วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ


ในวันที่อากาศไม่เป็นใจ

.

.

ตอนที่ฉันไปใต้วันก่อน สิ่งที่ฉันชอบที่สุดขณะนั่งรถไฟคือ ตอนเช้าหลังจากตื่นมา เมื่อฉันมองดูไปนอกหน้าต่างรถไฟจะเห็นภูเขา ความเขียวสดของต้นไม้ และความชื้นของอากาศ ฉันว่าเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่บอกว่าฉันมาถึงถิ่นแดนใต้แล้ว  ก็คงเป็นความชื้นแฉะของอากาศนี่แหละ

.

มีอยู่สองอย่างที่คนภาคใต้น่าจะโชคดีกว่าคนในภูมิภาคอื่นคือ ที่นี่มีฝนตกเกือบทั้งปีเพราะตั้งอยู่ในคาบสมุทร และอาชีพของคนในถิ่นนี้คือปลูกยางพารา ... ต้นไม้ชนิดนี้นำพาความสมดุลทางธรรมชาติมาสู่วิถีชาวใต้พอสมควร ในขณะที่สังคมเมืองของที่นี่แผ่ขยายขึ้นไปเรื่อยๆ

..............................................

.

.

.

ในระยะนี้เราพูดถึงภาวะโลกร้อนกันมาก  ในฤดูร้อนที่ผ่านมาในประเทศไทยเราอุณหภูมิสูงมากกว่า 40 องศาเซลเซียส  และพอฝนตกลงมาคลายร้อนไม่ทันไร พื้นที่หลายแห่งก็กลับกลายเป็นถูกน้ำท่วมเสียนี่  แต่ที่น่าแปลกใจกว่าคือเวลาฝนตก ทำไมอากาศรอบๆ ตัวเราจึงยังร้อนอบอ้าว…

.

...คนในเมืองหลวงคงเป็นบุคคลที่เข้าใจเรื่องปรากฏการณ์โลกร้อนเป็นที่สุด เพราะเขามีโอกาสเข้าถึงสื่อได้ง่ายกว่า  เขาจึงได้รับรู้ข่าวสารต่างๆ มากกว่า... อีกอย่างชุมชนในเมืองเป็นแหล่งรวมโรงงานอุตสาหกรรม ตัวเหตุสำคัญของการเกิดปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อน... แม้ว่าสังคมเมืองเป็นแหล่งผลิตมลพิษก็จริงอยู่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้น  ทุกคนไม่ว่าอยู่ในเมืองหรือชนบทได้รับกันอย่างถ้วนหน้า

.

เมื่อต้องผจญกับอากาศร้อน  น้ำท่วม  อย่างหนักหนาสาหัสในแต่ละปี  ทุกคนจึงพูดถึงภาวะโลกร้อน...MN

.............................................

.

.

.

ในวันนี้  วันที่โลกกำลังพูดถึงเรื่องโลกร้อน ที่บ้านของฉันยังไม่มีใครรู้จักคำนี้... วิถีชีวิตคนในชนบทมักเป็นเช่นนี้  เขาจะใส่ใจกับเรื่องใกล้ตัวมากกว่าเรื่องของโลก ใช่แล้ว  เขารักตัวเองมากกว่า.. มากจนไม่มาเสียเวลามาห่วงใยดูแลโลกหรอก ! ! !

.

ในขณะที่ทั้งโลกกำลังเรียกร้องให้ทำสนธิสัญญาหยุดปล่อยก๊าซพิษออกสู่บรรยากาศ  คนที่บ้านของฉันเพิ่งเสร็จจากการปลูกทุเรียน สะตอ เงาะ มังคุด ลงในสวนสมรม เขาปลูกไว้บังแดด และกลัวว่าอีกสิบปีข้างหน้าเมื่อต้นเก่าๆ ตายลง เขาจะไม่มีของพวกนี้ให้กิน... (เขากลัวไม่มีกินมากกว่ากลัวโลกร้อน.. เห็นไหม ..J )

.

วันที่ฉันไปซื้อข้าวหมูแดงเจ้าอร่อยในตลาด เอียเจ้าของร้านแกห่อข้าวให้ฉันด้วยใบตอง และรองอีกชั้นด้วยกระดาษ เอียแกเป็นคนตระหนี่เป็นที่สุด เพราะแกไม่ยอมใช้กล่องโฟมใส่ข้าว  แม้มันจะทุ่นเวลาให้เร็วขึ้นและสะดวกกว่า แต่แกก็ยอมเสียเวลาตัดหนังสือพิมพ์เก่าๆกับยอมเจียนใบตอง เพื่อประหยัดเงินเล็กๆ น้อยๆ  ฉันเห็นเอียแกทำอย่างนี้มานับสิบปีแล้ว ก่อนที่โลกเราจะรู้จักภาวะเรือนกระจกกระมัง...

..............................................

.

.

.

ท่านเคยได้ยินคำนี้ไหม “เสียคนอย่าเสียของ” ... ฉันไม่แปลกใจถ้าท่านตอบว่าไม่เคยได้ยิน เพราะคำๆ นี้ คุณตาฉันพูดให้ฉันฟัง...  ท่านสั่งสอนเรื่องนิสัยที่ชอบกินทิ้งกินกว้างของฉัน  ท่านว่าของที่เรากินเข้าไปทุกอย่างต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยยาก ท่านไม่เคยเสียดายเงินที่จะซื้อ จะกินเท่าไรก็กินให้เต็มที่ แต่ต้องกินให้หมด เพราะถ้าไม่หมด ท่านจะรู้สึกเสียดายของ...

.

คำพูดของคุณตาทำให้ฉันนึกถึงกระแสโลกร้อนขึ้นมา  จะมีสักกี่คนหนอ? ที่เคยรู้สึกเสียดายอย่างจริงจังกับของที่เหลือจากการกิน  และการใช้ของเขา...

.

มีเรื่องที่แสนจะธรรมดาของคนยุคใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองอยู่เรื่องหนึ่งคือ อันว่าการดำเนินชีวิตประจำวันของเขาแต่ละวัน  แต่ละก้าวที่เขาย่างเหยียบไปนั้น ถ้าเขาไม่เจอกับพื้นปูนซีเมนต์ก็ไม่พ้นพื้นรถ เขาแทบไม่เคยสัมผัสกับพื้นดินเลย... คงเป็นเรื่องที่ยากมาก ก ก  ถ้าจะให้ใครก็ตามที่ไม่เคยรู้สึกผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก่อนมากลับตัว  แล้วหันมาใส่ใจกับสิ่งที่เขาไม่รู้... ว่าไหมท่าน ...J

.

............................................

เพลงปีกแห่งความฝัน , รักป่า: เผ่าไท

โดย downrai

 

กลับไปที่ www.oknation.net