วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สาวย่านวัฒนธรรมคนไทย ในมาเลเซีย.... ตามไปดูครูหมอหนังตะลุง….





          วันที่ ๒๕-๒๖ เมษายน ๕๓ ทีมงาน “เขรถถีบเที่ยว” กับครูยะ ของคลื่น เอ็ฟ.เอ็ม.๘๘.๕  ต.น้ำขาว อ.จะนะ ร่วมกับคณะ “หนังณรงค์ ตะลุงทักษิณ”  บ้านวังไทร อ.นาทวี  เดินทางไปเล่นหนังตะลุงแก้บนและไหว้ครูหมอหนังตะลุงที่บ้านเหยีย  อำเภอ เสะ รัฐเคด้า(ไทรบุรี)  ประเทศมาเลเซีย...

          บนเส้นทางเดิน...จากด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ ต.ประกอบ อ.นาทวี ทีมงานกำลังให้ด่านตรวจคนเข้าเมืองทางฝั่งไทยตีตราประทับลงบนหนังสือเดินทางออกจากประเทศไทย โดยเจ้าหน้าที่ได้ซักถามเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และสถานที่เป้าหมายที่ทางทีมงานกำลังจะไปอย่างละเอียด...ทราบจากนายหนังณรงค์หัวหน้าคณะ (คนถือเอกสารเสื้อสีม่วง) การเดินทางเข้าประเทศมาเลเซียในฐานะของนักแสดงหรือศิลปิน... ภาษีสำหรับเครื่องดนตรีทั้งชุดที่นำเข้าเมืองของเขาสูงมาก  สำหรับหนังตะลุง ภาษีค่าเครื่องดนตรีนำเข้าครั้งหนึ่งประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท “ เมื่อวานเอกชัย และคณะก็นำทีมงาน ๓๐๐ คน เดินทางล่วงหน้าเข้าไปแล้วเช่นเดียวกัน...” นายด่าน ณ ที่ทำการตรวจคนเข้าเมืองให้ข้อมูลเพิ่มเติม...

          จากด่านประกอบ อ.นาทวี เดินทางเข้าไปประมาณ ๑๐๐ กม. ของรัฐเคด้า ผ่าน อ.ปาดังสะราบ ถึง อ.เสะ เดินทางเข้าไปถึงบ้าน เหยียซึ่งเป็นหมู่บ้านของคนมาเลเซีย เชื้อชาติ เสียมหรือสยาม  เจ้าภาพจัดเตรียมโรงหนังตะลุง ที่ช่วยกันสร้างขึ้นจากไม้หมาก สังเกตดูคล้ายๆ โรงหนังของคนบ้านเราเมื่อ ๓๐ ปีก่อน...ปัจจุบันฝั่งไทยเราประยุกต์เป็นใช้โครงเหล็กแทน...พิธีการไหว้ครูหมอหนัง จัดทำขึ้นก่อนเล่นหนังตะลุง เจ้าภาพต้องจัดเตรียมอาหารหวานคาว มีหมู มีไก่ ขนมชนิดต่าง ๆ ขนมโค ข้าวเหนียวเหลือง/ขาว สังเกตดูเครื่องเซ่นเหมือนการไหว้เจ้าที่ทุกประการ...เมื่อจัดเตรียมเครื่องเซ่นเสร็จแล้วจึงนำไปวางไว้บนพาลัย ...ลักษณะพาลัยทำแบบง่าย ๆ ไม่เป็นชั้นเป็นภูมิ หรือแบ่งฐานะศักดินาของครูหมอเจ้าที่แต่อย่างใด... ทรง คือบุคคลสำคัญที่จะเป็นตัวกลางให้ครูหมอได้อาศัยร่างเพื่อพูดคุย สื่อสารกับลูกหลาน(เสื้อขาว) ...พี่เลี้ยงทรง คือบุคคลที่คอยทำหน้าที่ช่วยเหลือ ปรนนิบัติเมื่อครูหมอเริ่มเข้าทรง (รายได้ของพี่เลี้ยงทรง/ครั้ง ๓๐๒๔ บาท)  ...เมื่อพร้อม เครื่องดนตรีหนังตะลุงทำการเซิด จังหวะคล้ายมโนราห์โรงครูทุกประการ...บรรยากาศของการไหว้ครูหมอหนังตะลุง เจ้าภาพคือบุคคลสำคัญ จะต้องเตรียมงานและส่งข่าวญาติพี่น้อง ใกล้ไกลให้มาพร้อมเพรียงกัน...และจะทำกันเฉพาะภายในเดือนหก เดือนเจ็ด และเดือนเก้า เหมือนกับการไหว้เจ้าที่  ไหว้ครูหมอโนราบ้านเรา....

         คุณพิพัทธ์ (สวมเสื้อยืด) เล่าให้ฟังว่า ประวัติที่มาหรือคติความเชื่อเกี่ยวกับครูหมอหนังหรือครูหมอโนรา  ของคนไทยในมาเลเซียกับคนไทยฝั่งประเทศไทยเหมือนกัน คือ...คนสมัยก่อนที่เป็นศิลปินไม่ว่าในแขนงไหน เขาจะเป็นด้วยใจ ด้วยจิตวิญญาณ.. ไม่ใช่เป็นแค่อาชีพเพื่อหารายได้เลี้ยงตัวเอง หรือครอบครัวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อล่วงลับไปแล้ว  ด้วยดวงจิต ดวงวิญญาณอันเต็มเปี่ยมไปด้วยศาสตร์แห่งศิลปินที่ตนเองเชี่ยวชาญ ถ้าหากลูกหลานเฉยเมย ไม่สนใจหรือทอดทิ้งวิชาการเหล่านั้นไป ไม่เคารพบูชา  ก็มักวางอุบายแสดงตนหรือส่งจิตสัญญาณถึงลูกหลาน ให้มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นเกิดอาการล้มป่วยเจ็บไข้ไม่สบาย ออดๆ แอดๆ สามวันดี สี่วันไข้...เขาเรียกว่า “ถูกครูหมอ” หรือ “ครูหมอทัก” ขึ้นอยู่กับว่า แต่ละคนมีเชื้อสายของครูหมออยู่กับญาติฝ่ายไหน...ซึ่งนับลำดับของเครือญาติตามสายของครูหมออยู่ ๘ สาย  คือ สายพ่อ มี ๔ สาย คือ สายทวดปู่ ทวดย่า ทวดตา ทวดยาย   สายแม่ มี ๔ สายเช่นเดียวกัน คือ สายทวดปู่ ทวดย่า ทวดตา ทวดยาย...จากการสังเกต การไหว้ครูหมอหนังตามคตินิยมของคนไทยในมาเลเซีย(ในเมืองไทยไม่มี)  ใช้ทรงเพียงร่างเดียว แต่การไหว้ครูหมอโนรา ต้องใช้คนทรงถึง ๘ ทรง...เพราะฉะนั้นในการแก้บนหรือตัดเบรฺย..โนราต้องเชิญครูหมอทั้ง๘ สายลงมากินเหมือนกัน แต่จัดพิเศษเฉพาะฝ่ายครูหมอที่ทักเท่านั้น... ข้อที่น่าสังเกต...ชุมชนที่มีคติความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องครูหมอ ตายายอย่างแน่นแฟ้น มักสังเกตเห็นความกลมเกลียว สามัคคี อ่อนน้อมถ่อมตนของผู้คนในชุมชนมากกว่าชุมชนที่ทอดทิ้งคติความเชื่อแบบเดิม ๆ จนหมดสิ้น...ตัวอย่างเช่น ชุมชนไทยบ้านเหยีย รัฐเคด้า กับชุมชนไทยในฝั่งประเทศไทย  ที่มีมิติแห่งกาลเวลาของคติความเชื่อห่างกันอยู่หลายทศวรรษ...

       ก่อนถึงเวลาทำการแสดงหนังตะลุง ทางคณะเจ้าภาพแนะนำให้นายหนังณรงค์ เดินทางไปกราบไหว้บูชาหลวงพ่อฉิม(วาจาสิทธิ์)  ที่วัดไทยเจริญ ซึ่งเป็นวัดที่เป็นเสมือนศูนย์รวมทางใจของคนเชื้อสายไทยในมาเลเซียอย่างแนบแน่นทุกเพศทุกวัย  ชาวบ้านข้างๆ วัดเมื่อทราบข่าวว่ามีทีมงานสารคดีไปร่วมทำรายการอยู่ด้วยต่างมารอต้อนรับและให้ข้อมูล พูดคุย แสดงความรู้สึกรัก ผูกพันต่อสายสัมพันธ์ในความเป็นไทยอย่างแน่นแฟ้น...พวกเขาเล่าว่า “รัฐบาลกลางไม่ส่งเสริม (แต่ไม่ขัดขวาง) ให้คนมาเลเซียเชื้อสายไทย ได้เรียนรู้และสืบทอดเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยและภาษาไทย ดังนั้นในโรงเรียนปกติจึงไม่มีการเรียนการสอนภาษาไทย วิชาบังคับคือวิชาภาษามาเลเซียเท่านั้น...ภาษาไทยในมาเลเซียจึงมีเฉพาะแต่ภาษาพูด...คนไทยส่วนใหญ่จึงเขียนและอ่านหนังสือไทยไม่ได้....

         โรงเรียนสอนภาษาไทย...ด้วยข้อกังวลของพี่น้องคนไทยที่ยัง ผูกพันอยู่กับความเป็นไทยอย่างแน่นแฟ้น ทุกคนกังวลเหมือนกัน คือ กังวลว่าดวงจิตและวิญญาณแห่งสายคติ ความเชื่อมั่น ศรัทธาประเพณีวัฒนธรรมแห่งบรรพบุรุษจะสูญหายไปกับลูกหลานเยาวชนคนไทยรุ่นใหม่...วัด จึงยังเป็นศูนย์กลางของการอบรมถ่ายทอดเอกลักษณ์และความเป็นไทยลงสู่บุตรหลาน...โรงเรียนฝึกสอนภาษาไทยและนักธรรมศึกษาจึงเกิดขึ้นทุกชุมชนที่มีคนไทย...ครู คือบุคคลที่เป็นอาสาสมัครในชุมชน ที่เคยบวชเรียนและสอบได้นักธรรมศึกษา  ส่วนใหญ่เคยบวชเรียนและเข้ามาอยู่เมืองไทยมาก่อน...เวลาเรียน มักจะตรงกับวันศุกร์-เสาร์ ซึ่งถือเป็นวันหยุดในมาเลเซีย...ตำราเรียนก็ใช้ตำรารุ่นก่อน สมัยเด็กชายใหม่ รักหมู่ หรือรุ่นตาคำ ทำนา...เทคนิควิธีสอนก็ยังคงใช้แบบเดิม ๆ คือ เน้นให้จำทั้งสระและพยัญชนะ แล้วนำมาฝึกแจกลูกคำ เช่น ก- สระ –อา อ่านว่า กา...ครูที่สอนบอกว่า “วิธีการเรียนแบบเก่าดีหลายอย่าง ที่สำคัญ ครูได้มีโอกาสสอนแทรกคุณธรรมลงไปให้ผู้เรียนได้อีกด้วย...ผิดกับหนังสือปัจจุบันสอนไม่ถูก”

         คุณถาวร...อาชีพมัคคุเทศก์   คนไทยรุ่นใหม่ที่ยังยืนอยู่บนถนนสายวัฒนธรรมของคนไทยอย่างมั่นคง...ต้องขอขอบคุณและขอทักทายคุณถาวรอีกครั้งถ้ามีโอกาสเข้ามาชมหน้ากระดานเว็ปนี้...คุณถาวรได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับคตินิยม ความเป็นอยู่ สภาพปัจจุบัน ปัญหาที่ได้รับ ซึ่งก็มีมากเช่นเดียวกัน แต่ คุณถาวรกลับมองว่า ยิ่งมีปัญหา ยิ่งกลับทำให้สังคมไทยในมาเลเซียเข้มแข็งมากยิ่งขึ้นทั้งในมุมมองด้านสังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ...โดยเฉพาะ ณ วันนี้ มีตัวแทนของคนไทยได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปมีส่วนในการปกครอง(ส.ว.) ในระดับชาติอยู่ด้วย ซึ่งถือว่าไม่ง่ายนักสำหรับมาเลเซีย ที่ไม่ค่อยยอมรับคนท้องถิ่นที่ไม่ใช่เชื้อชาติมาลายู...มีข้อที่น่าสังเกต จากการได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนไทยหลาย ๆ รุ่น หลายๆ วัย ตั้งแต่ ๓๐ ปีขึ้นไป ทั้งในบ้านเหยียและบ้านช่างแดง ... พบว่า เกือบทุกคน มีความรู้ด้านประวัติศาสตร์ของชาติไทยดีมาก โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ของตนเอง (รับฟังเสียงพูดคุยได้ทาง เอ็ฟ.เอ็ม.๘๘.๕ ในวันศุกร์ที่ ๓๐ เม.ย. นี้ เวลา ๑๖.๐๐ – ๑๗.๐๐ น.) แต่น่าเสียดายที่ทางทีมงานยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับเด็กๆหรือเยาวชนคนรุ่นใหม่...

         การตั้งชื่อ สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคนไทยในประเทศไทย คือ การตั้งชื่อ นามสกุล... คนไทยในมาเลเซีย ยังนิยมตั้งชื่อเป็นแบบเดิม ๆ ความหมายไม่ซับซ้อนตามแบบคนไทยฝั่งประเทศไทย เช่น ชื่อจันแก้ว ชื่อชุม  ชื่อเรือง หรือถ้าคนรุ่นสมัยหน่อยก็ ชื่อถาวร พิพัด เป็นต้น และถ้าหากเป็นนามสกุล ก็จะนำเอาชื่อของพ่อมาเป็นนามสกุล ดังนั้น คนชั้นพี่กับน้องที่มี พ่อ เดียวกันเท่านั้นที่มีนามสกุลเดียวกัน ต่อจากนั้นถ้าไปแต่งงานใหม่และมีลูกมีหลาน นามสกุลก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยตามชื่อของพ่อ...ตัวอย่างเช่น ในบัตรที่เห็น เป็นบัตรของคุณพิพัด ลูกชายจันแก้ว...จันแก้ว คือพ่อของคุณพิพัด และเป็นนามสกุล ซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อย...ข้อสำคัญในการไปแจ้งเกิด เวลาแจ้งลงในช่องเชื้อชาติต้องระบุให้ชัดเจนว่า เชื่อชาติ “Siam” หรือ “สยาม” เท่านั้น ห้ามแจ้งเป็น “ไทย” เพราะหมายถึง คนไทยทางฝั่งไทย จะไม่มีสิทธิ์ในการรับมรดกอีกต่อไป...และอีกกรณีถ้าคนไทยแต่งงานกับมุสลิมก็ต้องเปลี่ยนชื่อนามสกุลใหม่เป็นมาลายู และจะเปลี่ยนกลับมาอีกไม่ได้ ...มรดกก็เช่นเดียวกัน คนไทยมีสิทธิ์ขายให้กับคนเชื้อสายมาลายูได้... แต่ซื้อไม่ได้ ...เหล่านี้คือเกร็ดสารคดีที่ผู้เขียนไม่ประสงค์ให้ใครนำมาเปรียบเทียบว่า ดี หรือ ไม่ดี ...เพียงแต่นำมาเสนอในลักษณะของการเรียนรู้ ...รู้เขา รู้เรา เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกันเท่านั้น...ความมั่นคงอีกอย่างหนึ่งของคนไทยในมาเลเซียที่ดูเหมือนนานวันจะยิ่งแน่นแฟ้นปราศจากอคติข้อสงสัยใดๆ คือ ความรู้สึกเคารพเทิดทูลต่อสถาบัน โดยเฉพาะกับ “ในหลวง” คุณถาวร แห่งบ้านเหยีย กับคุณพิพัด แห่งบ้านช่างแดง ซึ่งอยู่กันคนละอำเภอพูดกับพวกเราทีมงาน ซึ่งต่างกรรม ต่างเวลา กัน แต่ด้วยความรู้สึกคล้ายกันต่อในหลวง  “ในหลวง เป็นเหมือนเทวดา เหมือนเทพสูงสุด  สถิตย์ อยู่บนที่สูง ควรค่าแก่การเคารพกราบไหว้ ทุกๆ บ้าน จะมีรูปของในหลวงใส่กรอบอย่างดีติดไว้บูชา และที่สำคัญ ได้มีการน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในครอบครัวและวิถีชีวิตได้อย่างลงตัวอีกด้วย...”

          ภายในหมู่บ้านเหยีย เต็มไปด้วยสวนผสมทั้งสวนยาง สวนผลไม้ ถนนหนทางที่ใช้ติดต่อถึงกันเล็กๆ แบบ “รู้รง” แต่ก็ลาดยางอย่างดี...ข้อที่น่าสังเกต ภายในหมู่บ้านทุกแห่งของประเทศมาเลเซีย ไม่ค่อยมีรั้วบ้าน ทุกบ้านเดินติดต่อถึงกันได้ทุกทาง คุณพิพัดบอกว่า ในมาเลเซีย คุณมีสิทธิ์เลือกตายได้ ๒ แบบ คือ แก่ตาย กับ เป็นโรคตาย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือสองอย่าง...คุณไม่มีสิทธิ์ตายโดยถูกทำร้าย ปล้นจี้ หรือถูกเขม่น หมั่นใส้ เลยโดนทำร้ายตาย...ทุกคน ทุกเชื้อชาติต่างได้รับสิทธิข้อนี้เท่าเทียมเหมือนกันหมด...กฎหมายของรัฐเข้มแข็ง โทษสถานเดียวของการมีอาวุธเพื่อการฆ่า การทำลายล้าง ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่นอาวุธที่ผิดกฎหมาย หรือ ยาเสพติด ... การแขวนคอ คือปลายทางสุดท้าย  ข้อที่น่าสังเกตในระหว่างการเดินทาง ของทีมงาน ทั้งหมด ๑๕ คน จากบ้านช่างแดง ซึ่งเป็นบ้านของอาจารย์จันทร์แก้วหัวหน้าคณะ ไปถึงบ้านเหยีย เป็นหมู่บ้านที่รับหนังไปแสดง ห่างกันเกือบ ๕๐ กม. เราต้องใช้รถสำหรับบรรทุก ถึง ๓ คัน คันแรก บรรทุกสัมภาระ เครื่องดนตรี เป็นรถกระบะหกล้อขนาดกลาง คันที่สองเป็นรถตู้ ๑๑ ที่นั่งรวมทั้งคนขับ ...ถ้าเป็นบ้านเรา  เราน่าจะใช้แค่รถกระบะบรรทุกขนาดกลางหกล้อ แค่คันเดียว แต่อาจารย์จันทร์แก้วหัวหน้าคณะไม่ยอมให้พวกเรานั่ง ...แกบอกว่า “มันผิดกฎหมาย”  กฎหมายมาเลเซียไม่อนุญาตให้คนไปนั่งบนกระบะบรรทุกสิ่งของโดยเด็ดขาดถึงแม้อยู่ในเขตชนบท และในรถตู้แกก็ไม่ยินยอมให้นั่งเกิน ๑๑ ที่นั่ง...แกต้องเสียค่าใช้จ่ายไปติดต่อรถเก๋งเพิ่มอีก ๑ คัน ในการเดินทาง...จิตสำนึกร่วมของคนมาเลเซียอย่างหนึ่ง ที่เราสังเกตเห็น ฝังอยู่ในแววตาของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นคนเชื้อชาติใด  คือ  “สำนึกร่วมแห่งการรักษากฎวินัยของคนในชาติ” ของเขามีเหมือนกัน...อาจารย์จันทร์แก้วหัวหน้าคณะพูดทีเล่นทีจริงกับพวกเราว่า “กฎหมายมาเลเซีย ไม่แหมือนเมืองไทย”  เมืองไทยมีกฎหมายบังคับให้รัดเข็มขัดนิรภัย หรือสวมหมวกกันน็อค เพื่อเซฟตี้ชีวิตของตนเองแท้ ๆ  แต่เรากลับไปใช้เมื่อเจอด่านตำรวจตรวจ แค่นั้น เมื่อพ้นด่านตรวจกลับไปถอดวางไว้หน้ารถเหมือนเดิม ....(อาจารย์จันทร์แก้วไม่ได้พูด)...

        กระท่อม เป็นพันธุ์ไม้ที่ได้รับเสรีภาพในการมีสิทธิที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ของมันอยู่ในมาเลเซีย...น้ำต้มใบกระท่อม คือน้ำชนิดพิเศษที่ทางคณะเจ้าภาพ  ที่บ้านเหยีย จัดแจงต้มเอาไว้รอต้อนรับทีมงาน และแขกที่มาในงานบนโรงหนังและหน้าโรงหนัง จึงมีน้ำกระท่อมเสิร์ฟเป็นระยะๆ  คุณพิพัดบอกว่า กระท่อมเป็นพืชที่ผิดกฎหมายเช่นเดียวกับเมืองไทย แต่ทางเจ้าที่เขาใช้กฎหมายแบบยืดหยุ่น เพราะมองว่ามันเป็นแค่พืชเป็นพิษชนิดหนึ่งที่กินเข้าไปแล้วทำให้ร่างกายเกิดสารกระตุ้นชั่วคราวชนิดไม่รุนแรง แต่กลับกลายเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศเสียอีก ที่คนที่กินเข้าไปแล้วกลับขยันทำงาน...สร้างผลผลิตให้กับสังคมส่วนรวมมหาศาล...  

โดย ครูยะ

 

กลับไปที่ www.oknation.net