วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ความคิดเห็นทางการเงิน


คนมีรายได้น้อยไม่มีทางรวย

คนเรากู้ซื้อบ้านได้คนละหนึ่งหลังเท่านั้น

หุ้นเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง

คนเคยมีประวัติเสียในเครดิตบูโร ต้องรอ 3-5 ปี จึงจะกลับมากู้เงินได้อีก

ฯลฯ

ข้อความข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความคิดเห็นทางการเงินที่เรามักได้ยินกันอยู่ทั่วไป ที่ผมเรียกว่าข้อความเหล่านี้ว่า “ความคิดเห็น” ก็เพราะมันคือสิ่งที่คนบางคนคิด บางคนรู้สึก และบอกเล่ากันต่อๆมา แต่มันไม่ใช่ “ความจริง” นั่นเอง

จะว่าไปแล้วสิ่งที่คนเราได้ยินได้ฟังกันในชีวิตประจำวันนั้น มีทั้งสิ่งที่เป็น “ข้อเท็จจริง” และ “ความคิดเห็น” ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้ปะปนกันไปในทุกเรื่องราวของชีวิต ไม่เพียงเฉพาะแต่ประเด็นทางการเงิน การใช้ชีวิตคู่ ครอบครัว การศึกษา สังคม รวมไปถึงการเมืองระดับชาติ ก็มีทั้งสองสิ่งปะปนกัน ชนิดที่แยกออกจากกันได้ยาก

พ่อรักลูกห่วงลูกแต่แสดงออกไม่เป็น จึงใช้วิธีการดุด่าว่ากล่าว ทำให้ลูกคิดเอาเอง (ความคิดเห็น) ว่าพ่อไม่รัก ไม่ตามใจ สุดท้ายก็กลายเป็นปัญหา สะท้อนออกมาผ่านการประชดประชัน และการทำในสิ่งที่ไม่ควร

นักการเมืองโยนข้อความ ข้อกล่าวหาใส่กัน ประชาชนที่รักพวกเขาจนหน้ามืดตามัว ก็หลงเชื่อความคิดเห็นดังกล่าว พาลเกลียดชังนักการเมืองอีกฝั่ง ก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกของคนในชาติเป็นสองฝั่งสองฝ่าย

จากตัวอย่างเพียงเล็กน้อยที่ผมยกขึ้นมานี้ ก็พอจะเห็นได้ว่า “ความคิดเห็น” นั้น สามารถสร้างปัญหาให้กับชีวิตคนเราได้อย่างมากมาย แต่จะว่าไปก็ใช่ว่า “ความคิดเห็น” หรือ “ข้อคิดเห็น” ที่ลอยมาตามอากาศ จะเป็นต้นเหตุของปัญหาเสียทั้งหมด ทั้งนี้เพราะสิ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ความคิดเห็นก่อตัวเป็นปัญหาได้ ก็เนื่องมาจาก การที่คนเราขาดการค้นหา “ข้อเท็จจริง” รวมไปถึง “ความคิดเชิงวิเคราะห์” ให้ได้ว่า เรื่องที่ตัวเองได้ยินได้ฟังนั้น เป็นความจริง หรือความเชื่อของคนบางกลุ่ม ซึ่งใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย

ลูกค้าท่านหนึ่งของผมเคยบ่นให้ฟังว่า เขาโชคร้ายมีเงินเดือน มีเงินเก็บ อยากมีบ้านเป็นของตนเอง แต่ก็ซื้อไม่ได้ ธนาคารไม่ปล่อยกู้ เพราะเคยติดแบคลิสต์มาก่อน ต้องรออีก 3-5 ปี จึงจะเริ่มกู้เงินเหมือนคนอื่นได้

ผมเลยถามลูกค้าท่านนั้นกลับไปว่า “ธนาคารมีเงื่อนไขอย่างนั้นจริงหรือ ทราบได้อย่างไร เขาประกาศเป็นเงื่อนไขการกู้เงินเลยหรือเปล่า” ลูกค้าตอบกลับว่า “ไม่แน่ใจ แต่ได้ยินคนส่วนใหญ่พูดกัน”

พอถามว่า “คนส่วนใหญ่” ที่ว่าเนี่ยเป็นใคร เป็นฝ่ายสินเชื่อของธนาคารหรือเปล่า ลูกค้าท่านนั้นบอกว่าไม่แน่ใจ ผมจึงแนะนำให้เขาลองยื่นกู้ดู โดยให้ไปตรวจเช็คเครดิตบูโรดูก่อนว่า หนี้สินทั้งหมดนั้นเคลียร์แล้วจริงหรือไม่ ถ้าหนี้รายการใดในเครดิตบูโรยังไม่ถูกจัดการไป ก็ให้แนบสลิปเงินกู้ที่แสดงรายการบัญชีว่าเคลียร์หนี้ได้หมด ส่งให้ธนาคารประกอบการพิจารณาสินเชื่อด้วย

จำได้ว่าลูกค้าท่านนั้นยืนขอกู้ธนาคารไปสองแห่ง มีแห่งหนึ่งตอบตกลงอนุมัติ อีกแห่งหนึ่งไม่ตกลง แม้จะกู้ผ่านเพียงหนึ่งแห่ง แต่อย่างน้อยมันก็เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า ความเชื่อในอดีตของเขาที่เคยได้ยินได้ฟังมานั้น ไม่ถูกต้อง

หลังจากได้บ้านเป็นของตัวเองแล้ว ลูกค้าท่านนั้นมาขอบอกขอบใจผมเสียยกใหญ่ ผมตอบกลับไปว่า ไม่ต้องขอบใจผมหรอก แต่ให้เขาขอบคุณตัวเองที่เลือกจะค้นหาข้อเท็จจริงดีกว่า

คำถามที่น่าสนใจมีอยู่ว่า ทำไม? คนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะฟัง “ความคิดเห็น” จากคนอื่น แทนที่จะค้นหาข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง คำตอบง่ายๆ ของคำถามนี้ก็คือ คนส่วนใหญ่นั้นมีนิสัยที่ “มักง่าย” อยู่ในตัวเอง และไอ้เจ้าความมักง่ายนี่แหละที่ทำให้ชีวิตทางการเงินของเราประสบปัญหา หรือไม่ก็เสียโอกาสทางการเงินดีดีไป

“ผมอยากกู้เงินซื้อบ้าน ธนาคารไหนดอกเบี้ยต่ำสุด หรือสิทธิประโยชน์สูงสุด” นี่เป็นคำถามยอดฮิตที่ผู้ขอคำปรึกษาชอบถาม

แทนที่จะตอบ ผมจะแนะนำให้ลูกค้าเดินเข้าไปหา “ข้อเท็จจริง” จากแต่ละธนาคาร (หรือเว็บไซต์) เพื่อหาข้อมูลมาเปรียบเทียบกันเอง และถ้าให้ดี ลองให้ธนาคารทำตัวเลขประมาณการเงินผ่อนชำระในแต่ละปีให้ เพื่อหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

ทั้งนี้เพราะ เงื่อนไขของธนาคารแต่ละแห่งเปลี่ยนไปตลอด มีโปรโมชั่นใหม่ๆ มาแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา และนั่นทำให้ข้อเท็จจริงในอดีต กลายเป็นความคิดเห็นสำหรับวันนี้ไปเสียแล้ว

ท้ายที่สุดก็วนกลับไปเรื่อง “ความรับผิดชอบทางการเงิน” หรือ Financial Responsibility นั่นเอง สังเกตได้จากคนรวย หรือคนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินนั้น มักเป็นผู้ที่ลงทุน ลงแรง และใสใจกับการตัดสินใจทางการเงินของตัวเองมากกว่าคนจน หรือคนประสบปัญหาทางการเงินทั่วไป พวกเขาจะลงมือค้นหา “ข้อเท็จจริง” ต่างๆ ด้วยตัวเอง และใช้ “ความคิดเชิงวิเคราะห์” เพื่อพิจารณาเองว่า อะไรใช่ ไม่ใช่ จริง ไม่จริง ทั้งนี้เพื่อให้การตัดสินใจทางการเงินของพวกเขาถูกต้องมากที่สุด เสี่ยงน้อยที่สุด และมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปิดท้ายวันนี้ ด้วยหลัก “กาลามสูตร” ของดีที่มีมาสองพันห้าร้อยกว่าปี ที่จะช่วยให้คุณมีความคิดเชิงวิเคราะห์ที่สูงขึ้น และเพิ่มญาณพิเศษที่สามารถแยกแยะ “ข้อเท็จจริง” กับ “ความคิดเห็น” ที่พรางตาของคุณให้กระจ่างและชัดเจนยิ่งขึ้น

แล้วพบกันฉบับหน้าครับ

หลักกาลามสูตร 10 ประการ: อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา / อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา / อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ /

อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา / อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา / อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา / อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล /

อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน / อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้ / อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

------------------------------------------------------------------------------------------------------

สนใจสั่งซื้อหนังสือ “Financial Literacy – เคล็ด (ไม่) ลับ สู่ความมั่งคั่งทางการเงิน” ติดต่อได้ที่ www.bizkons.com

------------------------------------------------------------------------------------------------------

คอร์สสัมมนา “Financial Literacy” รุ่นที่ 19 (เรียนวันที่ 22-23 พฤษภาคม และ14 สิงหาคม รวม 3 วัน) เรียนรู้การเงินตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน จนถึงสามารถวางแผนการเงินที่เหมาะสมให้กับตัวเองได้ เปิดรับสมัครแล้ว สนใจรายละเอียดติดต่อได้ที่ www.bizkons.com 

------------------------------------------------------------------------------------------------------

โดย Davinci

 

กลับไปที่ www.oknation.net