วันที่ พุธ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

กลับมาหาสุดที่รัก...ในวันที่ประเทศเริ่มมีความหวัง


ห่างหายไปจากบ้าน oknation นานเกือบสามปี จนหยากไย่เกาะ กลับมาคราวนี้มาพร้อมกับความหวังยามสงครามใกล้สงบ

มีผู้ใหญ่ใจดีเคยสอนเราเสมอว่า "การเรียนรู้ในวิชาชีพนี้ไม่มีทางลัด การฝึกฝนอย่างเดียวเท่านั้นที่เป็นได้" ก็เห็นจะจริงอย่างที่ว่า การก้าวกระโดดเร็วไปก็อาจพลาดเพราะความหยิ่งทะนงตัว ช้าไปก็ไม่ทันกับโลกที่มันหมุนไปเร็ว ดังนั้นยากที่สุดคือการกำหนดจังหวะก้าวให้พอดีกับสิ่งที่วิ่งวนอยู่รอบตัว ไม่รีบ ไม่ช้าแต่มั่นคง  

3 ปีเศษ ชีวิตบนหน้าจอของเราเดินอยู่บนเส้นด้ายทางการเมืองที่มีความเปราะบาง โหดร้าย สะเทือนใจ น่ากังวลอย่างถึงที่สุด 

ถ้า"เนชั่น"เป็น"โรงเรียน"แล้ว "สภาพการเมืองที่บีบคั้นและคับขัน"ก็เป็นเหมือน"ครูไหวใจร้าย" เคี่ยว ดุ โหด...การเรียนรู้ในวิชาชีพข่าวของโรงเรียนแห่งนี้ จึงเกิดขึ้นแบบมีตำราไว้ให้อิงแต่ไม่ได้มีไว้ให้ลอก 

นับตั้งแต่ "ม็อบเหลืองชุมนุม" ผ่านมาถึงช่วงเวลาบีบคั้น "7 ตุลา" ล่วงเลยมาถึง เสื้อแดงกับ"เมษา 52" ยังระอุไม่พอ ยาวมาจนถึง "เมษา 53" ที่มีเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์ซ้อนๆกันถึง 3 ครั้งใน 1 เดือน แต่ละครั้งสถานการณ์ต่าง แต่เรายังคงบทบาทสื่อไว้บน"เก้าอี้ตัวเดิม" เก้าอี้ตัวที่แบกรับความคาดหวังของสังคมในการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดี

หาคำตอบยาก ว่าสื่อมวลชนที่ดี คืออะไร ถามแบบนี้ส่วนใหญ่จะวิ่งวนหาคู่มือจรรณยาบรรณสื่อมวลชนที่ดีมานอนหนุน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด มันอยู่ที่ว่า เราจะเอาความเป็นนามธรรมในหนังสือ หรือ ตำรา มาจับต้องได้อย่างไร

บางที การเป็นคนทำงานในวิชาชีพข่าวมันมีมากกว่านั้น "ศรัทธา" คือ สิ่งสำคัญ ตามมาด้วย"ความเป็นมนุษย์"  เพราะข่าวแต่ละข่าว แต่ละสถานการณ์ ไม่มีกฎตายตัว ที่พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ใส่ใจคู่มือจรรยาบรรณวิชาชีพแต่อย่างใด แค่เพียงอยากบอกว่า สิ่งนั้นอยู่ในใจ แต่เมื่อไหร่ที่จะหยิบใช้ "ศรัทธา"  และ "SENCE ความเป็นมนุษย์"ของเรานี่แหละ สำคัญที่สุด

ลองนั่งทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งท้าทายต่อทั้ง"ศรัทธา"และ"ความเป็นมนุษย์"

เช้าตรู่ 7 ตุลา 51  สลายม็อบเหลืองหน้าสภา ครั้งแรกในชีวิตกับ"การสลายการชุมนุม" เราอยู่เวรรายการเช้า  บรรยากาศคุกรุ่น เราเข้ารายการได้แค่ 20 นาที เสียงโปรดิวเซอร์ผ่านมาทางหูฟังว่า  "สลายม็อบแล้ว" เราหันไปมอนิเตอร์โทรทัศน์ช่องอื่นๆ ที่อยู่ด้านนอกห้องกระจก เห็นคนวิ่งกันอุตลุต พร้อมกับควันคลุ้งไปทั่ว สิ่งที่เราทำได้หน้าจอคือ แจ้งผู้ชมให้ทราบ และ พยายามส่งสัญญาณไปทางทีมงานข้างในห้องควบคุมว่า เรากำลังต้องการผู้สื่อข่าวในพื้นที่ให้ต่อสายด่วน

"คุณผู้ชมคะ มีรายงานแจ้งเข้ามาว่า ที่หน้ารัฐสภาตอนนี้ เจ้าหน้าที่กำลังสลายการชุมนุมกลุ่มมวลชนเสื้อเหลืองแล้ว เรากำลังพยายามต่อสายไปถึงผู้สื่อข่าวของเราที่ประจำอยู่ที่นั่น"

สักพัก เสียงโปรดิวเซอร์ผ่านเข้ามาในหูฟังเราว่า "นภจักษ์มาแล้ว อยู่ประตูแยกพิชัย"

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น คือ เหตุการณ์ ณ ช่วงเวลานั้น นภจักษ์รายงานในสิ่งที่เห็น และต้องประเมินเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้า และที่ต้องห่วงที่สุด คือ ความปลอดภัยของตัวนักข่าวเอง 

หน้าที่ของเราหน้าจอที่เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องช่วยกันประคับประคองอารมณ์ทั้งของเราและของนักข่าวไม่ให้ตื่นเต้นไปมากกว่านี้ เราค่อยๆถามว่าเกิดอะไรขึ้น นภจักษ์ค่อยๆเล่ามา เริ่มเล่าถึงคนเจ็บ เลือดเนื้อและการสูญเสียกับภาพที่อยู่ตรงหน้า บรรยากาศบีบคั้น สลับกับเสียงดังของแก็สน้ำตาอย่างต่อเนื่อง

เราถามนภจักษ์ว่า เสียงที่เราได้ยินคือเสียงของอะไร วิถีการยิงยิงแบบไหน คนเจ็บอาการเป็นยังไง  มีช่องทางเข้าออกรถพยาบาลมั๊ย ใช้ช่องทางไหนได้บ้าง อุปสรรคในการขนย้ายผู้เจ็บคืออะไร 

หลังจากนั้น โปรดิวเซอร์ก็ต่อสายทั้งจากผู้สื่อข่าวในจุดอื่นๆและแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐมนตรี สส. หมอ ตำรวจ ทหาร นักวิชาการ รถเมล์ ญาติผู้บาดเจ็บ สิ่งที่ท้าทายคือการสับสวิตท์ เปลี่ยนโหมด กับคนนี้จะถามประเด็นอะไร คนนี้รู้อะไร ไม่ใช่ไปถามในสิ่งที่เค้าไม่รู้ เช่น ถามตำรวจว่ามีคนเจ็บกี่คน ซึ่งควรจะถามหมอจะดีกว่า

นอกจากควบคุมเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดหน้าจอแล้ว การกลั่นกรองคำพูดทั้งในการซักถาม และในการสื่อสารกับผู้ชมก็จำเป็น ไม่พอค่ะ ยังต้องสรุปเหตุการณ์จากทุกจุดที่นักข่าวหรือแหล่งข่าวรายงานมาให้ผู้ชมฟังอย่างเข้าใจ นักข่าวหรือแหล่งข่าวจะรู้ลึกในเฉพาะจุดที่เค้ายืนอยู่ แต่เราเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางในการเชื่อมโยงข้อมูล

เหตุการณ์เสื้อเหลืองผ่านไป ถัดมาไม่ถึงปี ช่วงสงกรานต์เสื้อแดงบุกที่โรงแรมพัทยาระหว่างการประชุมผู้นำอาเซียน  เหตุการณ์นี้มีจุดที่ยากอยู่ 2 - 3 จุด ที่ต่างจากครั้งที่ผ่านมา 

อย่างแรก ทั้งผู้ชมและเราต่างนึกภาพผังโรงแรมนี้ไม่ออก สิ่งที่ทำได้คือ ภาพกราฟฟิก และ อาศัยการอธิบายให้เห็นภาพ

อย่างที่สอง คือ ข้อมูล ที่ผ่านมาเราอาจได้จากหลายแหล่งแต่คราวนี้มาจากนักข่าวในพื้นที่ล้วนๆ

อย่างที่สามคือ ช่วงนั้นเป็นวันสงกรานต์ ผู้ประกาศมีจำนวนน้อยเพราะได้รับสิทธิ์หยุดพักสลับกันไปตามกติกา และเมื่อเวลาที่ต้องยืนระยะเกาะติดสถานการณ์ยาวนานหลายชั่วโมง ไม่ใช่เรื่องง่าย  และที่ยากที่สุดก็เห็นจะเป็นช่วงจังหวะที่บุกโรงแรม ผู้ประกาศส่วนหนึ่งออกเวรไปแล้ว อีกส่วนหนึ่งไปกินข้าว เดี๋ยวกลับมา อีกส่วนยังไม่เข้าเวร สรุป มีเราคนเดียวอยู่ตรงนั้น

ข้อดีที่สุดการมีเพื่อนนั่งข้างๆเวลามีสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ อย่างแรก คือ ความอุ่นใจ ทั้งสองคนสามารถโต้ตอบกันได้ สบตากัน มีเวลาให้พักหายใจ หรือ คิดสรุปความก่อนที่จะนำเสนอสู่ผู้ชม อะไรที่เราขาด คู่ของเราก็จะช่วยเติมเต็ม พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  แต่...ช่วงเวลานั้นไม่มี

ภาระหนักอึ้งของเราคือนอกจากจะช่วยกับนักข่าวภาคสนามประคับประคองอารมณ์ตื่นเต้น ตกใจ ณ ช่วงนั้นแล้ว การอธิบายให้ผู้ชมเข้าใจว่า ตั้งแต่ต้นมันเกิดอะไร จุดเกิดเหตุคือตรงไหน อยู่ห่างจากจุดที่ผู้นำอยู่ไกลเท่าไหร่ อุปสรรคคืออะไร โดยต้องอาศัยนักข่าวของเราที่อยู่ในพื้นที่ตามจุดต่างๆ หน้าโรงแรม จุดเกิดเหตุ ห้องผู้นำ แล้วป้อนคำถามแต่ละส่วนแบบละเอียดเพื่อนำมาเชื่อมโยงปะติดปะต่อเป็นจิ๊กซอร์ให้ผู้ชมนึกภาพออก ประหนึ่งว่าผู้ชมไปยืนอยู่ที่พัทยาด้วย...

ผ่านไปอีก 1 ปี...

เหตุการณ์เสาร์ที่ 10 เมษา 2553

บ่ายโมงตรง เรากำลังรายงานเหตุการณ์ที่แยกเพลินจิต ที่ตำรวจกับมวลชนเสื้อแดง ยืนประจันหน้ากัน เสื้อแดงไม่ต้องการให้ตำรวจขยับเข้าไปใกล้เวทีราชประสงค์ เพราะกลัวสลายการชุมนุม จะว่าๆไปเหตุการณ์วันนั้นบก.ข่าวประเมินกันว่า จุดที่เสี่ยงจะแรงคือ เวทีราชประสงค์ แต่ที่ไหนได้ ไม่มีใครคาดคิดว่า เวทีผ่านฟ้า แยกคอกวัว ราชดำเนิน จะเป็นจุดแตกหักในวันนั้น...

โปรดิวเซอร์บอกผ่านหูฟังเราว่า แกนนำแดงฮาร์ดคอร์คนหนึ่ง นำมวลชนจากผ่านฟ้าส่วนหนึ่งไปที่กองทัพภาคที่ 1 ใกล้สนามเสือป่า เพื่อปิดกั้นไม่ให้ทหารออกมาจากกรมกอง เพราะเกรงว่าจะเข้าไปสลายการชุมนุม

เหตุการณ์ที่จุดนี้ "เทพกิจ" กับ "ประภาศรี" คือพระเอก นางเอกในสนามข่าวของเรา

เข้าสายครั้งแรกกับเทพกิจ เหตุการณ์ยังนิ่ง แต่ระหว่างที่เรากำลังวกกลับไปรายงานสรุปเหตุการณ์ที่แยกเพลินจิตที่"นภพัฒน์จักษ์" กับ "ภาสพล" รายงานมา เสียงบก.การเมือง และ โปรดิวเซอร์ ก็กังวาน แทรกเข้ามาในหูเรา

"เทพกิจอยู่ในสาย อยู่ที่หน้ากองทัพภาคที่ 1 ทหารเริ่มเคลื่อนแล้ว"

เทพกิจรายงานสถานการณ์ที่นั่น ว่า ทหารตั้งแถวเตรียมเคลื่อนมุ่งไปทางมัฆวาน ผ่านฟ้า กลุ่มแดงถอยร่น แต่ยังประจันหน้ากันอยู่ เหตุการณ์อยู่ในภาวะล่อแหลม 

เราสรุปแล้วตัดสลับกลับไปที่ นภพัฒน์จักษ์ ที่แยกเพลินจิตอีกครั้ง ดูเหมือนที่นั้นจะเริ่มคลี่คลาย  อยู่ดีๆ เสียงสวรรค์จากโปรดิวเซอร์เข้ามาอีกแล้ว

"ประภาศรี อยู่ที่มัฆวาน" สั้นๆ 1 ประโยค แบบไม่รู้เหนือรู้ใต้

เสียงประภาศรีดังขึ้น

"จุดที่คุณประภาศรีอยู่ เกิดอะไรขึ้นคะ"

ประภาศรี รายงานด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยปกตินัก เธอวิ่งไป รายงานไป ท่ามกลางเสียงอื้ออึง ทั้งผู้ชุมนุม ทั้งเสียงจากปากกระบอกแก๊สน้ำตา แต่สิ่งที่เราเป็นห่วงที่สุดยามนี้ คือ "ชีวิตนักข่าวในสนามรบ"

"คุณ ประภาศรี ปลอดภัยมั๊ย วิ่งก่อนดีมั๊ยคะ" ประภาศรีมีสติและสปิริตมาก วิ่งไปรายงานไป แน่นอนเธอปลอดภัย ด้านหนึ่งเพราะสติของเธอแต่อีกด้านหนึ่งก็ด้วยแรงลุ้นและแรงใจของผู้ชมและทีมงาน...

ผ่านมาช่วงเย็นเกือบค่ำ จุดโฟกัสไปอยู่ที่"สะพานผ่านฟ้า" ที่นั่นมีการปล่อยแก็สน้ำตาจากเฮลิคอปเตอร์ ผู้ชุมนุมแตกกระเจิง แต่พอสงบก็กลับเข้ามาชุมนุมหน้าเวทีตามเดิม

นิกร ยิ้มสวัสดิ์ คือ นักข่าวในพื้นที่ นิกรถูกแก็สน้ำตาด้วย ระหว่างที่โฟนอินในรายการก็มีเสียงดังอีกเป็นระยะ ที่น่าห่วงคือ การปล่อยแก็สน้ำตามาจากฟ้า ซึ่งไม่สามารถระบุพิกัดได้ พี่น้องนักข่าวก็อยู่จุดนั้น มวลชนผู้บริสุทธิ์ก็อยู่จุดนั้น ช่วงนึง นิกรบอกว่า หลังเวทีซึ่งมีนักข่าวนั่งกันอยู่ส่วนหนึ่ง ก็ถูกลูกหลงจากแก็สน้ำตา ทำเอาเต้นท์ของสื่อมวลชนทะลุ  ยังโชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไร

ภาวะความหนักหน่วงทางอารมณ์เกิดขึ้นอีกครั้งพร้อมกับความสูญเสียที่จับมือใครดมไม่ได้ ที่ แยกคอกวัว ในช่วงค่ำวันเดียวกัน

เรานั่งอยู่ที่เก้าอี้ตัวเดิม ข้างๆเรา คือ โมนัย ผู้ประกาศจากโต๊ะเศรษฐกิจ

เราทั้งคู่ต้องทำหน้าที่สื่อสารทั้งกับเอกสารตรงหน้า ทีมงานในสตูดิโอ คนดู และ นักข่าวภาคสนาม "หัสยา" และ "อรรถยุทธ์"

หัสยา รายงานกับเราด้วยนำเสียงระคนความตื่นเต้น แต่เต็มไปด้วยสปิริตของนักข่าวอย่างแท้จริง  เธอรายงานทุกช็อต ทุกภาพตามที่เธอเห็น เสียงทุกเสียงที่เราได้ยิน ท่ามกลางความโหดร้ายและสะเทือนใจ

เราได้ยินเสียงระเบิด เสียงปืน ดังขึ้นตลอดเวลา เสียงของผู้คนที่ตื่นกลัว เสียงร้อง เสียงรถหวอ ที่ดังเล็ดลอดผ่านสายโทรศัพท์ขณะที่เรากำลังคุยกับหัสยา ที่เล่าถึงภาพแห่งความสูญเสีย รอยเลือดที่อยู่เบื้องหน้า

เรารู้มาว่า หัสยา มีความรู้ด้านอาวุธระดับหนึ่ง เธอฟันธงว่าเสียงดังที่เราได้ยินนั้น ไม่ใช่เสียงแก๊สน้ำตา แต่เป็นเสียงอาวุธสงคราม

ยอมรับว่าเราสะเทือนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น อารมณ์นั้นอึดอัด และเป็นห่วงนักข่าวทุกคนที่อยู่ท่ามกลางสนามรบ ห่วงชีวิตทุกชีวิตที่ร้องขอเพียงโอกาสมีชีวิตรอดในยามคับขัน

หัสยาบอกเราว่า ส่วนหนึ่งลำเลียงคนเจ็บออกไปแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งรถพยาบาลยังมาไม่ถึง... 

"หัสยา"รายงานสลับกับ"อรรถยุทธ์"นักข่าวอีกคนหนึ่งที่อยู่ในจุดเดียวกัน  ทั้งคู่คือนักข่าวที่เราต้องขอยกย่องกับการปฏิบัติหน้าที่ที่ดีเยี่ยมในวันนั้น...

ช่วงเวลานั้นเอง ที่เรารู้สึกว่า ศรัทธา และ ความเป็นมนุษย์ เป็นส่วนที่ช่วยเราในการทำงานคู่ไปกับตำราทางวิชาชีพได้จริงๆ

สำหรับบทสรุปของหน้าจอจะออกมาสมบูรณ์แค่ไหน อยู่ที่ "ทีมเวิร์ก" ทุกส่วนต้องเกื้อกูลกัน

เมื่อนักข่าวรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น หน้าที่ของการนั่งประจำการอยู่หน้าจอ คือต้องปะติดปะต่อเรื่องราวให้ได้ ให้เห็นภาพรวมของเหตุการณ์จากทุกจุด และการถ่ายทอดให้ผู้ชมเห็นภาพมากที่สุด บางครั้งภาพที่ปรากฎขึ้นหน้าจออาจไม่ใช่เหตุการณ์สดๆ ผู้ประกาศมีหน้าที่บอกผู้ชมว่า ภาพที่เห็นเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า สิ่งที่อยู่หน้าจอคือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ บางครั้งเหตุการณ์มันอาจคลี่คลายไปแล้ว ก็ต้องย้ำว่า เหตุการณ์มันคลี่คลายแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่ ยังไง

ที่สุดแล้วทีมงานเบื้องหลังทุกฝ่ายทีมบก. โปรดิวเซอร์ ประสานงาน เทป เสียง ควบคุมหน้าจอ ทุกส่วนเหมือนอวัยวะในร่างกาย จะขับเคลื่อนไปไปได้ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง ยิ่งในช่วงที่"สถานการณ์ขัดแย้งและเปราะบาง" ช่วงที่สังคมต้องการเลือกข้าง มันช่างยากกว่าช่วงเวลาปกติหลายเท่า ทำยังไงให้สังคมไม่เกลียดกันมากขึ้น อย่างน้อยความหวังของคนทำวิชาชีพสื่อทุกคนก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดความรุนแรงในสังคมให้ได้ แม้จะเป็นเพียง"เศษเสี้ยว"ของกลไกอันใหญ่โตนี้ก็ตาม

แต่บทสรุปในชีวิตจริงของเหตุการณ์วันนั้น  ยุติลงด้วยความสูญเสียแบบที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศของเรา ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก เพียงแค่ความเห็นต่างที่ต้องจบด้วยเลือดเนื้อ...ซึ่งไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้

 

โดย wannasiri

 

กลับไปที่ www.oknation.net