วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เผย ! สุดยอดสมาธิ รุ่นโคตรอานิสงส์...อานาปานสติ ปาฏิหาริย์จากการรู้ลมหายใจของพระพุทธเจ้า ตอนที่ 1




นอกจากคนที่เป็นโรคหวัด คัดจมูกและเป็นโรคหอบแล้ว คนที่เป็นโรคอื่น ๆ เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ย่อมรู้ดีว่า ณ ขณะที่โรคกำเริบ

              อากาศ เป็นสิ่งที่มีคุณค่ากับชีวิตมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด

              และ ณ ขณะนั้นเอง คนเหล่านี้ก็จะใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุด สั่งให้อากาศที่อยู่รายรอบตัวไหลเข้าและไหลออกอย่างเป็นธรรมชาติในฐานะ “ลมหายใจ” ของชีวิต

                                               ใครว่า ลมหายใจสำคัญกับชีวิต ยกมือขึ้น ?

              ลองถามคำถามนี้ กับคนข้าง ๆ ตัวของคุณ ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม ทุกคนที่ถูกถามก็พร้อมที่จะยกมือขึ้นตอบ

              แต่ทว่าจะมีสักกี่คนในจำนวนนั้น ทราบผลธรรมดาที่เกิดขึ้นจากการรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก จนกระทั่งให้ความสำคัญกับมัน

              แน่นอนที่สุด แม้จะไม่มีสักคนในจำนวนนั้น ทว่ามีหนึ่งคนที่รู้ความจริงทั้งหมดในเรื่องนี้ นั่นคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

              และผลธรรมดานี้ก็คือ อานิสงส์ของอานาปานสติ(สมาธิ) ซึ่งพระองค์กล่าวไว้อย่างพิสดาร

              แต่ก่อนที่จะกล่าวลึกลงไปถึงอานิสงส์ทั้งหลาย สิ่งที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อน ก็คือ อานาปานสติ(สมาธิ) และการเจริญอานาปานสติ(สมาธิ) เป็นอย่างไร

              ครั้งหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความเหล่านี้ไว้แก่พระอานนท์ว่า

อานนท์ ! อานาปานสติ(สมาธิ) เป็นอย่างไรเล่า ?

อานนท์ ! ในกรณีนี้ ภิกษุไปแล้วสู่...
ป่า
โคนไม้ หรือ
เรือนว่าง

ก็ตาม

นั่งคู้ขาเข้ามาโดยรอบ
ตั้งกายตรง
ดำรงสติเฉพาะหน้า

เธอนั้น...
มีสติ หายใจเข้า
มีสติ หายใจออก

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
เมื่อ หายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจเข้ายาว
เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า
เราหายใจออกยาว

เมื่อ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจเข้าสั้น
เมื่อ หายใจออกสั้น ก็รู้ว่า
เราหายใจออกสั้น

ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า  เราเป็นผู้…
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง กายทั้งปวง
ทำ กายสังขาร ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! เราย่อมกล่าวลมหายใจเข้าและลมหายใจออกว่า
เป็นกายอย่างหนึ่ง  ในบรรดากายทั้งหลาย

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นกายในกาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง
ปีติ
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง สุข
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง จิตตสังขาร
ทำ จิตตสังขาร ให้ระงับอยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์
 ! เราย่อมกล่าวว่า การทำในใจเป็นอย่างดีถึงลมหายใจเข้าและลมหายใจออกทั้งหลายว่า
เป็นเวทนาอย่างหนึ่ง  ในบรรดาเวทนาทั้งหลาย

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

านนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
รู้พร้อมเฉพาะซึ่ง
จิต
ทำจิตให้ ปราโมทย์ยิ่ง อยู่
ทำจิตให้ ตั้งมั่น อยู่
ทำจิตให้ ปล่อย อยู่
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! เราไม่กล่าวว่า อานาปานสติ เป็นสิ่งที่มีได้แก่บุคคลผู้...
มีสติอันลืมหลงแล้ว
ไม่มีสัมปชัญญะ

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นจิตในจิต อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์ ! สมัยใด ภิกษุ
ย่อมทำการฝึกหัดศึกษาว่า เราเป็นผู้...
ตามเห็น
ความไม่เที่ยง
ตามเห็น ความจางคลาย
ตามเห็น ความดับไม่เหลือ
ตามเห็น ความสลัดคืน
หายใจเข้า
หายใจออก

อานนท์  ! สมัยนั้น ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มีสติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

อานนท์  ! ภิกษุนั้น เป็นผู้เข้าไปเพ่งเฉพาะเป็นอย่างดีแล้ว
เพราะเธอเห็นการละอภิชฌาและโทมนัสทั้งหลายของเธอนั้นด้วยปัญญา

อานนท์  ! เพราะเหตุนั้นในกรณีนี้ ภิกษุนั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ

มีความเพียรเผากิเลส
มีสัมปชัญญะ
มี
สติ
นำอภิชฌาและโทมนัสในโลกออกเสียได้

นี้เรียกว่า อานาปานสติ(สมาธิ)

และอีกครั้งหนึ่งด้วยเนื้อความทำนองเดียวกัน พระองค์ก็ตรัสไว้เป็นอุปมาแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

...
เช่นเดียวกับนายช่างกลึง หรือ
ลูกมือของนายช่างกลึงผู้ชำนาญ

เมื่อเขาชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่า

เราชักเชือกกลึงยาว

เมื่อเขาชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่า
เราชักเชือกกลึงสั้น ฉันใดก็ฉันนั้น...

              นี่แหละ คือ ตัวอย่างของการรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

              เมื่อเราสามารถนิยามความหมายของอานาปานสติ(สมาธิ)ไว้เป็นกรอบอย่างชัดเจนแล้ว

              นั่นทำให้เราสามารถจำแนกสมาธิอย่างอื่น (ที่ไม่ใช่ อานาปานสติ(สมาธิ)) ซึ่งอยู่นอกกรอบที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ออกไป เพื่อทราบอานิสงส์ของอานาปานสติ(สมาธิ) ได้อย่างชัดเจน ถูกต้องและครบถ้วน

              ดังที่พระองค์ตรัสไว้สอดคล้องซึ่งกันและกัน ในต่างกรรมต่างวาระ

อานิสงส์ประการแรก คือ ไม่มีความหวั่นไหวโยกโคลงแห่งกายและจิต ดังพุทธวจนะ

...
ภิกษุทั้งหลาย ! พวกเธอเห็น
ความหวั่นไหว หรือ
ความโยกโคลงแห่งกายของมหากัปปินะบ้างหรือไม่
?

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เวลาใดที่ข้าพระองค์ทั้งหลาย เห็นท่านผู้มีอายุนั่งใน...

ท่ามกลางสงฆ์
ที่ลับคนเดียว ก็ดี ในเวลานั้นๆ

ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ได้เห็น
ความหวั่นไหว หรือ
ความโยกโคลงแห่งกายของ
ท่านผู้มีอายุรูปนั้นเลย พระเจ้าข้า !

ภิกษุทั้งหลาย !
ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่ง...
กาย

จิต ก็ตาม 

มีขึ้นไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิใด

ภิกษุมหากัปปินะนั้น เป็นผู้ได้...
ตามปรารถนา
ไม่ยาก
ไม่ลำบาก ซึ่งสมาธินั้น

ภิกษุทั้งหลาย !
ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่ง...
กาย

จิต ก็ตาม 

มีขึ้นไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มากซึ่งสมาธิเหล่าไหนเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย !
ความหวั่นไหวโยกโคลงแห่ง...
กาย

จิต ก็ตาม

ย่อมมีไม่ได้ เพราะการเจริญทำให้มากซึ่ง อานาปานสติสมาธิ
…

อานิสงส์ประการที่สอง คือ เป็นไปเพื่อละความฟุ้งซ่านแห่งจิต ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม  ประการนี้ ๓ ประการอย่างไรเล่า ?
คือ

...ความฟุ้งซ่านแห่งจิต

ภิกษุทั้งหลาย
! นี้แล ธรรม  ประการ

ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรม  ประการ อันภิกษุพึงทำให้เจริญ เพื่อละธรรม  ประการเหล่านี้

ประการเป็นอย่างไรเล่า ?
คือ

…อานาปานสติ
  อันภิกษุพึงให้เจริญเพื่อละ ความฟุ้งซ่านแห่งจิต

ภิกษุทั้งหลาย
! นี้แล ธรรม  ประการ อันภิกษุพึงทำให้เจริญเพื่อละ ธรรม  ประการเหล่านั้น

อานิสงส์ประการที่สาม คือ เป็นเหตุให้ละเสียได้ซึ่งความคับแค้น ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลาย
จงเป็นผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายอยู่
จงเข้าไปตั้งอานาปานสติ(สมาธิ)ไว้เฉพาะหน้าในภายใน และ
จงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่เถิด

ภิกษุทั้งหลาย !

เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกายอยู่
ย่อมละราคานุสัยในเพราะความเป็นธาตุงามได้ 

เมื่อเธอทั้งหลายเข้าไปตั้งอานาปานสติ(สมาธิ)ไว้เฉพาะหน้าในภายใน
ธรรมเป็นที่มานอนแห่งวิตกทั้งหลาย
 (มิจฉาวิตก) ในภายนอก อันเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ย่อมไม่มี

เมื่อเธอทั้งหลายพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวงอยู่
ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น

ภิกษุผู้พิจารณาเห็นอารมณ์ว่าไม่งามในกาย
มีสติเฉพาะในลมหายใจ
มีความเพียรทุกเมื่อ พิจารณาเห็นซึ่งนิพพานอันเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง

ภิกษุนั้นแล ผู้เห็นโดยชอบพยายามอยู่ ย่อมน้อมไปในนิพพาน อันเป็นที่ระงับแห่งสังขารทั้งปวง

ภิกษุนั้นแล ผู้อยู่จบอภิญญา สงบระงับล่วงโยคะเสียได้แล้ว ชื่อว่าเป็นมุนี

อานิสงส์ประการที่สี่ คือ เป็นเหตุให้บาปอกุศลธรรมทั้งหลายถูกกำจัด ดังพุทธวจนะ

อานนท์ ! อานาปานสติ(สมาธิ) อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วย่อมมี...
ผล
อานิสงส์ ใหญ่
?

ก็อานาปานสติ (สมาธิ) อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วจึงมี...
ผล
อานิสงส์ ใหญ่
?

…

อานนท์ ! เปรียบเหมือนกองฝุ่นใหญ่มีอยู่ที่หนทางใหญ่  แพร่ง
ถ้าเกวียนหรือรถมาจากทิศ...
ตะวันออก
ตะวันตก
เหนือ
ใต้
ก็บดขยี้กองฝุ่นนั้น
 นี้ฉันใด

อานนท์ ! เมื่อบุคคลมีปกติ...
ตามเห็นกายในกาย
ตามเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย
ตามเห็นจิตในจิต
ตามเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย

อยู่เป็นประจำ ย่อมกำจัดบาปอกุศลธรรมทั้งหลายโดยแท้ ฉันนั้นเหมือนกัน

อานิสงส์ประการที่ห้า คือ เป็นของรำงับ เป็นของประณีต เป็นของเย็น เป็นสุขวิหาร และระงับได้ซึ่งอกุศล ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธินี้และ อันบุคคล...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้ว


ย่อมเป็น...
ของรำงับ
ของประณีต
ของเย็น
สุขวิหาร 
และ
ย่อมยังอกุศลธรรมอันเป็นบาป อันเกิดขึ้นแล้ว
และเกิดขึ้นแล้ว ให้...
อันตรธาน
รำงับไปโดยควรแก่ฐานะ


ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนฝุ่นธุลีฟุ้งขึ้นแห่งเดือนสุดท้ายของฤดูร้อน ฝนหนักที่ผิดฤดูตกลงมา

ย่อมทำฝุ่นธุลีเหล่านั้นให้...
อันตรธาน
รำงับไปได้โดยควรแก่ฐานะ ข้อนี้ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! อานาปานสติสมาธิอันบุคคล...
เจริญ
ทำให้มาก แล้ว
ก็เป็น
...
ของรำงับ
ของประณีต
ของเย็น
สุขวิหาร และ
ย่อมยังอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
และเกิดขึ้นแล้ว ให้...
อันตรธาน
รำงับไปได้โดยควรแก่ฐานะได้ ฉันนั้น

… 

อานิสงส์ประการที่หก คือ เป็นเหตุให้รู้ต่อเวทนาทุกประการ (สุข ทุกข์ ไม่ใช่สุขทุกข์) ดังพุทธวจนะ

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่ออานาปานสติ(สมาธิ) อันภิกษุ...
เจริญ
กระทำให้มาก แล้วอยู่อย่างนี้
 

ถ้าภิกษุนั้นเสวย เวทนาอันเป็น...
สุข
ทุกข์
อทุกขมสุข (ไม่ใช่สุขทุกข์)

เธอย่อมรู้ตัวว่า
เวทนานั้น
ไม่เที่ยง
เวทนานั้นอันเรา...
ไม่สยบมัวเมาแล้ว

ไม่เพลิดเพลิน เฉพาะแล้ว 
ดังนี้ 

ภิกษุนั้น ถ้าเสวยเวทนาอันเป็น
สุข
ทุกข์
อทุกขมสุข
(ไม่ใช่สุขทุกข์)

ก็เป็นผู้ไม่ติดใจพัวพันเสวยเวทนานั้น

ภิกษุนั้น
เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ย่อมรู้ชัดว่า
เราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ดังนี้

เมื่อเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ เธอย่อมรู้ตัวว่า
เราเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ดังนี้

เธอย่อมรู้ชัดว่า
เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของดับเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว
จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย
ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันได้อาศัยน้ำมันและไส้แล้วก็ลุกโพลงอยู่ได้

เมื่อขาดปัจจัยเครื่องหล่อเลี้ยง
เพราะขาดน้ำมันและไส้แล้ว
ย่อมดับลงนี้ฉันใด

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น
 คือ ภิกษุ

เมื่อเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ก็รู้ชัดว่า
เราเสวยเวทนาอันมีกายเป็นที่สุดรอบ ดังนี้

เมื่อเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ก็รู้ตัวว่า
เราเสวยเวทนาอันมีชีวิตเป็นที่สุดรอบ ดังนี้

ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า (เป็นอันว่า)
เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้นั่นเทียว
จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย
ดังนี้

อานิสงส์ประการที่เจ็ด คือ เป็นเหตุให้อาพาธอันเป็นทุกข์หนักระงับไป ดังพุทธวจนะ

อานนท์ !
ถ้าเธอจะเข้าไปหาภิกษุคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญา ๑๐ ประการแก่เธอแล้ว

ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ คือ

ภิกษุคิริมานนท์ฟังสัญญาสิบประการแล้ว
อาพาธอันเป็นทุกข์หนักของเธอก็จะระงับไปโดยควรแก่ฐานะ

สัญญา ๑๐ ประการเหล่านั้น คือ

…อานาปานสติ…

ลำดับนี้แล ท่านอานนท์จำเอาสัญญาสิบประการเหล่านี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเข้าไปหาท่านคิริมานนท์ แล้วกล่าวสัญญาสิบประการแก่ท่าน

เมื่อท่านคิริมานนท์ฟังสัญญาสิบประการแล้วอาพาธก็ระงับไปโดยฐานะอันควร
ท่านคิริมานนท์หายแล้วจากอาพาธ และอาพาธก็เป็นเสมือนละไปแล้วด้วย แล

ติดตามอ่านอานิสงส์ประการที่ 8-21 (ตอนจบ) ได้เร็ว ๆ นี้
ไม่เชื่อ ไม่ลบหลู่ และไม่ห้ามพิสูจน์ใด ๆ ทั้งสิ้น

โดย ปรากฏการณ์หลังม่านสีฟ้า

 

กลับไปที่ www.oknation.net