วันที่ พุธ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงพ่อตี๋ สุจิณโณ วัดบางคณฑีใน ตอน หลวงปู่หลา สุขวโรกับพระเครื่องและเรื่องเล่า


หากไม่มีความวุ่นวาย เราคงไม่นึกถึงความสงบ ใครบางคนเคยบอกอย่างนั้น ยิ่งในทุกวันนี้เรื่องของการเมืองที่นับวันจะดูลึกลับซับซ้อนมากกว่าเรื่องของไสยศาสตร์เข้าไปทุกที สมองของคนเรามีพื้นที่ให้ขบคิดมากมายครับ ดังนั้นอย่าปักใจเชื่อในเรื่องที่ได้ยินจากปากคำของคนอื่น จนกว่าจะได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตนเอง 

ในบรรยากาศที่ลึกลับๆ แบบนี้ กิจกรรมค้นหาความสนุกของพวกเรา จึงหนีไม่พ้นการไปซอกแซกตามวัดเพื่อกราบครูบาอาจารย์ ปัญหาจึงมีอยู่ว่าจะไปวัดไหนกันดีล่ะ

ระหว่างที่นั่งรอฤกษ์อยู่ในรถ เพื่อนร่วมอุดมคติที่นั่งอยู่ในตำแหน่งพลขับ มั่นใจในการนำเสนอชื่อวัดให้กับพวกเราอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด ไปกราบ”หลวงพ่อตี๋ วัดบางคณฑีใน”กันดีกว่าเพราะว่าวัดนี้ได้ชื่อว่า “ขวัญใจคนจน” ตลอดจนให้บูชาพระมาตรฐาน ปริมาณคุ้มราคา

 

ตามปกติแล้วเวลาไปวัด พวกเราไม่ได้วางแผนการณ์หรือแนวทางอะไรไว้มากมายหรอกครับ เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาสอนให้พวกเรารู้ว่าการไปแต่ละครั้งไม่ควรเร่งเวลาให้กระชั้นเกินไปนัก ประเภทที่ว่าก้าวขาลงจากรถไม่ถึงสองนาทีก็ต้องขึ้นรถไปต่อเห็นท่าจะไม่สนุกแน่  

แต่ก่อนพวกเราเคยมีความคิดว่าในการเดินทางแต่ละครั้งแล้วเที่ยวได้หลายวัดถือว่าคุ้มค่า ต่อมาเมื่อบรรลุถึงสัจธรรมพวกเราจึงเรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วความคุ้มค่าไม่ได้วัดกันที่ปริมาณ หากแต่วัดกันที่ความสุขใจเป็นสำคัญ ใช่แล้วครับ

“ความสุขอยู่ที่จุดหมาย ความประทับใจอยู่ที่ว่าเราจะได้อะไรกลับไป” (มากกว่า)

 

สำหรับพวกเราแล้วการมาวัดบางคณฑีในครั้งนี้ก็คงนับไม่ได้แล้วว่าเป็นครั้งที่เท่าไร แต่พอจำความรู้สึกในครั้งแรกที่มาเยือนได้ว่าเป็นอย่างไร สภาพของวัดที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงมีลักษณะแบบกลางเก่ากลางใหม่ สิ่งก่อสร้างในวัดหลายอย่างที่ต้องซ่อมแซมบำรุง โดยเฉพาะฌาปนสถานของวัดที่ถือเป็นความสำคัญอันดับแรกที่ต้องปรับปรุง  

มาถึงวันนี้หลวงพ่อตี๋ท่านได้ดำเนินการซ่อมแซมฌาปนสถานไปบ้างแล้วครับแต่คงยังไม่เสร็จ ดังนั้นเพื่อไม่ให้ชาวบ้านที่เข้ามาใช้บริการต้องเดือดร้อน หลวงพ่อจึงต้องลงเงินลงแรงสร้างเป็นเชิงตะกอนชั่วคราวขึ้นมาใช้ทดแทนไปก่อน ซึ่งท่านบอกว่าเป็นเรื่องของวัดที่ต้องรับผิดชอบต่อชุมชน 

สมัยก่อนบริเวณพื้นที่ว่างของวัดถูกใช้เป็นที่ฝังศพ หลวงพ่อเล่าว่าไม่ต้องใช้บริการไม้ล้างป่าช้าแบบเครื่องจีที ๒๐๐ เพราะขุดไปตรงไหนก็เจอ จากประสบการณ์สมัยที่หลวงพ่อยังเป็นชาวประมงทำให้ท่านรู้ธรรมเนียมชาวเรือว่า เวลาลากอวนติดศพต้องนำกลับเข้ามายังฝั่งและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ซึ่งการกระทำแบบนี้จะนำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ชาวเรือ  

หลายครั้งที่ไต้ก๋งใหม่ๆ ไม่ยอมปฏิบัติแบบนี้ ปล่อยทิ้งขว้างโดยถือว่าไม่ใช่หน้าที่ และก็เป็นเรื่องจริงครับที่ว่าในเวลาไม่นานนักกิจการก็จะเสื่อมลงแบบทันตาเห็น ซึ่งความอาถรรพ์แบบนี้ปัจจุบันยังคงมีให้เห็นเป็นประจักษ์ ดังนั้นเมื่อท่านมีเวลาว่างจากกิจของสงฆ์ ท่านจึงได้เข้าจัดเก็บอย่างไม่รังเกียจ

การลงมือกระทำด้วยใจให้เห็นเป็นตัวอย่างแบบต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ในเวลาไม่นานนักท่านก็ได้แนวร่วมเป็นพระบวชใหม่(สมัยนั้น)เข้ามาช่วยกันทำจนแล้วเสร็จเป็นหมวดหมู่อยู่ในโกดังและตามกำแพงโบสถ์ดังที่ปรากฏอยู่ในทุกวันนี้ครับ

 

“มันไม่ใช่หน้าที่ มันเป็นเรื่องของการสงเคราะห์ การมีน้ำใจให้แก่กัน พอได้ทำไปเรื่อยๆ มันก็ได้คิดว่า คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย สังขารร่างกายไม่ใช่ของเรา เมื่ออยู่ก็ต้องอยู่อย่างมีคุณค่า” 

“ส่วนใหญ่คนเรามักจะเคยชินกับการใช้เงินทำบุญ จนลืมคิดไปว่าถึงไม่มีเงินก็สามารถทำบุญได้ เช่นการกวาดลานวัด ล้างห้องน้ำของวัด ล้างป่าช้า ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องของการใช้แรงกายและความตั้งใจมาทำ  

การทำงานอะไรก็แล้วแต่ หากเป็นการทำด้วยความสมัครใจและไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตน จิตใจก็จะมีแต่ความสุข ความสุขที่เกิดขึ้นนี่แหละคือผลจากการทำบุญ หากคิดกันแค่ว่ามีเงินเท่านั้นถึงจะทำบุญได้ แล้วคนจนๆ ล่ะ จะมีโอกาสได้ทำบุญไหมครับพี่น้อง”

(พิมพ์สมเด็จเนื้อไม้แก่นมะขาม-หลวงปู่หลา) 

ว่ากันว่าชีวิตคนเรามีสองทางให้เลือก ทางหนึ่งคือเลือกให้ชีวิตดำเนินไปอย่างปกติ อีกทางหนึ่งคือเราเลือกที่จะดำเนินชีวิตตามที่เราต้องการ  

สำหรับ”หลวงพ่อตี๋ สุจิณโณ เจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน” ท่านก็ไม่ต่างไปจากพวกเราหรอกครับ เพราะส่วนหนึ่งท่านได้เลือกให้ชีวิตของท่านดำเนินไปตามปกติในแนวทางของพระพุทธศาสนา คือการปฏิบัติตามกิจของสงฆ์อันพึงกระทำ  กลับกันถ้าเป็นเรื่องของการสร้างพระแล้ว ท่านเลือกที่จะดำเนินการผลิตตามแนวทางที่ท่านต้องการครับ

ภายใต้เงื่อนไขว่า “รับผิดชอบหน้าตาของตัวเอง” เพราะในการสร้างทุกครั้งหากท่านไม่ลงมือกระทำด้วยตนเอง ดูเหมือนว่า”ของมันจะไม่สมประกอบ” ท่านว่าแบบนั้น แน่นอนครับว่าเงื่อนไขแบบนี้ มันต้องมีที่มาที่ไป 

กว่าที่หลวงพ่อตี๋ ท่านจะสร้างพระได้ขลังขนาดนี้ท่านบอกว่าต้องลองผิดลองถูกมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้งกี่หน บางครั้งสร้างและเสกออกมาแล้วไม่ได้เป็นที่ถูกใจ ท่านก็จะยุบทิ้งเสียทั้งหมด การเรียนรู้วิธีการสร้างและการเสกจากประสบการณ์ที่บกพร่องของตนเองทำให้หลวงพ่อต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า 

“รูปแบบหรือวิธีการควรจะเป็นอย่างไร”  

ท่านเล่าว่าหลังจากที่ท่านได้หันมาทบทวนถึงข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น ท่านจึงได้เข้าไปแทรกซึมและศึกษาวิธีการสร้างพระจากหลวงปู่หลา  สุขวโร เจ้าอาวาสวัดบางคณฑีใน(ขณะนั้น)

หลวงปู่หลาท่านเป็นพระที่ซ่อนความขลังไว้ใต้รอยยิ้ม ท่านได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างให้หลวงพ่อตี๋ได้เห็น แต่ก็เหมือนจะแกล้ง กล่าวคือ เมื่อหลวงปู่หลาทำเสร็จท่านก็จะเก็บ ถ้าแจกก็จะแจกแก่คนทั่วไป แต่สำหรับหลวงพ่อตี๋แล้วท่านไม่ยอมให้กลับยุส่งให้ไปทำเอาเอง

  

(ลูกอมเทียนกรรมฐาน-หลวงปู่หลา) 

ดังนั้นเมื่อสถานการณ์บีบบังคับกันขนาดนี้ ถ้าเป็นคนอื่นคงแอบคิดไม่ได้ว่าชะรอย “ความสมานฉันท์” คงเป็นเพียงแค่ “คำขวัญที่เป็นไปไม่ได้” แต่สำหรับหลวงพ่อตี๋แล้วท่านไม่สนคำขวัญแบบนี้หรอกครับ

เนื่องจากท่านถือคติที่ว่า “ถึงมุมมองจะต่างกันแต่ความสัมพันธ์ไม่ต่างเดิน” ครับ เพราะในที่สุดแล้วก็เป็นหลวงพ่อตี๋นี่แหละครับเป็นผู้ทำหน้าที่หลักอย่างเป็นทางการในเรื่องของการผสมผงและกดเป็นพระมาให้หลวงปู่หลาเสก 

“หลวงปู่หลา ท่านเป็นพระเงียบๆ แต่ใจดี ยิ้มทั้งวัน เรียกว่ายิ้มตลอด ๒๔ ชั่วโมง เราเชื่อว่าท่านต้องสำเร็จอะไรบางอย่าง เพราะท่านสามารถหยิบฉวยอะไรก็ได้มาเสกมาสร้างให้ขลัง พระของท่านน่ะ หมากัดไม่เข้า” 

หลวงพ่อเล่าว่าการที่ท่านได้เข้าไปสังเกตุและศึกษากับหลวงปู่หลาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ท่านได้เรียนรู้ถึงการใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ตามธรรมชาติและสิ่งที่มีอยู่รอบตัว นำมาประจุคาถาอาคมให้เกิดความขลัง เช่น การสร้างลูกอมน้ำตาเทียน การสร้างพระจากเนื้อขนมเทียน ขนมเข่ง ฟังแล้วก็รู้สึกแปลกดีครับ ขนมเข่งนำมาสร้างพระได้ แต่เมื่อม้วนตัวตีลังกาสามตลบคิดอีกที 

“อย่าว่าแต่ขนมเข่งเลย ผลมะตูม ขนมกระยาสารท หลวงปู่หลาท่านก็เอามาสร้างเป็นพระได้เหมือนกัน”  

เรื่องแบบนี้ค่อนข้างออกเป็นแนวภูมิปัญญาชาวบ้านแท้จริง บางครั้งนะครับ พระที่สวย อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีแม่พิมพ์ที่ดี พระที่มีคุณค่า อาจไม่ได้อยู่ที่มวลสาร แค่เรารู้ว่าผู้สร้าง สร้างด้วยความตั้งใจ พระก็แลดูดีและมีคุณค่าตั้งแต่ยังไม่ได้สร้างด้วยซ้ำไป

จะว่าไปแล้วการจะสร้างพระให้ดีต้องไม่ใช่เพียงแค่คิด หากแต่ผู้สร้างต้องยอมเสียสละตนมาลงมือทำ อย่างที่หลวงพ่อตี๋บอกแหละครับว่า 

“คุณค่าของวัตถุมงคลอยู่ที่การสร้างด้วยความมั่นใจในตนเอง”  

ดังนั้นในเรื่องมูลค่าราคาของพระจึงไม่ใช่คำตอบที่ท่านต้องการ ท่านยอมรับว่าผลของการตกผลึกทางความคิดครั้งนั้น ทำให้ท่านหลุดจากกรอบความคิด ที่เดิมตัวเองเคยคิดว่าที่เรียนมาแน่นพอแล้ว สู่กรอบความคิดใหม่ที่แน่นและแน่นอนกว่าอย่างแท้จริง

 

(พิมพ์ขุนแผนเนื้อขนมเทียน ขนมเข่ง-หลวงปู่หลา) 

พวกเราขอให้หลวงพ่อเล่าถึงเรื่องของหลวงปู่หลา สุขวโร หรือ พระครูพิศาลสมุทรคุณ เจ้าอาวาสองค์เก่าซึ่งมีศักดิ์เป็นหลวงอาของท่าน ก่อนที่เราจะออกไปต่อยอดความรู้และสัมผัสเรื่องราวของหลวงปู่หลาจากชาวบ้านในพื้นที่ด้วยตัวของพวกเราเอง 

หลวงพ่อค่อยๆ เล่าถึงเรื่องราวแต่หนหลังของหลวงปู่หลาทั้งในเรื่องปกติและเรื่องที่ถือว่ามหัศจรรย์ ซึ่งในประเด็นส่วนหลังท่านบอกว่าไม่ค่อยอยากเผยแพร่ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง เนื่องจากว่าไม่มีหลักฐานยืนยัน เช่นเรื่องที่หลวงปู่หลามรณภาพแล้วร่างกายไม่เน่าเปื่อย ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานขนาดไหนก็ตามสังขารของท่านก็คงอยู่ในสภาพเดิม แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องทำพิธีพระราชทานเพลิงศพตามความประสงค์ของหลวงปู่ที่เคยบอกไว้ก่อนละสังขาร ดังนั้นเมื่อไม่มีสังขารให้เห็นเป็นหลักฐานแล้วจะเอาอะไรมายืนยันว่าเรื่องนี้เป็นความจริง 

จริงอยู่ครับถึงเรื่องแบบนี้หลวงพ่อจะไม่ต้องการความคิดเห็นตอบ แต่พวกเราก็ได้แสดงความคิดเห็นร่วมว่า ถึงแม้ไม่มีสังขารของหลวงปู่เป็นหลักฐาน แต่ความมหัศจรรย์ในเรื่องแบบนี้ย่อมต้องถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำของคนที่นี่ เพราะคุณธรรมและความมีเมตตาของหลวงปู่หลา มันได้ฝังเป็นความงดงามเล็กๆ ลงในจิตใจของชาวบ้านแถบบางคนทีแห่งนี้แน่นอน

อีกประการหนึ่งประวัติศาสตร์ของความจริงควรปรากฏและคนทั่วไปจะได้รับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์อันนี้ เรื่องดีๆ ก็บอกไปเถอะ โดยเฉพาะเรื่องพระที่หลวงปู่หลาท่านได้สร้างไว้ นั่นแหละท่านถึงยอมแบบประชาธิปไตยคือตามเสียงส่วนใหญ่ 

หลวงพ่อเล่าว่า...

 

“รอยยิ้ม” คือตัวแทนของหลวงปู่ และญาติโยมรอบๆ วัด หลวงปู่ท่านก็รักเหมือนลูกหลานทุกคน สมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันมักจะมีคนเข้ามาขอความช่วยเหลือจากท่านเสมอๆ บ้างก็มาขอพระ บ้างก็มาขอเงิน ซึ่งหลวงปู่ไม่เคยขัดหากสิ่งนั้นเป็นส่วนของท่านที่ไม่ใช่สมบัติของวัด

หลวงปู่เคยให้เงินที่ได้รับจากการเทศน์แก่คนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างไปทั้งซอง(ประมาณ ๕๐๐ บาท) เพียงเพราะเขาขับรถมาส่งท่านที่วัด ถ้ามีใครถามท่านถึงเรื่องของการให้แบบนี้ ท่านก็จะตอบด้วยเหตุผลข้อเดียวคือ 

“เก็บไว้ก็เป็นทุกข์”  

หลวงปู่หลาท่านเป็นลูกศิษย์ที่ขึ้นกรรมฐานกับ”ท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ แห่งวัดบัณฑูรสิงห์” ตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาครครับ  

ท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ถือว่าเป็นฆราวาสผู้ทรงธรรมและได้รับการยกย่องให้เป็น “ปราชญ์ชุมชนแห่งบางโทรัด” จะว่าไปแล้วชื่อเสียงของท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ถึงจะไม่ค่อยแพร่หลายออกไปยังวงกว้าง แต่ถ้าใครเคยศึกษาในเรื่องเกี่ยวกับกรรมฐานหรือเรื่องของวัตถุมงคลมาบ้าง ก็จะรู้ว่าท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ท่านศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหน

ซึ่งประวัติและเรื่องราวของท่านพ่อบัณฑูรสิงห์เป็นเรื่องที่น่าศึกษาครับ เพราะไม่ง่ายนักที่ชีวิตของคนๆ หนึ่งจะได้รับการยกย่องให้อยู่ในหน้าของประวัติศาตร์แห่งความดีงามและจิตใจของผู้คนตั้งแต่อดีตมาจนถึงทุกวันนี้ 

อิมินา สักกาเรนะ อาจาริยัง คุนัง

บัณฑูรสิงห์ ปิตุรัง อะภิปู ชะยามิ

 

ท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ เดิมชื่อ “พ่อเจิม คุณาบุตร” เกิดเมื่อ ๒๘ เมษายน ๒๔๓๔ ณ บางโทรัด สมุทรสาคร บิดามารดาของท่านชื่อ “ปู่แพ-ย่านุ่ม คุณาบุตร” มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๖ คน ท่านพ่อเป็นบุตรคนที่สองครับ

สมัยเด็กๆ ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความสงบเสงี่ยมและสามารถอดกลั้นอารมณ์ต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ต่อมาท่านได้บวชเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ ๑๕ ปี ณ วัดใหญ่บ้านบ่อ จังหวัดสมุทรสาคร และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ณ วัดบางพลีใหญ่ ตำบลบางโทรัด จังหวัดสมุทรสาคร 

สมัยที่พ่อท่านบัณฑูรสิงห์ยังบวชอยู่ ท่านได้ไปขอเรียนกรรมฐานและร่วมเดินธุดงค์กับ”หลวงพ่อหรุ่น วัดช้างเผือก” อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม สำหรับชื่อเสียงและชื่อชั้นของหลวงพ่อหรุ่นองค์นี้ คงไม่ต้องพูดกันมากครับ เอาเป็นว่าท่านเป็นพระที่ทั้งดีและเก่งอันดับต้นๆ ของเมืองไทยละกัน ยุคสมัยนั้นหากพระองค์ไหนจะเดินธุดงค์จะต้องผ่านการเข้าปริวาสกรรมเสียก่อน

เล่ากันว่าท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ได้บรรลุธรรมในขณะอยู่ปริวาสนั่นแหละครับ ซึ่งเรื่องนี้ได้มีผู้บันทึกจากคำบอกเล่าของท่านพ่อไว้ว่า 

 “ได้เห็นร่างกายโปร่งชัดเจนเหมือนกระจกแก้วไปทั้งร่าง ครั้งแรกแปลกใจ แต่เก็บความรู้สึกไว้ สอบสวนอยู่ทุกคืน และโอกาสที่ได้นั่งกรรมฐาน จนแน่ชัดแล้วจึงคิดว่า

เมื่อเราเห็นในตัวชัดแจ้งอย่างนี้แล้ว ในดินตรงหน้านี้มีอะไรบ้าง ก็เห็นในพื้นดินแจ้งไปทั้งหมด สงสัยตรงไหนตรงนั้นก็เห็น ไม่มีสิ่งใดบังกั้นเลยเป็นเวลานาน” 

ในประเด็นเรื่องของการที่ท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ได้บรรลุธรรมครั้งนี้ หลวงพ่อหรุ่นผู้เป็นอาจารย์ท่านได้กล่าวคำรับรองการบรรลุธรรมนี้ต่อหมู่คณะสงฆ์ว่า 

“คุณเจิม รู้ธรรมแล้ว” 

นอกจากเรื่องของการบรรลุธรรมแล้ว ยังมี”ความเชื่อ”อีกมากมายครับที่เกี่ยวกับท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ โดยเฉพาะเรื่องของการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของท่านที่ได้วางรากฐานไว้ ซึ่งการปฏิบัติธรรมดังกล่าวได้ถูกกระทำสืบทอดมาจนเป็นวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่นเลยทีเดียวครับ

นอกจากนี้ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะมีประชาชนมาทำบุญที่วัดกันมากเป็นพิเศษ เพราะท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ ได้สอนไว้เสมอๆ ว่า

 

“ศาสนาจะอยู่ได้ก็ต้องอาศัยพระมหากษัตริย์ เป็นองค์อุปถัมภ์ ทั้งสามสถาบันจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้ คือชาติ ศาสนา และองค์พระมหากษัตริย์ เปรียบเสมือนกับไตรสิกขา ซึ่งได้แก่ ศีล สมาธิและปัญญา” 

ครับ เรื่องราวของท่านพ่อบัณฑูรสิงห์สอดคล้องกับเรื่องเล่าของหลวงพ่อตี๋ ตรงที่ว่า ท่านพ่อบัณฑูรสิงห์เป็นผู้ทรงคุณธรรมและชำนาญในเรื่องของพระกรรมฐาน โดยเฉพาะการนั่งทางในที่สามารถบอกกล่าวเรื่องราวต่างๆ ได้ชัดเจนและแม่นยำ พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในเขตจังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงครามจำนวนไม่น้อยที่ได้ขอเข้าศึกษากรรมฐานกับท่าน

ซึ่งโดยส่วนตัวของหลวงปู่หลาแล้วท่านให้ความเคารพท่านพ่อบัณฑูรสิงห์มาก  และในช่วงที่หลวงปู่หลาศึกษากรรมฐานอยู่กับท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ ท่านพ่อได้มอบภาพถ่ายของท่านไว้เป็นที่ระลึก(ปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ภายในกุฏิของหลวงปู่) และมอบดินศักดิ์สิทธิ์ให้หลวงปู่หลาไว้ทำประโยชน์ในภายหน้า

 

ดินศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านี้มีลักษณะเป็นดินละเอียดสีเหลืองคล้ายทอง ซึ่งท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ได้นั่งทางในและพบว่าใต้พื้นดินของวัดบัณฑูรสิงห์มีดินศักดิ์สิทธิ์ที่มีลักษณะดังว่า ท่านจึงสั่งให้คนช่วยกันขุดขึ้นมาตรงบริเวณที่ท่านนั่งทางในเห็น หลังจากที่ลูกศิษย์ได้ช่วยกันขุดลงไปลึกพอสมควรก็พบว่ามีดินลักษณะตรงตามที่ท่านพ่อบอกไว้จริงๆ  

ในประเด็นเรื่องดินศักดิ์สิทธิ์นี้ หลวงพ่อตี๋ท่านบอกว่า ใครจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ เพราะเรื่องของความเชื่อไม่มีใครบังคับกันได้ แต่ที่แน่ๆ หลวงปู่หลาท่านให้ความสำคัญกับดินศักดิ์สิทธิ์นี้มาก เพราะในการสร้างพระของหลวงปู่หลาทุกครั้งท่านจะต้องนำดินศักดิ์สิทธิ์นี้มาเป็นมวลสารหลักเสมอ  

หลวงพ่อตี๋เล่าว่า ในชีวิตของหลวงปู่หลา ท่านได้สร้างวัตถุมงคลไว้พอสมควร เช่นลูกอมเทียนกรรมฐาน พระสมเด็จเนื้อไม้แก่นมะขาม พระผงพิมพ์กลีบบัว พระผงพิมพ์หยดน้ำ พระขุนแผนเนื้อขนมเทียน ขนมเข่ง พระปิดตาเนื้อผงแบบหลังเรียบและหลังนูน พระรูปเหมือนหลวงปู่หลาเนื้อผง เบี้ยจั่น ฯลฯ

โดยรายละเอียดเกี่ยวกับการสร้างพระของหลวงปู่หลาในแต่ละแบบ เท่าที่ฟังจากหลวงพ่อตี๋ ต้องบอกว่าน่าสนใจครับ การใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านแบบง่ายๆ แต่ไม่ใช่ว่าจะคิดได้ทุกคน ทำให้พระที่หลวงปู่หลาสร้างขึ้น มีความดิบๆ อันเป็นเสน่ห์และอัตลักษณ์เฉพาะตัวครับ

 

ซึ่งประเด็นดิบๆ แบบนี้แหละที่พวกเราเห็นตรงกันว่า มีคุณค่าไม่ด้อยไปกว่าพระที่สร้างออกมาแบบสมัยใหม่ที่เน้นความสวยงามเลยเชียว ถ้าจะเทียบกันแบบหมัดต่อหมัด ผมว่าพระของหลวงปู่หลากินขาด โดยเฉพาะพระเนื้อผงพิมพ์รูปเหมือนหลวงปู่หลา ซึ่งหลวงพ่อตี๋บอกว่าหลวงปู่หลานำดินศักดิ์สิทธิ์มาผสมในอัตราหนึ่งถ้วยน้ำชาต่อหนึ่งครกตำเลยทีเดียว

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจจะทำบุญบูชาพระพิมพ์นี้ ต้องสังเกตุตรงที่ว่าถ้าเป็นเนื้อออกสีน้ำตาล ซึ่งมีแก่นไม้มะขามผสม จะเป็นการกดพิมพ์โดยหลวงปู่หลา แต่ถ้าเป็นแบบเนื้อสีขาวๆ นวลๆ ทั้งมีตะกรุดและไม่มีตะกรุด จะเป็นส่วนที่หลวงพ่อตี๋ได้ช่วยหลวงปู่หลากดพิมพ์ครับ พระทั้งสองเนื้อนี้ถูกจัดสร้างมาเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งหลวงปู่หลาได้นำพระทั้งสองแบบนี้เข้าไปปลุกเสกแบบบินเดี่ยวภายในกุฏิของท่านจนท่านมรณภาพลงเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๗ 

ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า เพราะอะไรพระที่หลวงปู่หลาสร้างขึ้นก็มีประสบการณ์มากมาย แต่ทำไมบางพิมพ์ถึงยังเหลือตกค้างอยู่ที่วัด

ตอนนี้มีคำตอบแล้วครับ...

พราะหลวงพ่อตี๋ท่านให้พวกเราย้อนหลังไปดูรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของวัด ที่เดิมวัดบางคณฑีในแห่งนี้จัดว่าเป็นวัดปิด การจะเข้าถึงวัดแห่งนี้ได้นอกจากใช้สองเท้าก้าวเดินมาตามท้องสวนแล้ว ก็คงเหลืออีกทางเดียวคือใช้สองมือช่วยกันพายเรือมาตามคลอง ด้วยเหตุเป็นอย่างนี้วัตถุมงคลจึงมีลักษณะของการกระจายภายในกลุ่มแต่ไม่กระเด็นไปยังโลกภายนอกครับ

 

แสงแดดโรยราที่เกิดจากการคล้อยต่ำของพระอาทิตย์ บอกให้พวกเรารู้ตัวว่าใกล้เวลาที่พระสงฆ์ท่านต้องเริ่มเตรียมตัวเพื่อไปทำวัตรสวดมนต์เย็น แน่นอนล่ะ หน้าที่ในการเป็นผู้นำย่อมต้องเป็นหลวงพ่อตี๋ พวกเราตกลงกันครับว่า คราวหน้าถ้ามีเวลาว่างก็จะกลับมาเรียนรู้ภูมิปัญญาที่แฝงไปด้วยความลึกลับกันใหม่ และก็นับเป็นโชคดีของพวกเราครับ ที่หลวงพ่อตี๋ท่านเมตตาแจกพระของหลวงปู่หลาแก่พวกเรา 

เมื่อของชอบถูกส่งมาวางตรงหน้า  

ว่ากันว่ามนุษย์ไม่สามารถครอบครองทุกสิ่งทุกอย่างในเวลาเดียวกัน ดังนั้นเราจึงจำเป็นจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเราเอง 

แต่เมื่อจังหวะได้เปิดโอกาสให้กับ “ความโลภ ได้เลือก” 

ผมจึงตัดสินใจเลือกเอามาทั้งหมดพร้อมกับคิดในใจว่า... 

“ความสุขอยู่ที่จุดหมาย ความประทับใจอยู่ที่ว่าได้พระกลับไป”

ครับ ธรรมะคือธรรมชาติ มนุษย์มีหน้าที่หาแก่นของชีวิตให้พบและปักหมุดลงไปให้ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นและเป็นไป มีทั้งแก่นและทั้งเปลือก มองแต่เปลือกอาจไม่รู้ถึงแก่น ดังนั้นอย่าปักใจเชื่อในเรื่องที่ได้ยินจากปากคำของคนอื่น จนกว่าจะได้มาเห็นและสัมผัสด้วยตนเอง.... สวัสดีครับ

 

กราบขอบพระคุณ ท่านพระครูพินิจสมุทรคุณ ที่เมตตาให้ข้อมูล ประวัติบางส่วนของท่านพ่อบัณฑูรสิงห์ จากบทความ “ศูนย์รวมจิตใจชาวบางโทรัด” โดย วท.บ.21(4)/4 คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โปรแกรมวิชา วิทยาการคอมพิวเตอร์ สถาบันราชภัฏ จันทรเกษม คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อที่ช่วยแนะนำ และคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net