่ศิษย์คนนั้นกำลังได้รับอยู่ ไม่สอนให้ลึกละเอียดเกินไปกว่าความสามารถของศิษย์ ให้ไต่เต้าขึ้นไปเป็นขั้นเป็นตอน และจะสอนให้รู้จักคิดพิจารณาด้วยตนเองเป็นหลัก มิใช่มาคอยถามให้หลวงพ่อตอบ ต้องพิจารณาหาคำตอบ แล้วมาสอบทานกับหลวงพ่อ ว่าถูกต้องหรือไม่

เมื่อศิษย์มาแจ้งกรรมฐานต่อหลวงพ่อ

ถ้าไม่ถูกต้อง ท่านจะใช้คำพูดสั้น ๆ เตือน ติง ให้ศิษย์นำไปไตร่ตรองใหม่ให้ถูกทาง

ถ้าถูกต้อง ท่านก็จะเฉย ๆ นิ่ง ๆ บางครั้งก็จะยกชาดกขึ้นมาเล่าเป็นเชิงเทียบเคียงสนับสนุน(โดยที่ศิษย์ต้องนำไปคิดเทียบเคียงด้วยตนเอง) หรือมิฉะนั้นก็จะยกกลอนของหลวงพ่อเนียมวัดน้อย ขึ้นมารับรองความถูกต้องนั้นว่า...

ใครทำเองเห็นเองเพ่งพิยุกติ์

ครั้นถึงธรรมนำผุดประจักษ์เอง

กายวิเวก จิตวิเวก เอกวังเวง

พลมารครื้นเครงกำจัดไกล

ถ้าเป็นเรื่องที่จะทำให้ศิษย์เนิ่นช้า ท่านจะให้คำเตือนว่า...

รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเอาไปตัดกิเลสไม่ได้

รู้ก็ไม่เกิดประโยชน์ มันจะบดบังไม่ให้รู้ธรรม

หลง มันจะวนเวียนอยู่ตรงนั้น แล้วไม่ก้าวหน้าทางธรรม

หลง ทำให้ไม่ได้พิจารณาธรรมะของพระพุทธเจ้า

ไม่สิ้นสุด

ฯลฯ

ถ้าผู้แจ้งกรรมฐานยังไม่สามารถพิจารณาในธรรมที่ตนมาแจ้งหลวงพ่อให้แจ่มชัดได้ ยังเคลือบแคลงสงสัยลังเลอยู่ หลวงพ่อจะบอกสั้น ๆ ว่า...

แล้วต่อไปก็จะได้รู้เอง

ปฏิบัติไป แล้วจะรู้คำตอบเอง

พิจารณาไปถามไปในสมาธิ

ฯลฯ

ถ้าหากถูกต้องและผู้แจ้งกรรมฐานจะสามารถก้าวหน้าในธรรมนั้นขึ้นไป หลวงพ่อจะมีชาดกเล่าเทียบเคียงให้ หรือมีคำพูดสั้น ๆ นำทางให้ผู้แจ้งกรรมฐานไปทบทวนไตร่ตรองพิจารณา เพื่อเป็นแรงส่งให้เข้าถึงธรรมที่ละเอียดขึ้นไปอย่างแจ่มชัดและถูกต้องด้วยตัวเองในเวลาต่อไป

ในกรณีที่ศิษย์ปฏิบัติแล้วไม่มาแจ้งกรรมฐานต่อองค์หลวงพ่อ ศิษย์บางคนไม่กล้าที่จะเข้าไปแจ้งกรรมฐานกับหลวงพ่อ แต่เขาก็ยังขยันปฏิบัติ และเท่าที่คุยด้วย ข้าพเจ้ารู้สึกทึ่งในความสามารถของเขา ดังนั้นเมื่อสบโอกาส ข้าพเจ้าจึงนมัสการถามหลวงพ่อเพื่อความกระจ่างในความข้องใจนั้น...

ข้าพเจ้า หลวงพ่อเจ้าคะ มีบางคนที่ปฏิบัติแล้วไม่มาแจ้งกรรมฐานหลวงพ่อ เขาจะก้าวหน้าได้อย่างไรเจ้าคะ ?

หลวงพ่อ เขารู้สึกห่างไกลหลวงพ่อ จึงไม่เข้ามาแจ้ง อีกทั้งเขารู้เขาเข้าใจแล้วก็พอ...ใครทำเองเห็นเองเพ่งพิยุกติ์ ครั้นถึงธรรมนำผุดประจักษ์เอง กายวิเวกจิตวิเวกเอกวังเวง พลมารครื้นเครงกำจัดไกล

ข้าพเจ้า เขาไม่ได้เลื่อนห้อง แต่พิจารณาออกมาได้ ?

หลวงพ่อ เหมือนกัน เมื่อถึงธรรมก็รู้ มีตัวเหมือนไม่มีตัว ถึงธรรมแล้วรู้ได้

ข้าพเจ้า ไม่ต่างกัน ?

หลวงพ่อ เหมือนกัน

ข้าพเจ้า ต่างกันตรงที่ ได้เลื่อนห้องจะเร็วกว่า ?

หลวงพ่อ ไม่แน่! ได้เลื่อนห้องไปแล้ว ยังต้องย้อนกลับลงมาใหม่ มีที่ได้ถึงพระไตรลักษณ์ก็ได้แต่แสงสีเท่านั้น ต้องให้ ย้อนลงมาใหม่

การส่งเสริมศิษย์ ทุกคนที่มาเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ ต่างมีเส้นทางเฉพาะของตัวเอง ดังนั้น การส่งเสริมกรรมฐานของหลวงพ่อที่ให้แก่ศิษย์แต่ละคน จึงมิได้ยึดเอาตัวหลวงพ่อเป็นหลัก แต่จะเป็นไปตามเส้นทางธรรมที่ศิษย์คนนั้น ๆ สั่งสมมา เช่น บางคนหลวงพ่อจะย้ำให้ศึกษาปริยัติก่อนแล้วค่อยมาปฏิบัติกรรมฐาน บางคนปฏิบัติกรรมฐานไปศึกษาปริยัติไปควบคู่กัน บางคนปฏิบัติกรรมฐานแล้วจึงนำไปเทียบเคียงกับปริยัติ บางคนก็จะปฏิบัติกรรมฐานไปอย่างเดียว บางคนหลวงพ่อก็จะให้เลือกเอาเอง ว่าจะปฏิบัติกรรมฐาน หรือจะเรียนบาลี หรือจะเรียนอภิธรรม ฯลฯ ทั้งหมดนี้ เป็นการส่งเสริมศิษย์ตามกำลังความสามารถและความสนใจของศิษย์แต่ละคน ซึ่งแนวการสอนแบบนี้ ถ้าพูดตามศัพท์ทางวิชาการ ก็เป็นรูปแบบการสอนที่ทันสมัยมาก ๆ คือ การสอนแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นั่นเอง สิ่งสำคัญที่สุด หลวงพ่อจะย้ำศิษย์ ไม่ให้หลุดไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า และหากหลวงพ่อละสังขารไปแล้ว ศิษย์เกิดสงสัยและหาคำตอบไม่ได้กับสิ่งที่รู้ที่เห็นนั้น ๆ ก็ให้เทียบเคียงกับปริยัติ และ ให้เอาเข้าหลัก ศีล สมาธิ ปัญญา

ดิฉันขอฝากประวัติหลวงพ่อปลื้มไว้
เพื่อผู้ที่สนใจและสะสมวัตถุมงคลของหลวงพ่อ
จะได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในส่วนประวัติของท่าน
นอกเหนือจากความเป็นเกจิอาจารย์ที่ผู้คนภายนอกมองเห็น
ในส่วนภายในที่แท้จริงของหลวงพ่อนั้น
ท่านเป็นครูกรรมฐานที่เสียสละและทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิต
ให้กับการอบรมสั่งสอนกรรมฐาน

ประวัติของหลวงพ่อที่นำมาเผยแพร่นี้
รับฟังมาจากคำบอกเล่าของหลวงพ่อ  ญาติ  ศิษย์  และผู้ที่เคยรู้จักหลวงพ่อ
เมื่อเรียบเรียงแล้วได้นำไปอ่านถวายท่าน
เพื่อป้องกันความผิดพลาดและไขว้เขวของเนื้อความ

เรียนท่านผู้อ่านมาด้วยความเคารพ
ผู้เรียบเรียง

โดย อักษราภรณ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net