วันที่ เสาร์ พฤษภาคม 2553

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การเดินทางไปซื้อปลาแห้งเมืองเขมร (๕)


เรื่องราวของคุณตาพร  ศรีไทย  ต่อจากตอนที่แล้ว

เอื้อเฟื้อภาพจาก  www.visitsurin.com

(๑๑) โจรขโมยวัวที่บ้านกาบเชิง

        เที่ยวนี้เป็นเที่ยวสุดท้ายก่อนที่จะเลิกไปซื้อปลา "กำนันจวน ฉัตรทอง" ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นกำนัน ได้พาพรรคพวกจากบ้านแสลงพันมีเกวียน ๙ เล่ม มารวมเป็นกองเดียวกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพาไปซื้อปลาที่ปาแพรกเหทือนที่เคยไปซื้อทุกเที่ยว พอไปถึงหนองน้ำใหญ่ที่ผจญภัยกับช้างป่าครั้งก่อนก็หยุดซ่อมเกวียนเหมือนเคย

        พอไปถึงปากแพรก กำนันจวนก็อุทานว่า"โอ้โห้!ปลามากจริงๆ"​​​​​

          ​​ข้าพเจ้าก็ถามว่า "ที่พี่เคยมา พี่ซื้อปลาที่ไหน?"

        ท่านก็ตอบว่า"ก็มาถึงจังหวัดพิบูลสงครามก็พักเกวียนรออยู่ที่นั่นสั่งให้ชาวบ้านลงเรือมาซื้อให้"

        ข้าพเจ้าก็ว่า"ถ้างั้นเขาก็กินกำไรต่อหนึ่ง"

        ท่านตอบว่า"ใช้แล้ว"ข้าพเจ้าถามอีว่า"ทำไมพี่จึงไม่มีซื้อที่นี่" ท่านตอบว่า"ผมไม่เคยรู้และไม่เคยเห็น"

        แล้วท่านก็ย้อนถามข้าพเจ้าว่า"ทำไมจึงรู้?"

        ข้าพเจ้าจึงอธิบายให้ฟังว่า"ที่รู้เพราะมารดาเล่าให้ผมฟังว่า เมื่อครั้งบิดายังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านเคยมาซื้อปลาที่ปลาแพรก จังหวัดพระตะบองหลายครั้งเกือบทุกปี เพราะมีบริษัทจับปลาและมีปลามีที่สุดในประเทศกัมพูชา ตอนที่ผมเป็นครู ถูกทางการคัดเลือกให้มาสอนที่จังหวัดพระตะบอง ผมอยากรู้ว่าปากแพรกที่มีบริษัทจับปลาและมีปลาทากที่สุดนั้นอยู่ตรงไหน ผมพยายามเสาะหาจนพบก็เห็นว่าจริง พอลาออกจากครู ก็มาซื้อปลาแต่ที่นี่ทุกครั้ง"

        กำนันจวนท่านว่า"ถ้าผมรู้ก็จะมาซื้อที่นี่แหละ เพราะหนทางจากจังหวัดพิบูลสงครามมาถึงปากแพรกก็เพียงนอนหนึ่งคืน ผมเพิ่งมาเห็นครั้งนี้เป็นครั้งแรก"

         เมื่อซื้อปลาได้แล้วกลับบ้านขึ้นพนมดองแร็กทางช่องจอมเหมือนเคย เมื่อมาถึงเชิงเขา เกวียนขึ้นไปได้ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งยังอยู่ที่เชิงเขาเพราะวัวเป็นโรคกีบเน่า ขึ้นพร้อมกันไม่ได้ เกวียนของข้าพเจ้าขึ้นเขาไปได้เล่มหนึ่ง ยังอยู่เชิงเขาอีกเล่มหนึ่ง รุ่งเช้ากำนันจวนเกิดท้องร่วง ข้าพเจ้าก็ให้ยาสมุนไพรต้มกิน แล้วให้อยู่เฝ้าเกวียน

         ข้าพเจ้าขับเกวียนเลยบ้านด่าน บ้านสะกน มาถึงบ้านกาบเชิง คอยกำนันจวนก็ยังไม่เห็นมา จะพักนอนและหุงข้าวที่หนองน้ำ แต่หนองน้ำนั้นขุ่นจนหุงข้าวไม่ได้ บ่อน้ำใกล้กันนั้นก็ซึมออกมาไม่ทันชาวบ้านเอาครุไปคอยหาบ หลายคนนั่งคอยรอบปากบ่อนานจนลืมว่าจะตักได้ครุหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจไปพักนอนยังศาลาที่ชาวบ้านสร้างไว้สำหรับทำบุญประจำปี(ตอนนั้นบ้านกาบเชิงยังไม่มีวัด) เนื่องจากมีน้ำบ่อใสดีไม่เคยแห้ง

         ข้าพเจ้าพักเกวียนหุงข้าว กินเรียบร้อยแล้วก็พากันนอน คืนนั้นฝนตกอย่างหนัก ฟ้าแลบฟ้าร้องลั่นจนสะเทือนไปหมด พวกที่บรรทุกปลาร้าก็เอากระสอบเปล่าปูทับบนปลาร้า แล้วก็นอนหลับสบาย ส่วนข้าพเจ้านั้นบรรทุกปลาย่างจนเต็มเกวียนทั้งสองเล่ม เข้านอนในเกวียนไม่ได้ จึงเอาเสื่อบังข้างหน้าประทุนกันฝนสาด

         สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ กันดารมาก ไฟฉายก็ไม่มี น้ำมันก๊าดก็ไม่มี ต้องใช้ไต้สำหรับจุดส่องเมื่อต้องการแสงสว่าง ไม่มีแม้แต่ไม้ขีดไฟ ต้องใช้เหล็กตีกับหินให้เป็นประกายไฟกระเด็นติดชุดกระบอกนุ่น แล้วเป่าให้เป็นไฟจึงใช้จุดหุงข้าวได้

         พอฝนตกหนัก มืดมิดไปหมด เวลาฟ้าแลบมองเห็นแต่วัวของตัวเอง ฝนตกหนักประมาณ ๒ ชั่วโมงจึงหยุด ข้าพเจ้าปลุกให้ทุกคนตื่นขึ้นแล้วตรวจดูวัวและสิ่งของว่ายังอยู่ครบหรือไม่ ปรากฏว่าวัวของ"นายผอย เมืองงาม" หายไปตัวหนึ่ง และเกวียนอื่นๆ ก็ถูกขโมยปลาร้า เกวียนละ ๕ กิโลบ้าง ๑๐ กิโลบ้าง เกวียนของนายผลบรรทุกปลาขาวเสียบไม้ ถูกโจรตัดเชือกข้างหลังเอาไปได้ประมาณ ๓๐ ไม้ เว้นแต่เกวียนของข้าพเจ้า ๒ เล่มที่ปลอดภัย จึงปรึกษากันเพื่อติดตามวัวของนายผอย แต่ก็ไม่รู้ว่าไปทางไหนเพราะฝนตกหนักมาก หาร่องรอยไม่พบ

         ข้าพเจ้าเดาว่าพวกโจรต้องมาจากบ้านกาบเชิงและมีไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน จึงขโมยได้ทั้งวัว ๑ ตัว และปลาร้าจำนวนมาก

         รุ่งเช้าข้าพเจ้าให้คนอยู่เฝ้าเกวียน จากนั้นพาเจ้าของวัวและพรรคพวกรวม ๕ คน ไปสืบดูที่บ้านกาบเชิง ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ ๓ กิโลเมตร เมื่อมาถึงบ้านกาบเชิงก็เห็นชายคนหนึ่งเดินออกมา เขาถามข้าพเจ้าว่า"จะไปไหน?" ข้าพเจ้าตอบว่า "เมื่อคืนมีคนขโมยวัวไปตัวหนึ่งอยากมาสืบดู ถ้ารู้ก็จะไปขอไถ่ถอน" ชายคนนนั้นตอบว่า "ถ้างั้นผมจะช่วยสืบเอง" ว่าแล้วก็พากันเดินเข้าไปในหมู่บ้านจนมาถึงบ้านหลังหนึ่ง

         จากนั้นเขาก็จัดแจงต้มไก่และหาเหล้ามาเลี้ยงพวกข้าพเจ้าและพรรคพวกของเขาอีก ๘ คน เมื่อดื่มเหล้าแล้วข้าพเจ้าก็ถามเรื่องวัว พวกเขาก็ตอบว่าไม่ยากเลย จากนั้นก็ให้นายผอย เจ้าของวัวที่หายผูกเกลอกับชายคนหนึ่งเพื่อจะได้ไถ่ถอนกันสะดวก แล้วเกลอของนายผอยก็พุดขึ้นว่าค่าเหล้าไหนี้เขาเป็นคนจ่ายเอง

         พอกินข้าวเสร็จข้าพเจ้าทำทีขอกลับไปทำธุระที่กองเกวียนสักประเดี๋ยว เมื่อเดินตามทางเกวียนออกจากหมู่บ้านไปทางทิศไต้ก็พบกับกำนันจวนที่ขับเกวียนตามขึ้นเขามาทีหลัง กำนันจวนก็ถามว่า

         "อ้าว...คุณพรจะไปไหน?"

         ข้าพเจ้าก็ตอบว่า

         "มีคนขโมยวัวของนายผอย พี่เห็นรอยวัวผ่านมาทางนี้บ้างไหม"  

         กำนันจวนตอบว่า"เมื่อกี้ผมเห็นรอยวัวผ่านไปทางโน้น"

ข้าพเจ้าจึงว่า"พี่ช่วยพาผมไปดูรอยนั้นหน่อย"

         ข้าพเจ้ากับกำนันจวนตามรอยวกไปวนมาจนถึงกระท่อมหลังหนึ่งเห็นรอยวัวหยุดอยู่หน้าประตูรั้วเข้ากระท่อม ถามเจ้าของกระท่อมก็บอกว่าไม่รู้ พอตามรอยไปอีกประมาณ ๒ เส้น ก็พบวัวผูกอยู่ใต้ต้นไม้ กำนันจวนถามข้าพเจ้าว่า"กล้าเข้าไปเอาไหม เพราะโจรแถวนี้มันชอบคอยดักยิง"ข้าพเจ้าตอบว่า"ถ้าผมก็ตายผมไม่กล้าขึ้นเขาลงห้วยมาหากินที่ประเทศกัมพูชาหรอก"กำนันจวนก็ว่า"ถ้างั้นก็เขาไปเอา"

         ข้าพเจ้าร่ายมนต์คาถาป้องกันตัวแล้วเข้าไปแก้เชือกจูงวัวออกมาข้าพเจ้านึกว่ากำนันจวนจะเข้าไปด้วย แต่เห็นท่านยืนรออยู่ตรงนั้นเอง เมื่อจูงวัวเดินมาใกล้จะถึงบ้านที่พวกเราเข้าไปกินข้าวข้าพเจ้าก็็ให้กำนันจวนจับเชือกวัวคอยอยู่ก่อน ข้าพเจ้าเดินเข้าไปก็ไม่เห็นพรรคพวกสักคนจึงถามว่า "พรรคพวกข้าพเจ้าไปไหนหมด?" เขาตอบว่า "กลับไปเอาเงินมาไถ่วัว"ข้าพเจ้าจึงว่า" ไม่ต้องไถ่หรอก เพราะตามวัวมาได้แล้ว" ชายคนนั้นหน้าซีดทันทีข้าพเจ้ากลับออกมาพากำนันจวนจูงวัวไปได้ครึ่งทางก็พบกับนายผอยเจ้าของวัวกำลังนำเงินมาจะไถ่วัวพอดี พอเห็นวัวก็ดีอกดีใจแล้วก็พากันเดินกลับมาที่กองเกวียน ปล่อยวัวเข้าฝูงไป

         จากนั้นก็พากันย้อนกลับไปที่บ้านกาบเชิงอีกครั้ง นายผอยบอกกับชายคนนั้นว่า "เราไม่ต้องไถ่วัวหรอกเพราะวัวมันตามกลับมาได้แล้ว" ชายคนนั้นแสดงอาการผิดหวัง พูดกับนายผอยว่า "ถ้างั้นต้องจ่ายค่าเหล้าไหนั้น" นายผอยยื่นเงินค่าเหล้าให้ แล้วก็พากันเดินกลับกองเกวียน เมื่อมาถึงก็ขับเกวียนเดินทางต่อไปเพื่อจะไปนอนยังที่อื่น เพราะกลัวจะเกิดเรื่องอีก

         สมัยนั้นโจรผู้ร้ายชุกชุมมาก ไม่ว่าที่ไหน พอมาถึงบ้านโคกธมก็พากันซื้อไต้ไว้ข้างหลังเกวียนคนละหนึ่งมัด เพื่อเอาไว้จุดส่องกบในฤดูฝน เพราะปลายเดือนพฤษภาคมแล้ว

         เดินทางต่อมาจนถึงตัวเมืองสุรินทร์ด้านทิศตะวันออก สมัยนั้นยังเป็นป่าอยู่ นายผอยขับเกวียนเร็วมาก เกวียนที่ตามหลังมาขับไม่ทันจึงอยู่ห่างกันมากผู้ร้ายเดินตามมาข้างหลังฉวยโอกาสตัดเอาไต้ของนายผอยที่ผูกอยู่ด้านหลังเกวียนทั้งหมดหลบเข้าป่าไปทั้งๆ ที่เป็นกลางวันแสกๆ พอพักเกวียนจึงรู้ว่าผู้ร้ายขโมยตัดเอาไต้ไปจนหมด

         พอมาถึงบ้านก็เอาปลาไปขายหมด เที่ยวนี้เป็นเที่ยวสุดท้าย เพราะดินแดนจังหวัดพระตะบองเป็นของประเทศกัมพูชา จึงไปไม่ได้ และเที่ยวสุดท้ายนี้เป็นไข้มาลาเรียกันหลายคน

         เรื่องไข้มาลาเรียนี้ ตั้งแต่เที่ยวก่อน ”นายดอน ตุลาจันทร์” เป็นไข้ตลอดทางมา ๘ วัน ข้าพเจ้าพยายามรักษาจนมาถึงบ้าน แล้วก็ขับเกวียนพาไปฉีดยาที่อนามัยในตัวเมืองสุรินทร์ “คุณหมอพิรุณ รักคิด” เป็นหมอประจำอยู่ ท่านรู้จักกับข้าพเจ้าเป็นอย่างดี เพราะข้าพเจ้าเคยรับใช้ท่าน เมื่อฉีดยาเข็มเดียวก็หาย ค่าฉีดเข็มละหนึ่งบาท ข้าพเจ้าก็บอกนายดอนว่าให้ไปฉีดอีกเข็มเพื่อให้หายสนิทดี

         ข้าพเจ้าไม่ได้พาไป เพราะพาไปรู้ที่แล้ว และอีก ๒ วัน ก็จะออกเดินทางไปอีกเป็นเที่ยวสุดท้าย เมื่อข้าพเจ้าออกเดินทางไปแล้ว นายดอนก็ไม่ได้ไปฉีดซ้ำอีก อาการไข้จึงกำเริบขึ้น พอข้าพเจ้ากลับมาถึงบ้านก็บอกให้แกไปฉีดยาที่อนามัย แกก็ไม่ไป แกหายาสมุนไพรประเภทรากไม้มาต้มกิน ก็ไม่หาย จึงเสียชีวิตในหลายวันต่อมา

         ส่วน นายเล็ง นุเรมรัมย์,นายทง ศรีไทย,นายอุ่น หฤทัยถาวร นั้นเป็นไข้มาลาเรียตั้งแต่ไปปีที่ ๒ เที่ยวที่ ๓ ข้าพเจ้าพาไปฉีดยาคนละ ๒ เข็ม ก็หายสนิทดีทุกคน แต่พวกเขาก็ไม่กล้าเดินทางไปด้วยอีก นายรัด คำแหง ซึ่งข้าพเจ้าเคยจ้างให้ขับเกวียนเล่มที่ ๒ ทุกเที่ยว ก็เป็นไข้มาลาเรียปีสุดท้าย ข้าพเจ้าพาไปฉีดยา ๒ เข็ม หายสนิทดีแล้ว ข้าพเจ้าไม่กล้าจ้างให้ขับเกวียนไปอีก จึงให้ นายผวน ศรีไทย น้องชายข้าพเจ้าที่เพิ่งเรียนจบชั้นประถม ๔ ขับเกวียนแทน

         คราวนี้เป็นไข้มาลาเรียกันเกือบทุกคน ยกเว้นแต่นายผวน ศรีไทย และข้าพเจ้าเท่านั้นที่ไม่ได้เป็นกับเขา ผู้ที่เป็นไข้มาลาเรีย คือ นายผล ศรีไทย,นายผอย เมืองงาม,นายปรึล จันทร์หอมฟุ้ง และนายเฮือง ข้าพเจ้าพาไปฉีดยา ๒ เข็มก็หายดีกันทุกคน ยกเวัน นายเฮืองเท่านั้นที่ไม่ยอมไปฉีด เขาหายาสมุนไพรมาต้มกินเองก็ไม่หาย จึงเสียชีวิตอีกคนหนึ่ง และนายเมิน บ้านบุณเญิงที่เคยไปด้วยกันหลายเที่ยวก็เป็นไข้มาลาเรียเหมือนกัน ข้าพเจ้าบอกลูกชายของแกให้พาไปฉีดยาที่อนามัย ๒ เข็มก็หายสนิทดี

 

โดย

 

กลับไปที่ www.oknation.net