วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...คล้ายวันเกิด...ในปีนี้...



เนื่องจากว่า...
วันที่ ๑๔ พฤษภาคม นี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดของมะนะพล 
จึงคิดว่า เอ...เขียนถึงวันสำคัญนี้สักหน่อยคงไม่กระไรหรอกมั้ง
แม้ว่าบางท่านอาจจะเห็นว่า..มันจะไม่เป็นการโฆษณาตัวเองไปหน่อยหรือ
หรือ ทำอย่างนี้ต้องการคำอวยพรจากมวลมิตรหรือเปล่า...?
แต่กระนั้น ผู้เขียนก็เห็นว่า ถ้าจะมีอะไรบางอย่างที่พอจะเป็นประโยชน์
และแบ่งปันกันได้ ก็น่าจะเขียนแบ่งปันไป
เอาเป็นว่า ไม่ว่ามวลมิตรทั้งหลายจะเห็นด้วยหรือคัดค้านประการใดก็ตาม
วันนี้ ผู้เขียนขอโอกาสเพื่อเขียนถึงวันสำคัญนี้ของตนเองสักวันเถิดนะ

พักนี้  ผู้เขียนไม่ได้โผล่ตัวอักษรมาให้เห็นเสียหลายวัน
ทั้งนี้เพราะว่า มีความลำบากในเรื่องของการใช้อุปกรณ์เพื่อการนี้
วันนี้ต้องเรียกว่า "รบกวน" เพื่อน เพื่อขอใช้เครื่องคอมฯและอินเตอร์เน็ต
เพื่ออัพฯบทความ อันเป็นการส่งข่าวคราวไปด้วยในตัว

เอาละนะ...ขอกล่าวถึงการกระทำของผู้เขียนอันเนื่องมาจากวันคล้ายวันเกิด
ตื่นเช้าวันนี้ ผู้เขียนตื่นและลุกแต่เช้ากว่าปกติ คือ ตีสี่ครึ่ง (ปกติตื่นตีห้า)
นั่งสงบจิตสงบใจไปครึ่งชั่วโมง แผ่เมตตาแบ่งบุญกุศลไปให้พ่อแม่ ผู้มีพระคุณ
เจ้ากรรมนายเวร เทวดาอารักษ์ สรรพสัตว์ทั่วหล้า แล้วก็ลุกจากที่ไปอาบน้ำ

ออกไปมอร์นิ่งวอล์คประมาณชั่วโมงหนึ่งกลับมาก็จัดการหาอาหารบรรจุลงกระเพาะ
เสร็จแล้วก็ไปกวาดรอบๆ บริเวณที่อยู่อาศัย ได้เหงื่อมาโชกตัวเหมือนอาบน้ำ
ขณะที่กวาดขยะภายนอกก็ได้พยายามสังเกตใจของตนเองไปด้วยว่า
ทำอย่างไรหนอ...เราจะกวาด "ขยะ" ในใจที่หมักหมมมานานปี หรือบางทีอาจหลายชาติแล้ว
ให้ออกไปจากดวงจิตดวงใจได้หมดสิ้น เพราะ "ขยะ" ในใจเหล่านี้ บ่อยครั้งที่สร้างความยุ่งยากให้
คิดๆ แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจดังเฮือกกก...
เพราะกวาด "ขยะ" ในใจ มันไม่ได้ง่ายเหมือนกวาดขยะภายนอกนะสิ
หากท่านเคยสังเกตบ้างจะเห็นว่า พวก "ขยะ" ในใจนี่แหละที่ทำให้ชีวิตของเรา
เหม็นเน่าได้บ่อยๆ ครั้ง และทำให้ชีวิต "สะดุด" ไม่ราบรื่น ไม่ไหลลื่น
มองดูแล้ว ชีวิตรกๆ ตาตัวเองและชาวบ้านอย่างไรชอบกล

ตอนใกล้เวลาอาหารเพลของพระ ก็ไปจัดการหลายๆอย่างตามที่ตั้งใจไว้
คือ ไปเตรียมการเลี้ยงอาหารพระที่วัด งานนี้นิมนต์ท่านไว้หมดวัด ซึ่งมีประมาณเกือบ ๓๐ รูป
ก็ไม่ได้เลี้ยงอาหารอะไรดิบดีนัก เพราะทำเท่าที่งบประมาณส่วนตัวเอื้ออำนวย
ซึ่งการนี้ พระท่านไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว
ความจริงชีวิตผู้เขียนในช่วงปีที่ผ่านมาและปีนี้นั้น ไม่ได้ทำงานอะไรพอจะมีเงินมากเหลือเฟือ
มีแต่ละครั้งก็เพียงแค่ "ค่าเดินทาง" ต่อไปยังที่โน่นที่นี่เท่านั้น
นี่ก็อุตส่าห์เจียดเงินค่าเดินทางเหล่านั้นแหละ ออกมา "ทำบุญเลี้ยงพระ" ตามที่ตั้งใจไว้

ถึงเวลาอาหารเพลของพระ มีผู้ประสงค์จะร่วมบุญกับผู้เขียน ๓-๔ คนมาร่วมด้วย
ซึ่งทำให้ผู้เขียนปลาบปลื้มแทบกินข้าวไม่ลงเลยทีเดียว
เมื่อพระภิกษุสงฆ์ในวัดได้ยินสัญญาณระฆัง ท่านก็ห่มจีวรทะยอยเดินลงจากกุฏิของท่าน
ไปยังศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นที่ฉันภัตตาหารเพลร่วมกันมานานปี
สีเหลืองเหลืองอร่าม จำนวน ๒๐ รูปได้ เข้านั่งประจำที่แล้ว
พวกเราก็ช่วยกันยก "ชามสุกี้" และ "ชามก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น" ไปถวายพระในแต่ละวงฉัน
ซึ่งวันนี้ขอร้องแม่ค้ามาตั้งร้านในวัด และทำสดๆ ถวายพระท่านเลยทีเดียว
ผู้เขียนทำการนี้ด้วยความสุข ความเอิบอิ่มในบุญจริงๆ
ท่านเจ้าอาวาสของวัดท่านแซวว่า "สงสัยจะอิ่มบุญ ไม่หิวข้าวหรอกมั้งวันนี้"
ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นละมั้ง เพราะอาหารกลางวันของวันนี้ ผู้เขียนทานได้นิดเดียวก็รู้สึกอิ่ม

ภายหลังพระฉันเสร็จ ผู้เขียนขอความเมตตาท่านเจ้าอาวาสได้พาลูกวัดสวดบังสุกุล
ซึ่งผู้เขียนตั้งใจทำเพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ญาติและบุรพาจารย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว
พระท่านก็เมตตาด้วยดี  จากนั้นก็ถวายปัจจัยไทยธรรมแด่ท่านและรับพร
เป็นเสร็จพิธีทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในวันคล้ายวันเกิดแบบง่ายๆ
อาหารที่เหลือจากการถวายพระ เจ้าภาพก็ให้แบ่งปันแก่ฆราวาสญาติโยมไป
เพื่อให้หมด ไม่ต้องเหลือเททิ้ง  ปรากฏว่า ที่แม่ค้าได้เตรียมมานั้น หมดจริงๆ

อ่านมาถึงตรงนี้ บางท่านอาจสงสัยว่า
"เอ...ไม่เห็นพูดถึงแม่ผู้ให้กำเนิดเลยล่ะ"

ความจริงตั้งแต่เช้า ผู้เขียนโทร.ไปหาแม่ แต่ว่า มีเสียงตอบกลับมาว่า
"กรุณาฝากข้อความ" โทร.ทีไรก็ได้ยินแต่เสียงเดิมๆ
สงสัยก็เลยโทร.ไปหาน้องสาวที่สมุทรปราการ
น้องสาวโทร.กลับมาบอกว่า "ถ้าแม่ไม่ช๊าร์ทแบตเตอรี่ จะโทร.ไม่ติดหรอกจ๊ะ"
ก็เลยถึงบางอ้อ....ตัดสินใจว่า เย็นหรือค่ำวันนี้จะโทร.อีกครั้งเพื่ออวยพรให้แม่มีความสุข
เพราะ "วันเกิดลูกเกือบคล้ายวันตายแม่"
จึงควรอย่างยิ่งที่ลูกหญิงลูกชายทั้งหลาย
ถ้าอยู่ใกล้ชิดควรกราบที่ตักทุกครั้งเมื่อถึงวันคล้ายวันเกิด
ถ้าอยู่ห่างตาไกลกายก็ควรโทร.ไปอวยพรให้แม่มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุข

รวมความแล้ว เนื่องในวันคล้ายวันเกิดวันนี้ของผู้เขียน
ได้กระทำตามที่ใจหวังไว้เกือบครบทุกประการแล้ว คือ


 
๑. ทำบุญเลี้ยงพระ 
๒. อุทิศบุญกุศลให้ญาติและบุรพาจารย์ผู้ล่วงลับ
๓. โทร.ไปหาแม่และพ่อ เพื่ออวยพรให้ท่านทั้งสอง
๔. ยิ้มแย้มแจ่มใส และแสดงความเมตตาต่อคนรอบข้าง
ความจริงข้อที่ ๔ นี้ทำเป็นประจำอยู่แล้ว แต่วันนี้ทำมากเป็นพิเศษหน่อย
พูดง่ายๆ ก็คือ พยายามรักษาใจให้เยือกเย็น แจ่มใส ร่าเริง และยิ้มแย้ม
ไม่ทำให้อารมณ์ของตนเองเกิดความขัดเคือง หงุดหงิดกับใคร

ตอนนี้ที่ยังไม่สำเร็จก็คือ การได้พูดคุยอวยพรให้แม่และพ่อที่บ้าน

ท้ายบทความในวันนี้ ผู้เขียนก็อยากบอกท่านผู้อ่านว่า
จะว่าไปแล้ว วันเกิดของใครก็ตามมีแง่คิดและปรัชญานะ คือ

วันเกิด คือ ปีใหม่ของชีวิต
คือ นิมิตที่ธรรมชาติ ฉลาดสอน
คือ จุดเชื่อมบุตร-ธิดากับมารดร
คือ ละคร ฉากใหม่ ในชาตินี้

กลอนบทนี้ ผู้เขียนเขียนไว้เมื่อสามปีที่แล้ว ตั้งแต่สมัยยังอยู่ที่สหรัฐอเมริกา
วันนี้ก็นำมาเล่าซ้ำอีกครั้ง หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่านได้บ้าง

และหากคุณงามควาาดีใดจะพึงมีอยู่บ้างจากบทความนี้
ผู้เขียนขออุทิศให้แด่...แม่และพ่อผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูมาจนเติบโต


เนื่องในโอกาสวันสำคัญนี้ของผู้เขียน
ขอส่งความปรารถนาดี และไมตรีจิตมายังทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมบ้านนี้
ผ่านทางตัวอักษรทุกตัวที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้

มะนะพล


๑๔  พฤษภาคม  ๒๕๕๓

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net