วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คำบอกเล่าจาก ลุงIan นักดนตรีที่เคยเล่นถวายในหลวง คราเสด็จเยือนออสเตรเลียเมื่อ ๔๘ ปีก่อน


(ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศออสเตรเลีย พ.ศ.๒๕๐๕)

เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว ผมเดินทอดน่องไปตามถนน Devonshine ไกล้ๆ สถานีรถไฟ Central ของเมืองซิดนีย์ ได้ยินเสียงกระหึ่มของดนตรีแจ๊สแบบดิ๊กซี่แลนด์ (Dixie Land) ทำให้ต้องสาวเท้าไปในแนวชันของถนนที่เป็นทางเดินขึ้นเนิน 

แต่ทว่า..เมื่อเดินเข้าไปตามต้นเสียงที่บาร์แห่งนั้น ปรากฎว่าวงเลิกซะแล้ว เสียงกระหึ่มที่ได้ยินเป็นเพลงสุดท้ายของคืนนั้น

สัปดาห์นี้เลยตั้งใจกลับไปให้ทันเวลาแสดงคือ หกโมงเย็นถึงสองทุ่ม เรื่องราวประทับใจจึงได้อุบัติขึ้น

พอดีเมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้ไปทำบุญที่วัดไทย และ เปล่งเสียงถวายพระพร "ทรงพระเจริญ" รู้สึกปลอดโปร่ง สดชื่น ตื่นแต่เช้าทำภาระกิจต่างๆ  ค่ำวันอาทิตย์วันนี้จึงย้อนไปดูดนตรีที่โฮเต็ลแห่งนั้น อย่างที่ตั้งใจอีกครั้ง

(คนไทยในซิดนีย์ร่วมกันถวายพระพรโดยเปล่งเสียง "ทรงพระเจริญ" หลังจากเจริญสมาธิภาวนาเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ที่วัดพุทธรังษี พร้อมกับ คนไทยในมลรัฐนิวเซาท์เวลที่อื่นๆ เวลา 12.00 น. เมื่อวานนี้)

ที่ Hotel Strawberry Hills แห่งนี้ เป็นบาร์เล็กๆ แต่บรรยากาศอบอุ่น ผมพบว่าทั้งบาร์มีผมกับเพื่อนรวมสามคนและแหม่มสาวออสซี่หน้าตาจิ้มลิ้มที่สาละวนรินเครื่องดื่มอยู่หน้าเคาน์เตอร์ จะเป็นพวกที่อายุน้อยที่สุดในบาร์แห่งนี้แล้ว

ในบาร์มีแต่ผู้ใหญ่ผมขาว คุณลุง คุณป้า แต่กระชุ่มกระชวย กระฉับกระเฉง ทุกคนดูเป็นมิตรและมีความสุข ท่าว่าอายุอานามคงราวๆ เดียวกับนักดนตรี  

วงดนตรีที่แสดง เป็นวงดนตรี Dixie Land แบบนิวออลีนส์จริงๆ ด้วย ชื่อว่าวง Bill Dudley's New Orleanians Jazz Band มีสมาชิกหกคน ประกอบด้วย ฟูเกิลฮอร์น, คลาริเน็ต, เบ็นโจ, เพียโน, เบส และ กลอง  คนคลาริเน็ตมีเครื่องมือสองอย่าง คือเทนเนอร์แซ็กโซโฟน คลาริเน็ท

(รูปแบบวงดนตรีแบบ Dixie Land ในอดีต ที่มีต้นกำเนิดจากนิวออร์ลีนส์ สหรัฐอเมริกา)

นักดนตรีแทบทุกท่านผมขาวและอยู่ในเขตชราภาพทุกคน อายุอานามสมาชิกในวงหกคนน่าจะรวมกันเกิน 500 เห็นจะได้

คนเป่าฟูเกิ้ลฮอร์น(คล้ายทรัมเป็ต) แผดเสียงนุ่มสง่างาม แต่สนุกสนาน สอดประสานกับ เสียงคลาริเน็ต และ เทนเนอร์แซ็กโซโฟน ฉวัดเฉวียน และเว้นช่วงให้คนเพียโน พรมนิ้ว อย่างร่าเริงและสวยงาม

ลุงป้าหลายๆ คนเต้นด๊อกแด๊กอยู่ตามโต๊ะทุกคน รวมทั้งนักดนตรี ดูเหมือนเป็นเพื่อนกันหมด เสียดายที่ไม่มีฟลอร์และพื้นที่เพียงพอกับการเต้นรำ แต่ก็สนุกกันตามอัตภาพ

ผมกับเพื่อนรู้สึกสนุกสนานมากในบรรยากาศนี้ จนลืมเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพลงแล้วเพลงเล่า จนเพลงสุดท้ายจบ ทุกคนรวมทั้งพวกเราปรบมือเกรียว เราถือแก้วเบียร์ออกมานั่งด้านนอกบาร์ริมถนน

ตอนนี้นักดนตรีทุกคนดูเหนื่อยมากพอสมควร เพราะสาดพลังทั้งหมดให้กับดนตรีที่เขารัก

เจ้ายอ เพื่อนรุ่นน้องซึ่งเป็นมือกลอง อดีตนิสิตวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ศิลปากร ประทับใจลุงมือกลองในวงนั้นและศรัทธา จนอยากขอฝากตัวเป็นศิษย์ เขาจึงเข้าไปขอถ่ายรูปด้วยและอาสาช่วยขนของ ผมก็เข้าไปทักทายและจับมือกับนักดนตรี เป็นการให้เกียรติ

ลุงมือกลองยังนั่งงุ่มๆ ง่ามๆ อยู่ที่เดิม เก็บของไป เขาหันมาบอกผมว่า "Thank you to say hello, young man" แกยิ้มให้กว้างขวางอย่างคนใจดี

เรากลับมาที่โต๊ะด้านนอก 

สักพัก.. ลุงมือกลองคนนั้น กำลังจะกลับบ้าน จึงเดินตามออกมาทักทาย และยังขอบใจไม่ขาดปาก สำหรับการมาเยี่ยมเยือน แกว่า "ผมไม่เห็นคนหนุ่มๆ สาวๆ มาดูนานละ.. รู้สึกขอบใจมากที่สู้อุตส่าห์มาดูกัน คนแก่ปลื้ม ฮ่ะๆๆ"

(ได้ชักภาพกับลุง Ian ซึ่งผู้เขียนกำลังตื่นเต้นและปลาบปลื้มกับเรื่องราวที่ลุงเล่า)

พวกเราและลุงมือกลองต่างแนะนำตัว และ เชคแฮนด์กันอีกครั้ง ทราบว่าลุงชื่อ Ian (เอียน) ชื่อเล่นว่า Brocco (หมายถึงเครื่องเคาะให้จังหวะป๊อกแป๊ก แกว่าเพื่อนตั้งให้)

ผมบอกว่า ผมชอบดนตรีแจ๊ส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วันนี้ตื่นเต้นมากกับการได้ชมดนตรีแบบ Dixie Land สดๆ ที่ไม่เคยได้ดูของจริงเลยในชีวิต

"มาจากไหนกันเนี่ย" ลุง Ian ถาม แกเริ่มนั่งลงสนทนาด้วยอย่างเป็นกันเอง

"จากไทยแลนด์ครับผม.. ลุงรู้ไหม? ดนตรี Dixie Jazz ที่ลุงเล่น King ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศผมท่านทรงโปรดมาก..."

ลุง Ian ยกมือขึ้น "โอ้.. พอได้ยินว่าไทยแลนด์ ผมมีเรื่องอยากจะเล่าให้พวกคุณฟังพอดี เกี่ยวกับการได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท คิงภูมิพล และ ควีนสิริกิติ์ ที่เมลเบิร์นเมื่อหลายสิบปีก่อน"

พวกผมต่างนั่งอึ้งที่ลุงจำชื่อพระประมุขมิ่งขวัญของพวกเราได้อย่างถูกต้องแม่นยำ !!

ลุง Ian เล่าว่า...

"ตอนนั้นผมอยู่ที่เมลเบิร์น ครั้งนั้นผมยังเล่นดนตรีอยู่ในวงดนตรีกองทัพ..(แกเรียกว่า Military Band) ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จเยือนประเทศผมอย่างเป็นทางการ

ผมอายุ 19 ตอนนนั้น ผมจำภาพของทั้งสองพระองค์ได้ชัดเจน ในหลวงของพวกคุณ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่หนุ่ม และ หล่อมาก สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ก็ทรงพระสิริโฉมงดงามอย่างยิ่ง ทั้งสองพระองค์ทรงเครื่องทรงแบบเป็นทางการและสง่างาม ผมจำได้ว่าในหลวงมีเครื่องราชเป็นเหรียญตรา ส่วนพระราชินีทรงสายสะพาย สง่างาม (ลุง Ian เรียกไม่ถูกแกทำไม้ทำมือประกอบยุ่งไปหมด)

ในค่ำคืนหนึ่ง รัฐบาลของเราได้ถวายพระกระยาหารค่ำ และวงดนตรีของกองทัพฯ ก็ได้รับเกียรติบรรเลงในงานนั้น เป็นวงแบบหัสดนตรี (Big Band) ผมก็ตีกลองอยู่

เราเล่นเพลงแล้วเพลงเล่า จนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้

ช่วงหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จมาด้านหน้าวงดนตรี และทรงมีพระปฏิสันฐาน โดยได้รับสั่งอะไรบางอย่างกับนายวง ซึ่งเป็นคนคลาริเน็ท

พวกเราพอจะทราบถึงพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของพระองค์ นายวงได้ทูลเชิญให้ทรงดนตรีร่วมกับวง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระกรุณาตรัสตกลง

มหาดเล็กในขบวนเสด็จคนหนึ่งหยิบกล่องเล็กๆ ขึ้นมาแล้วเปิด ซึ่งข้างในมีเมาท์พิช (mouth piece) และสายคล้องพระสอ(คอ) ส่วนพระองค์สำหรับเล่นแซ็กโซโฟน ในหลวงทรงรับเมาท์พิช และ สายมาคล้องพระสอ (เมาท์พิชคือส่วนประกอบอย่างหนึ่งของแซ็กโซโฟนตรงที่ใช้คาบแล้วเป่า) แล้วทรงหยิบอัลโต้แซ็กโซโฟนที่นายวงหยิบมาถวายให้  ขึ้นมาทรง

(นักแซ็กโซโฟนที่เล่นจริงจังอย่างมืออาชีพ มักจะมี mouth piece ส่วนตัวติดตัว ในกรณีที่ไม่ได้เอาตัวแซ็กโซโฟนไปด้วย และเวลาแจมเล่น จะไมใช้ของคนอื่น หรือใช้ปะปนกับคนอื่น เนื่องด้วยเหตุผลทางความถนัด และ คุณภาพเสียง - ผู้เขียน)

"ท่านไล่สเกลสูงต่ำ เล่นเมโลดี้ และอิมโพรไวส์ (ด้นสด) อย่างคล่องแคล่ว ผมเป็นนักดนตรี ผมกล้าบอกได้ว่า ในหลวงของพวกคุณทรงแซ็กโซโฟนได้ยอดเยี่ยมมาก..

อย่างไรก็ดี ตอนนั้น..พวกผมทุกคนมีแต่ความตื่นเต้นประหม่ากันไปหมด (ลุง Ian ใช้คำว่า nervous) คุณคิดดูสิว่า ถ้ามีพระมหากษัตริย์จากแดนไกลซึ่งเป็นอาคันตุกะสำคัญของประเทศ มาทรงดนตรีด้วย เราจะรู้สึกตื่นเต้นแค่ไหน?? ผมเองปลื้มใจมากๆ

ผมถามลุง Ian ว่า จำเพลงที่เล่นได้ไหมครับ? ลุงจำได้และฮัมเพลงนั้น แต่ขออภัยจริงๆ ครับ ผมเองที่จำชื่อเพลงไม่ได้ เพราะไม่เคยได้ยินเลยแล้วคุยกันกับลุง Ian เพลินจนลืมจด...

"ครั้งหนึ่งในชีวิต ผมมีโอกาสได้เล่นดนตรีในวงเดียวกับคิงภูมิพล"

ลุง Ian หยุดเล่าแค่ตรงนั้น มองออกไปไกลๆ อย่างรำลึกความหลัง ยิ้มน้อยๆ

"อ่อ.. พูดถึงไอ้คนคลาริเน็ตนายวงคนนั้น ซึ่งหลังจากนั้นนานอีกหลายปีดีดัก...เขาได้ไปเที่ยวเมืองไทย มันทะเล่อทะล่าไปถึงหน้าวังฯ ไปขอเข้าเฝ้าฯ ในหลวง"

!!!!  พวกผมเซอร์ไพรส์เข้าไปอีก แต่ยังฟังต่อไป.... 

"คนคลาริเน็ตคนนั้นบอกเจ้าหน้าที่ว่า รู้จักกับท่าน เพราะเคยได้ร่วมเล่นดนตรีในวงที่ท่านทรงดนตรีด้วย ที่ออสเตรเลีย...

"ก็เป็นธรรมดาแหละ เจ้าหน้าที่เขาก็ไม่ให้เข้าวัง ใครจะไปให้เข้าละ?

(ตรงนี้ ผมเข้าใจว่า คงเป็นความทะเล่อทะล่า และ ซื่อ แบบฝรั่งมังค่าจริงๆ ที่ปลาบปลื้มและตั้งใจจะมาเข้าเฝ้าโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยหาได้คิดในเชิงสำคัญตัวเองผิด ไม่ - ผู้เขียน)

"หมอนั่นก็ยังยืนยันว่าจะเข้าเฝ้าฯ ให้ได้ เพราะว่าชีวิตนี้ไม่แน่ใจว่าจะได้มาเมืองไทยอีกสักกี่ครั้งเชียว"

ลุงเล่าต่อไป

"เจ้าหน้าที่ป้อมหน้าพระราชวัง คงรำคาญหรืออะไรไม่ทราบ ได้โทรไปหาผู้บังคับบัญชา (ลุง Ian ใช้คำว่า Colonel คงประมาณว่านายทหาร)

"เวลาผ่านไปนานพอควร หมอนั่นก็ยังตั้งหน้าตั้งตารอที่ป้อมนั้น ก็มีโทรศัพท์กลับมาที่ป้อม บอกว่า ความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว และ ทรงจำชื่อของนายวงคนคลาริเน็ทคนนี้ได้ จึงทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าได้...

!!!!!!!!!!

เขาจึงได้เข้าเฝ้าจริงๆ เพื่อถวายพระพร และกราบบังคมทูลลาตามเวลาอันสมควร"

"แต่ผมก็ไม่รู้รายละเอียดอะไรมากไปกว่านี้ แค่นี้พวกผมก็ตื่นเต้นกันมากแล้ว"

ลุง Ian ว่า..

"ผมเห็น ผมรู้ว่าทำไมพวกคุณรู้สึกเทอดทูนพระมหากษัตริย์พระองค์นี้มาก? ใช่ไหมใช่?

ผมตื่นเต้นและตื้นตันเรื่องที่ลุงเล่าจนอธิบายไม่ถูก บอกแค่ว่า "His Marjesty the King always in our Heart"

"ผมไปร้านอาหารไทยกี่ร้านกี่ร้าน ผมยังเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ ทุกแห่ง เป็นภาพพระมหากษัตริย์หนุ่มองค์เดียวกับที่ผมเคยเห็น"

"Your King is forever young"

ลุงยิ้ม.. 

เราคุยกันสัพเพเหระอีกหลายเรื่อง ทั้งชีวิต ดนตรี การท่องเที่ยวเดินทาง อย่างออกรสออกชาติ

ลุง Ian เล่นเพียโนมาตั้งแต่สี่ขวบ แกเลือกเล่นกลองหลังจากนั้นไม่นาน เพราะบอกว่า "มันง่ายดี" แกพูดติดตลก เพราะทักษะของลุงในการเล่นกลอง ไม่ธรรมดาเลย  แกยังคงซ้อมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หนุ่มยันแก่ โดยเฉพาะจังหวะในการตีกลองไม่มีตกเลยสักนิด 

"ลุงเลิกเล่นเพียโน เพราะรู้ตัวว่าพัฒนาให้มันดีกว่านั้นไม่ได้อีกแล้ว แต่กลองมันมีอะไรให้ศึกษาอีกเยอะ"  ลุง Ian บอกเหตุผลในการเริ่มเล่นกลอง

ผมบอกว่า "กลองมันไม่ง่ายนะลุง"

"ก็..ใครๆ เขาบอกว่าผมเล่นกลองแล้วมันดูง่ายไปหมด ฮ่ะๆ จะไม่ง่ายยังไง ผมเล่นมาร่วมห้าสิบปีแล้วนะซี ทุกวันนี้กลองเป็นของเล่นที่ดีที่สุดของผม ผมยังซ้อมทุกวัน จะดูบอล ดูข่าว นั่งเล่น ก็ขยับไม้มันไปเรื่อยๆ ตีกับหนังกลองสำหรับซ้อม "

"ลุงรู้มั้ย? ลุงอยู่ในโลกที่ผมไฝ่ฝัน คือ การมีความสุขกับการเล่นดนตรีจนลืมความแก่ชรา แล้วยังได้เล่นกับเพื่อนๆ ฝูงๆ ที่สนิทสนมรักใคร่กันได้พบปะกัน จนกว่าจะไม่มีแรงเล่น"

"คุณจะได้ทำ ถ้าคุณยังไม่เลิกเล่น"  ลุงว่าแล้วหัวร่อใหญ่

เวลาสามทุ่มเศษแล้ว.. เราคุยกันมาร่วมชั่วโมง

ลุง Ian ว่า "ขอตัวก่อนนะ นี่ก็ดึกแล้ว ต้องเตรียมกลับบ้านละ"

"ครับผม" พวกเราต่างยืนให้เกียรติและจับมือกับลุง, ผมเขย่ามือกับลุงอย่างแน่นหนา นายกิตรนักศึกษากฎหมายรุ่นน้องของผมถึงกับกอดลาลุง Ian ด้วยความปลื้ม ส่วนเจ้ายอ หลังจากได้ฝากตัวเป็นศิษย์ก็ช่วยลุงขนของไปส่งที่รถแท็กซี่ที่มารอรับอยู่อีกด้านหัวมุมถนน

ลุง Ian ทิ้งท้ายว่า..

"ขอส่งความปรารถนาดี ถวายพระพรให้ในหลวงของพวกคุณด้วย.. รักคิงของพวกคุณให้มากๆ อ้อ..แล้วก็วันหลังมาเยี่ยมกันอีกนะหนุ่มๆ 

แกหันมาทางผม "อ่อ วันหลังมาแจมเล่นเบสด้วยกันนะ พวกผมแก่มากแล้วคงจะเล่นอีกไม่นาน..แล้วพบกันใหม่"

"ครับลุง ผมจะมาอีกแน่นอน"

--------------------------------------

หมายเหตุ

เรื่องราวนี้ เป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้ยินได้ฟังคำบอกเล่าจากชาวต่างชาติสูงอายุท่านหนึ่ง ที่ให้เกียรติคนไทย และ แสดงความปลาบปลื้มในพระราชอัจฉริยะภาพ พระราชจริยวัตร อันงดงามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ผู้เขียนตรวจสอบได้เพียงปี พ.ศ. ในการเสด็จพระราชดำเนินประเทศออสเตรเลีย ก่อนที่จะตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ ด้วยความจำกัดของข้อมูลที่มี โดยหาได้ทราบรายละเอียดด้านอื่นๆ ในการเสด็จครั้งนี้ ไม่

อย่างไรก็ดี การเล่าเรื่องราวด้วยความทรงจำของผู้สูงอายุ ด้วยเจตนาดี แต่ ความเป็นจริงอาจมีความคลาดเคลื่อนจากความจริงที่เกิดขึ้น และเป็นสิ่งมิบังควรก็เป็นได้

ผู้เขียนนำมาเผยแพร่ด้วยวัตถุประสงค์ เพียงเพื่อต้องการบอกเล่าเรื่องราวอันน่าประทับใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พระจริยวัตร พระอัจฉริยภาพของพระองค์ เพื่อ เป็นการส่งเสริมพระบรมเดชานุภาพให้เป็นที่ปรากฎ สืบไป

ในกรณีที่ผู้ใดจะนำไปบอกเล่าหรืออ้างอิงโปรดใช้ความระมัดระวังให้มากที่สุด

ขอบพระคุณครับ 

โดย Groovy_Sannie

 

กลับไปที่ www.oknation.net